สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๑

สุนัย จุลพงศธร แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความสมดุลระหว่าง 3 ส่วนประกอบของระบอบประชาธิปไตย ได้แก่ อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจตุลาการ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้แน่ใจว่าศาลไม่มีอํานาจเหนือสภานิติบัญญัติและรัฐบาล

นายสุนัย จุลพงศธร แบบสัดส่วน

ท่านประธานครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน จากจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชาชน ครับท่านประธาน กระผมได้สงวนคําแปรญัตติไว้ในมาตรา ๕ เรื่องนี้เปึนเรื่องใหญ่ที่ กระผมเองต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า กระผมเองได้อภิปรายมาตั้งแต่ วาระแรก แล้วก็มองเห็นว่าการเขียนกฎหมายมาตรา ๕ นี้เปึนการเขียนแบบถูกมัดมือชก โดยรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าคนที่ประกอบอาชีพทางศาล ท่านมีความเปึนธรรม เพราะกระผมเองมีเพื่อนเยอะครับเปึนผู้พิพากษา ตอนที่เราเรียนในระดับมหาวิทยาลัยนั้น ครูบาอาจารย์ก็ได้สอนเรื่องคุณธรรม เรื่องหลักการของกฎหมายไว้มาก เปึนที่รู้กันครับว่า เราปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นอยู่บนหลักการที่สําคัญของ ๓ อํานาจอธิปไตย ไม่ว่าประเทศไหนก็ทํากันอย่างนี้ครับ ก็คืออํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร อํานาจตุลา การ ยิ่งเปึนประชาธิปไตยในหลักการที่ว่ามันมี ๒ ระบบ ทางวิชาการก็บอกว่าเปึน ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา หรือที่เราเรียกกันติดปากเปึนภาษาฝรั่งว่า พาร์เลียเมนทารี ซิสเต็ม (Parliamentary System) คือระบบรัฐสภา อีกระบบหนึ่งก็คือระบบประชาธิปไตย แบบประธานาธิบดี แบบอเมริกา แบบฟ่ลิปป่นส์ ที่เราให้มีการเลือกตั้งผู้นําประมุขแห่งรัฐ โดยตรง อันนั้นเปึนอีกระบบหนึ่งที่เราเรียกว่า เพรสซิเดนเทียล ซิสเต็ม (Presidential System) แบบระบบรัฐสภานี้เองจําเปึนที่จะต้องมีการยึดโยงกัน ๓ อํานาจ ที่กระผมเคย นําเสนอหลายครั้งและจําเปึนจะต้องพูดอีกครั้งหนึ่งด้วยความเปึนห่วงในสถาบันตุลาการ โดยเฉพาะผมเองอย่างที่ได้กราบเรียนท่านประธานแล้วว่า ผมประกอบอาชีพทางนี้ เรียนมาทางนี้ ก็อยากจะเห็นศาลเปึนที่พึ่งสุดท้าย แล้วก็ได้อ่านคําพิพากษาแล้วไม่มีข้อ โต้แย้ง แต่ปรากฏว่าทฤษฎีที่ผมนําเสนอเรียกอย่างภาษาชาวบ้านว่า สามก้อนเส้าหุงข้าว กินได้ นั่นคือตามหลักการดั้งเดิมของประชาชนชาวบ้านเราครับ สมัยก่อนไม่มีเตา เตาไฟฟัาไม่มี เขาใช้หิน ๓ ก้อนมาตั้ง ที่เราเรียกว่า สามก้อนเส้า เขาเรียกเปึน เส้า สาม ก้อนเส้านี้ต้องได้ดุลกันครับ เมื่อได้ดุลแล้วมันต้องพึ่งซึ่งกันและกัน พอหิน ๓ ก้อนตั้งได้ดุล หม้อข้าวตั้ง หุงข้าวสุกครับ ยัดฟ๋นข้างใต้ หุงข้าวสุก ถ้าเปรียบเทียบทางการเมืองคืออะไร ครับ ก็คือระบบเศรษฐกิจเดินได้ ระบบการเมืองเดินได้ ประชาชนอยู่ดีมีสุขครับ แต่วันนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้บีบบังคับให้ก้อนเส้าหนึ่งโตเปึนพิเศษ นั่นก็คือก้อนเส้าของ ตุลาการโตเปึนพิเศษเลยครับ พอโตเปึนพิเศษถ้าคนไม่รู้เรื่อง เอาหม้อข้าวไปตั้งเอียง กะเท่เร่ พอเอียงปัูบข้าวหกหมด นั่นคือระบบการเมืองพัง ระบบเศรษฐกิจพัง ไม่ได้กินข้าว แล้วประชาชน ด้วยเหตุนี้เอง ผมเองยังไม่ถึงวาระที่จะต้องแก้รัฐธรรมนูญ แต่เปึนวาระที่ เกี่ยวเนื่องกับกฎหมาย ที่เกี่ยวเนื่องกับรัฐธรรมนูญ ผมจึงต้องทําหน้าที่ให้ก้อนเส้าของ ตุลาการนี้อยู่ในดุลที่แม้จะใหญ่แต่ขยับลงสักนิดครับ ขยับลงเพื่ออะไรครับ เพื่อให้ได้ดุล กับ ๒ ก้อน แต่ก้อนใหญ่นี้ไม่เปึนไร ก็ยังแก้ไม่ได้ ก็ให้มันได้ดุลครับ มีทางเดียวเท่านั้นเอง นั่นคือได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๕ ผมเรียนท่านนะครับว่า ในมาตรา ๕ นั้น กฎหมายเดิมเดี๋ยวท่านจะเข้าใจว่า ตอนรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ มันก็ศาลเดียว ทําไมผมเปึน ส.ส. ตอนนั้นจึงผ่านรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ล่ะ ต้องเข้าใจความจริงนะครับ ท่านประธานครับ เพื่อเปึนการบันทึกไว้ รัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ นั้น คนที่เปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่มีสิทธิแก้ไข ได้แต่พูด ไม่มีสิทธิแก้ไข สถานการณ์ตอนนั้นเขียนให้มีศาลเดียวก็เลยไม่สามารถแก้อะไรได้ มีแต่รับ กับไม่รับเท่านั้นเอง ถ้ารับรัฐธรรมนูญผ่าน ปรากฏว่าถ้าไม่รับก็จะเกิดติฉินนินทา เพราะเกิดโซเชียล แซงชั่น (Social Sanction) คือการแทรกแซงทางสังคมที่บีบบังคับ ให้รัฐสภาแห่งนี้ต้องรับรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ โดยไม่มีทางแก้ไข คนที่ไปสร้างกระแส ธงเขียวทั้งหลาย ก็คือวันนี้ส่วนหนึ่งคือผู้ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และส่วนหนึ่งก็คือ อยู่ที่มัฆวานรังสรรค์ที่บุกเข้าไปอยู่ในทําเนียบรัฐบาลเมื่อวานนี้ล่ะครับ แล้วก็คือคนกลุ่มนี้ ที่คัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็สนับสนุนการฉีกรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ เมื่อมาถึงตรงนี้ผมจึงขอนําเสนอให้เห็นว่า หลักการที่มีการแก้ไข โดยล้อเลียนจากรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ มาเปึนป้ ๒๕๕๐ แล้วก็เข้ามาอยู่ในมาตรา ๕ นี้ มันคือปัญหาแล้วครับ แก้เปึนอย่างอื่นไม่ได้ หลักการที่สําคัญที่สุดก็คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้สร้างให้อํานาจตุลาการมีอํานาจเหนืออํานาจสภานิติบัญญัติ เหนือผู้แทนราษฎร เหนือรัฐบาล นั่นก็คือเสนอกฎหมายได้เอง การเสนอกฎหมายได้เองของตุลาการ ผิดอย่างไร กฎหมายไม่ผิดหรอกครับ แต่ผิดธรรมเนียมปฏิบัติของวัฒนธรรม ประชาธิปไตย ผิดแล้วเสียหายอะไรครับ เสียหายสิครับ เพราะเกิดความลักลั่น การประสานงานกันระหว่าง ๓ องค์กร แต่ยอมรับนะครับ ก็ต้องยอมรับไปก่อนครับ ท่านประธาน แต่มันผิดตรงไหนที่ผมต้องขึ้นมาแปรญัตติเรื่องนี้สงวนไว้แล้วต้องอภิปราย ผิดตรงที่ป้ ๒๕๔๐ นั้น เขาให้มีศาลเดียว แต่อํานาจตุลาการยื่นกฎหมายเองไม่ได้ ผิดตรงที่ป้ ๒๕๔๐ นั้น เขาให้มีศาลเดียว แต่เขาไม่ได้ให้อํานาจศาลตั้งกรรมการผู้ไต่สวน อิสระ พอไปอ่านกฎหมายมาตรา ๕ มันผิดหลักการอย่างยิ่งเลยครับ ที่ผมไม่สามารถ จะผ่านให้ได้ นั่นก็คือมาตรา ๕ ที่ร่างขึ้นมานี้กลายเปึนว่าศาลร่างกฎหมายได้เอง เสนอกฎหมายได้เอง ศาลตั้งผู้ไต่สวนอิสระที่มีฐานะเปึนผู้ฟัองคดีได้เอง ๑. เขียนกฎหมาย ได้เองแล้ว ๒. ตั้งกรรมการสอบสวนฟัองคดีได้เองแล้ว ๓. ตัดสินได้เองอีกครับ กลายเปึนว่าอํานาจตุลาการในกรณีความผิดอาญาของพรรคการเมืองนั้น กลายเปึน เสนอร่างกฎหมายเอง ตั้งกรรมการสอบสวนเอง และตัดสินคดีเอง แล้วที่สําคัญคือ ศาลเดียวอีก ถ้าเปึนอย่างนี้ผมถือว่าผิดหลักการอย่างยิ่งครับ ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๖ เขียนไว้ชัดว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ จากผู้ซึ่งมีความ เปึนกลางทางการเมือง และมีความซื่อสัตย์สุจริตเปึนที่ประจักษ์ วันนี้ผมกลัวจริง ๆ คําว่า เปึนกลางทางการเมือง เจอหลายเจ้าจังครับ เปึนกลาง เปึนกลาง มันไม่กลางจริงนี่ครับ ตรงนี้เองผมเห็นว่าในบรรยากาศอย่างนี้ที่ผมกราบเรียนท่าน ประธานหลายครั้งและต้องกราบอภัยไปถึงท่านที่อยู่ในสถาบันตุลาการว่าด้วยความ เคารพผมยกมือไหว้ว่าผมไม่ได้มีเจตนาใด ๆ ที่จะมาลบหลู่เกียรติของท่าน แต่ผมกลับ กําลังทําหน้าที่เพื่อจะสร้างระบบตุลการนั้นให้เปึนองค์กรที่มีความเปึนธรรมได้รับความ เชื่อถือจากประชาชนโดยสนิทใจ ท่านประธานครับ กฎหมายมาตรา ๕ นี้เกิดขึ้นอันเปึนผล จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทําให้เราแก้ไม่ได้เลยครับ แก้ไม่ได้จริง ๆ ขอว่าท่านอย่าเสนอกฎหมาย เองได้ไหม ไม่ได้ครับเพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้ และท่านประธานครับผมเปึนห่วงที่สุด ผม ขออนุญาตท่านประธานที่จะต้องกล่าวเชื่อมโยงให้เห็นว่าผมมีเหตุผลมากพอที่จะไม่ ยอมรับในมาตรา ๕ ตามที่กรรมาธิการส่วนใหญ่เห็นด้วย นั่นก็คือเราจําเปึนที่จะต้อง พิจารณาให้เชื่อมโยงกับความเปึนจริงของความน่าวิตกกังวล นั่นก็คือเรามีผู้พิพากษาหลาย ท่านครับ โดยเฉพาะเปึนบุคคลสําคัญระดับสูงที่มีชื่อเข้ามาเกี่ยวโยงกับคณะรัฐประหาร เชื่อมโยงกับการกระทําในสิ่งที่เรียกว่าเปึนเรื่องของการเมือง ฟังแล้วไม่สบายใจครับ ท่านประธานครับผมไม่ได้เชื่อตามหนังสือพิมพ์นะครับแต่ขออนุญาตอ่านหนังสือพิมพ์ให้ ท่านประธานเมื่อวานนี้เกิดวิกฤติครับท่าน พันธมิตรยกกําลังเสมือนเปึนจลาจลเลยครับ ตีห้าครึ่งยึดช่อง ๑๑ ด้วยชายฉกรรจ์ พอ ๗ โมงกว่า ม็อบจากพันธมิตรเคลื่อนตัวไปที่ ช่อง ๑๑ อีกผลักดันบุกไปป่ดถนนกันที่ชุมพร อีสานป่ด ภาคเหนือป่ด ไปยึดกระทรวง คมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทําเนียบรัฐบาลที่เปึนปัญหาวันนี้ ในวิกฤติอย่างนี้ เกิดอะไรขึ้นครับท่านประธาน หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่ามีกระแสข่าวว่า นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีและนายอักขราทร จุฬารัตน์ ประธานศาลปกครองสูงสุดได้เดินทางเข้า พบ พลเอก เปรม ที่บ้านพักครับจริงหรือเปล่าไม่ทราบนะครับ แต่ชื่อมันเข้ามาเกี่ยวกับ เหตุการณ์ ขอประทานโทษด้วยจริง ๆ ครับ ท่านอักขราทรนี้ก็คืออาจารย์ของผมสอน กฎหมายผมตอนที่อยู่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครับ บังเอิญชื่อนี้ไปเกี่ยวโยงกับวันที่ ๑๙ กันยายน พอเกิดรัฐประหาร ๑๙ กันยายนปัูบซีเอ็นเอ็น (CNN) ขึ้นเลยครับชื่อแรกที่จะ เปึนนายกรัฐมนตรีคือนายอักขราทร จุฬารัตน นี่ครับ พอเกิดวิกฤติทําไมชื่ออาจารย์ของ ผมไปโยงอยู่กับการเมืองทันทีครับ เมื่อวานก็เกิดวิกฤติก็ชื่อเข้าไปโยงกับบุคคลสําคัญอีก ชะรอยศาลจะเกี่ยวข้องกับการเมืองหรืออย่างไรอันนี้ผมไม่ทราบ แต่มีปรากฏการณ์อีกครับ ท่านประธานครับมันมีปรากฏการณ์ที่ผมต้องอภิปราย