วรรณชัย ชี้แจงการเพิ่มบทนิยามกฎหมาย ยืนยันไม่ขัดหลักการเดิม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๑

วรรณชัย บุญบํารุง ชี้แจงประเด็นเรื่องการเพิ่มบทนิยามในกฎหมาย โดยยืนยันว่าการแก้ไขดังกล่าวไม่ขัดหลักการเดิม เนื่องจากเป็นการขยายความเพื่อให้ประชาชนเข้าใจบทบาทของคณะกรรมการไต่สวนและผู้ไต่สวนอิสระที่เพิ่มขึ้นตามร่างมาตรา 12 และ 38 ไม่ใช่การเพิ่มอำนาจหน้าที่หรือหลักเกณฑ์ใหม่แต่อย่างใด วรรณชัย บุญบํารุง อธิบายว่าบทนิยามในกฎหมายควรเขียนให้กว้างเพื่อให้ครอบคลุมเจตนาของผู้อ่าน โดยยกตัวอย่างกรณีผู้เสียหายตามกฎหมาย ป.ป.ช. ที่รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง และเสนอแนะว่าไม่ควรลงรายละเอียดทุกเรื่องในบทนิยาม แต่ควรอ้างอิงตัวบทบัญญัติที่มีอำนาจหน้าที่แทน

นายวรรณชัย บุญบํารุง กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม วรรณชัย บุญบํารุง กรรมาธิการและเลขานุการ จากสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขออนุญาต เรียนชี้แจงในตรงส่วนประเด็นแรก ขอเสริมทางท่านประธานกรรมาธิการว่าการเพิ่ม บทนิยามเปึนการเกินหลักการหรือไม่ เนื่องจากการเพิ่มบทนิยามนั้นหลักการของ ตัวกฎหมายนี้ ท่าน มีชัย ฤชุพันธุ์ ท่านก็เคยให้ความเห็นไว้ในขณะดํารงตําแหน่งประธาน วุฒิสภาว่า การกําหนดหลักการ การเขียนหลักการนั้นก็คือการเสนอเรื่องที่จะแก้ไข เพียงแต่ได้เลิกไปโดยมีการระบุเลขมาตราเปึนวงเล็บต่อท้าย ซึ่งการระบุเลขมาตราวงเล็บ ต่อท้ายนั้นเปึนเพียงการแสดงว่ามีการแก้ไขร่างมาตราไหนบ้าง แต่ตัวเลขมาตราไม่ใช่เปึน ตัวหลักการ เพราะฉะนั้นการแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาเข้ามานั้นถ้าเปึนเรื่องที่สอดคล้อง เกี่ยวข้องกับหลักการของเดิมแล้วไม่ได้ไปขัดแย้งก็จะถือว่าไม่ได้เปึนการเกินหลักการ ถึงแม้จะมีการไปเพิ่มบทมาตราใหม่อะไรขึ้นมาก็ตามนะครับ ในตรงส่วนการเพิ่มบทนิยาม ก็จะเห็นได้ว่าตรงส่วนนี้ไม่ได้มีการเพิ่มหลักการในลักษณะไปเพิ่มบทบาทอํานาจหน้าที่ หลักเกณฑ์ กระบวนการใช้อํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการไต่สวนหรือผู้ไต่สวนอิสระ แต่อย่างใดนะครับ เปึนเพียงแต่การเขียนในส่วนที่เกี่ยวข้อง มีการแก้ไขบทบัญญัติที่ เกี่ยวข้องกับตัวละครหลายคนให้เกิดความเข้าใจชัดเจนเท่านั้น ซึ่งในตรงส่วนของการ เพิ่มเติมเรื่องบทนิยามของคณะกรรมการไต่สวนนั้นก็เนื่องจากว่าการแก้ไขหรือกฎหมาย ฉบับนี้ก็มีการแก้ไขคุณสมบัติของคณะกรรมการไต่สวนอยู่ตามร่างมาตรา ๑๒ แก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๓๘ ก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของการไต่สวนขึ้นมา ในตรงส่วนของ ผู้ไต่สวนอิสระก็เปึนการเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ในกฎหมายฉบับนี้ เพราะฉะนั้นทาง คณะกรรมาธิการก็เห็นว่าเพื่อให้ผู้ใช้กฎหมาย ประชาชนชาวบ้านที่อ่านกฎหมายทั่วไป ไม่เกิดความสับสนเพราะถ้อยคําใช้คล้ายคลึงกัน ที่คล้ายคลึงก็คือมีบทบาทไปใน ลักษณะไต่สวนเหมือนกัน ตรงส่วนนี้ก็เปึนส่วนแรกที่เกี่ยวกับว่าเกินหลักการหรือไม่

ในตรงส่วนวิธีการเขียนบทนิยามว่าจะเขียนอย่างไรนั้นนะครับ ผมขอ อนุญาตเรียนชี้แจงว่าในการเขียนตัวบทนิยามนั้นเปึนการเขียนบทนิยามเพื่อให้ผู้ใช้ กฎหมายเข้าใจโดยคร่าว ๆ เท่านั้นว่ามันหมายถึงอะไร แต่การบังคับใช้ บทบาทอํานาจ หน้าที่ กรอบของตัวผู้ที่อยู่ในบทนิยามนั้นจะมีอย่างไรต้องไปดูประกอบตามกฎหมาย เปึนหลัก มิใช่นําตัวบทนิยามมาเปึนใหญ่ ตัวบทบัญญัติมาเปึนรองนะครับ เพราะฉะนั้น ที่เขียนไว้ในหลักการส่วนใหญ่ก็ต้องไปดูตรงส่วนนั้น แล้ววิธีการเขียนบทนิยามไม่มีทาง ที่สามารถจะเขียนให้ครบถ้วนทุกประเด็น ทุกเรื่องไว้ในบทนิยามได้ ไม่เช่นนั้นบทนิยาม ก็จะกลายเปึนการเขียนกําหนดหลักการว่าตัวผู้ที่ไปอยู่ในบทนิยามนั้นมีอํานาจหน้าที่ อย่างไร ซึ่งไม่จําเปึนต้องขนาดนั้น หลักการการเขียนกฎหมาย เพียงแต่เขียนกว้าง ๆ ให้เข้าใจว่ากรอบอํานาจหน้าที่เขามี อยู่แค่ไหน เพียงไร ก็เพียงพอแล้ว เพราะหลักการการเขียนกฎหมายก็มีหลักการอยู่ อย่างหนึ่งว่า ยิ่งเขียนละเอียดก็จะยิ่งแคบ เพราะว่าถ้าเขียนแล้วไม่ครบ ก็จะมีปัญหาว่า ผู้ร่างกฎหมายต้องการที่จะเขียนละเอียดทุกเรื่อง ไม่ว่าความผิดในลักษณะไหนก็ต้อง เขียนอธิบายลงมา ส่วนนี้ไม่ใช่เปึนวิธีการเขียนยกร่างกฎหมาย ฉะนั้นการเขียน ร่างกฎหมายก็คือการเขียนบทนิยามในลักษณะกว้าง ๆ ให้มีความเข้าใจกัน ผมขอ อนุญาตเรียนชี้แจงว่าถ้อยคําที่เขียนกําหนดมานี้ไม่ได้มีการคิดขึ้นมาเอง แต่เปึนถ้อยคําที่ ทางคณะกรรมาธิการนําตัวบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในตัวกฎหมาย ไม่ว่าจะอยู่ใน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรืออยู่ในตัวรัฐธรรมนูญมาเขียน อย่างเช่น บทนิยามของคณะกรรมการไต่สวนนั้นก็มีกําหนดไว้ในมาตรา ๓๗ กับมาตรา ๓๘ ที่ระบุ อํานาจของคณะกรรมการไต่สวนไว้ มาตรา ๓๗ ว่า คณะกรรมการไต่สวนก็คือ เปึนผู้ทํา หน้าที่ไต่สวนข้อเท็จจริงและทําความเห็นเกี่ยวกับการดําเนินคดีตามคําร้องขอ ซึ่งเปึน คําร้องขอตามหมวด ๔ เปึนคําร้องขอให้ดําเนินคดีต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ฉะนั้นก็เปึน บทบัญญัติที่พอผู้อ่านแค่นี้ก็เข้าใจได้แล้วว่า คณะกรรมการไต่สวนเปึนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ เปึนกรณีดําเนินคดีต่อ ป.ป.ช. ส่วนผู้ไต่สวนอิสระนั้นก็เปึนบทบัญญัติที่อยู่ในถ้อยคํา เนื้อหาอยู่ในมาตรา ๔๔/๕ มาตรา ๔๔/๗ แล้วก็ยังมีเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๕ วรรคหก ประกอบกับมาตรา ๒๗๒ วรรคห้า ฉะนั้นบทบัญญัติในตรงส่วนนี้ มันมีการเขียนไว้ในกฎหมายแล้ว เราก็เพียงแต่นําเนื้อหาตรงส่วนนั้นที่กฎหมายเขา เขียนไว้มากําหนดเปึนกรอบวางไว้ ซึ่งก็จะทําให้ผู้อ่านกฎหมายเข้าใจบทบาทหน้าที่ว่า คณะกรรมการไต่สวนกับคณะกรรมการไต่สวนอิสระมีบทบาทอํานาจหน้าที่คนละกรณีกัน ส่วนถ้อยคํา คําว่า บุคคล คณะบุคคล นั้น ในตัวบทบัญญัติของตัวกฎหมายนี้เอง เวลาพูด ถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนก็ใช้บุคคล แต่งตั้งบุคคลมีจํานวนไม่เกินห้าคน ไม่ได้ บอกว่าแต่งตั้งคณะบุคคลซึ่งเราก็ใช้ถ้อยคํานี้มาใช้ในการเขียนบทนิยม การเขียนว่า จําเปึนจะต้องเปึนคณะหรือเปล่า อย่างเช่น กรณีผู้ไต่สวนอิสระ ตัวรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ ใช้คําว่า คณะผู้ไต่สวนอิสระ แล้วก็ไม่ได้มีความหมายว่าผู้ไต่สวนอิสระหมายถึงเพียง บุคคลเดียวเท่านั้น ในเมื่อกฎหมายใช้ถ้อยคําในลักษณะที่ไม่ได้มีการใช้คณะบุคคล คณะกรรมาธิการก็เพียงแต่ล้อถ้อยคําที่มีอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญ อยู่ในพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาเขียน ซึ่งก็คงไม่มีการตีความในลักษณะที่จะกลายเปึนว่า เมื่อไม่ได้เขียนถึงคณะบุคคล แล้วไม่ได้หมายถึงคณะบุคคล ก็ไม่มีใครที่จะไปตีความ ในลักษณะเพื่อให้เกิดผลในลักษณะแปลกประหลาดออกไป คําว่า บุคคล ก็มีความหมาย ได้ทั้งว่าบุคคลคนเดียวก็ได้ หลายคนก็ได้ แต่ในกรณีบริบทตรงส่วนนี้ต้องตีความอยู่แล้ว ตามกฎหมายตัวบทบัญญัติที่มีอยู่ก็คือว่าจะต้องหมายถึงคณะบุคคลเท่านั้น

ในตรงส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในนิยามของผู้เสียหายนั้น คณะกรรมาธิการ ได้นําถ้อยคําบทนิยามมาจากกฎหมาย ป.ป.ช. ซึ่งเขียนผู้เสียหายเปึนนิยามเอาไว้ว่า หมายถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งคําว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ นี้ มีความหมายรวมถึงตัวผู้ที่เปึน นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภาอยู่แล้ว มีความหมายกว้าง การเขียนไว้ก็เปึนการล้อบทบัญญัติที่มาอยู่ในรัฐธรรมนูญตาม มาตรา ๒๗๕ วรรคสี่ เอามากําหนดไว้ ก็เลยอยากจะสรุปว่าตรงส่วนบทนิยาม การเขียน บทนิยามนั้น ยิ่งเขียนละเอียดก็จะมีความหมายยิ่งแคบ การเขียนกรอบในเฉพาะเรื่องที่ สําคัญ ๆ ไว้กว้าง ๆ นั้น เปึนการเขียนเพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจ ได้เห็นความแตกต่างเพื่อให้ ผู้ใช้กฎหมายได้เข้าใจ แล้วก็ไปดูประกอบตัวบทบัญญัติที่มีอํานาจหน้าที่ที่กฎหมาย กําหนดเอาไว้ ก็เปึนการเพียงพอแล้ว บทนิยามไม่จําเปึนแล้วก็ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเขียน ในรายละเอียดทุกเรื่องไว้ในบทนิยาม ขอบคุณครับ