พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เสนอแนะเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตของรัฐวิสาหกิจ โดยเสนอให้ใช้คำจำกัดความที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาการทุจริต และหารือเกี่ยวกับการบัญญัตินิยามคำว่า "คณะกรรมการไต่สวน" และผู้ไต่สวนอิสระตามรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังหารือเกี่ยวกับการใส่คำจำกัดความไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับผู้ไต่สวนอิสระ และการแก้ไขปัญหาการใช้คําว่า ผู้เสียหาย ในการดําเนินคดีอาญากับนักการเมือง
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ก็ขอบคุณ ท่านคณะกรรมาธิการวิสามัญที่พยายามจะทําให้กฎหมายมีความสมบูรณ์มากขึ้น แล้วการที่ใส่บทบัญญัติที่กําหนดคํานิยามหรือคําจํากัดความของถ้อยคําก็เปึนสิ่งที่ พึงกระทําในความเห็นของผม เพราะว่าจะสามารถทําให้เกิดความชัดเจนในถ้อยคํา ต่าง ๆ ได้เพียงแต่ว่าการทําคําจํากัดความหรือคํานิยามต้องทําให้มันชัดเจนที่เปึนความ ชัดเจนจริง ๆ ไม่ใช่เปึนความชัดเจนที่ชัดเจนแล้วต้องหาคําตอบมาต่อไปจากคําอธิบายนั้น เพราะฉะนั้นหลักการที่ผมคิดว่าใส่คํานิยามในมาตรา ๓/๑ เพิ่มเติมนั้นทําได้หรือไม่ ผมคิดว่า ทําได้ แต่ประการที่ ๒ ที่ผมอยากกราบเรียนก็คือว่า รายละเอียดที่ควรใส่ในคํานิยามมันมี เพียงเท่านี้หรือ และประการที่ ๓ ก็คือว่า ที่มีเพียงเท่านี้มันถูกต้องสมบูรณ์แล้วหรือไม่ ผม กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพในประเด็นแรกก่อน ประเด็นแรกก็คือว่าคําจํากัด ความที่ควรจะต้องใส่ไว้มีถ้อยคําอะไรบ้างนั้น ที่ผมดูคร่าว ๆ ตรงนี้ในนิยามของคําว่า ผู้เสียหายท่านไปใช้บอกว่าผู้เสียหายจากการกระทําอันเปึนเหตุให้เจ้าหน้าที่ของรัฐร่ํารวย ผิดปกติแล้วก็การกระทําความผิดตําแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ทุจริตต่อหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมาย อื่น ประเด็นในคําแรกคําว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมเข้าใจว่าตามกฎหมายฉบับนี้เราจะใช้ พิจารณาคดีอาญากับผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ไม่ใช่ใช้กับผู้ดํารงตําแหน่งที่เปึน เจ้าหน้าที่ของรัฐทั่วไป คําสองคํานี้มันแยกกันอยู่และถ้าหากว่าไปเป่ดดูในพระราชบัญญัติ ฉบับอื่นที่เกี่ยวข้องในทางปฏิบัติเวลาเราพูดถึงคํา ๆ ใด ก็จะนึกถึงคํา ๆ นั้นที่ใช้กันอยู่ ทั่วไป เว้นแต่กฎมายฉบับนั้น ๆ จะให้มีความหมายแตกต่าง ในความหมายของคําว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐในกฎหมายอื่น ๆ ที่มีการใส่คําจํากัดความไว้ไม่ได้รวมถึงนักการเมือง ครับ เจ้าหน้าที่ของรัฐจะหมายถึงบุคลากรที่เปึนข้าราชการประจํา ไม่ใช่ข้าราชการ ทางการเมืองและไม่ใช่ฝ์ายประจําเลยด้วย เพราะฉะนั้นพอเราไปใส่บอกว่าเจ้าหน้าที่ของ รัฐผู้เสียหายจากการกระทําอันเปึนเหตุให้เจ้าหน้าที่ของรัฐร่ํารวยผิดปกติ มันจะกลายเปึนว่ากรณีที่มาถึงศาลหรือกรณีที่จะใช้ต้องไปอ้างอิงถึงการกระทําความผิดที่ ร่ํารวยผิดปกติของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งหมายถึงใครในกฎหมายฉบับนี้นะครับ ถ้าหากว่า ทางคณะกรรมาธิการเจตนาให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ในความหมายตรงนี้รวมไปถึง นักการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองก็น่าจะเขียนคําจํากัดความอีกคําหนึ่ง คือคําว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามความหมายของกฎหมายนี้ ว่าท่านให้หมายความเหมือน ปกติ แต่ให้รวมถึงนักการเมืองด้วยเพื่อจะให้ไปสอดคล้องกับกฎหมายอื่นนะครับ อันนี้ ผมเรียนเปึนตัวอย่าง พอกลับมาดูในเรื่องของคําที่ท่านได้บัญญัติเอาไว้
ประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าท่านบัญญัติ คําว่า คณะกรรมการไต่สวน ประเด็น ก็คือว่าตรงนี้มีความจําเปึนต้องบัญญัตินิยาม คําว่า คณะกรรมการไต่สวน หรือไม่ เพราะว่าในกฎหมายทั้งฉบับที่ใช้อยู่วันนี้มีอยู่แล้ว คําว่า คณะกรรมการไต่สวน ของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วก็ในรายละเอียดหลายอย่างในนั้นก็จะมี ความชัดเจนว่าคณะกรรมการตรงนี้มีหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริงต่าง ๆ ให้กับ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงเปึนประเด็นว่ามีเหตุผลและความจําเปึนอะไรที่จะต้องบัญญัติ ความหมายของคําว่า คณะกรรมการไต่สวน ตรงนี้หมายถึงสิ่งที่มันเปึนอยู่แล้ว
ประการที่ ๒ คือคําว่า ผู้ไต่สวนอิสระ คําว่า ผู้ไต่สวนอิสระ ในที่นี้ก็เปึนคํา จากรัฐธรรมนูญ และในรัฐธรรมนูญก็ได้เขียนอํานาจหน้าที่ของผู้ไต่สวนอิสระไว้ ประการหนึ่ง รวมไปถึงที่ให้เปึนผู้ที่จะสามารถฟัองคดีอะไรต่าง ๆ ให้แทน ซึ่งเดี๋ยวจะได้ ว่ากันในมาตรา ๔๔/๑๐ ซึ่งท่านมีการปรับปรุงนํามาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาใช้บังคับ โดยอนุโลม แต่ว่าที่ผมอยากจะกราบเรียนตรงนี้ก็คือว่าผู้ไต่สวนอิสระตรงนี้ เราใช้คําว่า หมายความว่า บุคคล แต่พอกลับไปที่คณะกรรมการไต่สวนเราหมายความว่า บุคคลอีก ท่านเห็นไหมครับ สภาพบุคคลเริ่มตั้งแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเปึนทารก นี่คือบุคคล ถ้าบุคคลมากกว่า ๑ คน เราเรียกว่า คณะบุคคล ถ้าบุคคลที่จดทะเบียนตามกฎหมาย เราเรียกว่า นิติบุคคล ในความหมายของคณะกรรมการไต่สวนตามกฎหมาย ป.ป.ช. แล้วก็เกี่ยวเนื่องมาจากตรงนี้ เขาหมายถึงบุคคลมากกว่า ๑ คน รวมกันเปึน คณะกรรมการ คณะบุคคลคณะนี้ที่มีอํานาจหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริง ซึ่งท่านเขียน คํานิยามไว้ แต่คําว่า ผู้ไต่สวนอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ด้วยถ้อยคําตรงนี้ ตัวผมเองก็ยังไม่ชัดเจนแต่เมื่อดําเนินการตามถ้อยคําแล้วก็ยังเห็นว่าอาจเปึนคนธรรมดา เพียง ๑ คน ก็เปึนไปได้ไม่ต้องเปึนคณะ หรือว่าเราจะเรียกเปึนคณะผู้ไต่สวนก็คงไม่ผิด แต่ถ้าหากว่าจะใช้ตามรัฐธรรมนูญเลยว่าผู้ไต่สวนอิสระก็คือบุคคล ๑ คนได้ เพราะฉะนั้น คําว่า บุคคล ผมจึงอยากเรียนว่าถ้าจะให้ถูกต้องจริง ๆ ในความหมายคําว่า คณะกรรมการ ไต่สวน กับคําว่า ผู้ไต่สวนอิสระ ในคําแรกคณะกรรมการไต่สวนถ้าจะมีมันก็ควรจะ หมายถึงคณะบุคคล ซึ่งทําหน้าที่ ไม่ใช่หมายถึงว่าบุคคลซึ่งทําหน้าที่ เพราะถ้าหาก หมายความว่าบุคคลซึ่งทําหน้าที่ก็ต้องเรียกว่า กรรมการไต่สวน อันนี้ก็ขอแสดง ความคิดเห็นไว้
ทีนี้กลับมาในเรื่องของผู้ไต่สวนอิสระครับ ผมก็ไม่เข้าใจว่าเหตุผลอะไร ที่จะต้องมาใส่เปึนคําจํากัดความไว้ เพราะในความคิดเห็นของผม ผมคิดว่าทั้ง ๒ คํา นี่ครับท่านประธาน คือคําว่า คณะกรรมการไต่สวน กับคําว่า ผู้ไต่สวนอิสระ มันมี ความหมายในตัวของมันอยู่แล้วว่าทําหน้าที่อะไร ไม่ต้องจํากัดความก็มีความชัดเจน ที่ผมเรียนว่าเห็นด้วยกับการต้องใส่คําจํากัดความก็คือคําไหนที่มันไม่ชัดเจนและ สามารถถกเถียงกันไปซ้ายไปขวาแล้วหาข้อยุติไม่ได้ นั่นแหละครับที่ควรจะต้องมาใส่คํา จํากัดความไว้นะครับ แต่ใน ๒ คํานี้ผมคิดว่ามันไปได้ทั้งคู่ก็ทราบกันอยู่แล้ว คณะกรรมการไต่สวนในกฎหมายไม่ได้แปลว่าคณะกรรมการไต่สวนของศาลฎีกา ขณะเดียวกันผู้ไต่สวนอิสระก็ไม่ได้แปลว่าผู้ไต่สวนอิสระของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพราะ ไม่ได้เขียนไว้อย่างนั้น ความหมายมันจึงชัดเจนอยู่ในตัว แต่การที่มาใส่เพิ่มก็ทําให้เกิด ประเด็นสับสนอย่างที่ผมเรียน คําว่า บุคคล กับ คณะบุคคล นั่นเปึนประเด็นที่อยากจะ ฝากไว้ให้คณะกรรมาธิการลองพิจารณา
พอมาประเด็นที่ ๓ เรื่องผู้เสียหาย ผมได้อภิปรายไว้ในวาระแรก ว่า ผู้เสียหายในที่นี้คืออะไร ผมจําได้ว่าผู้ที่มาชี้แจงในวาระแรกบอกว่า ต้องการให้เปึนความหมายอย่างกว้าง แล้วผมเข้าใจว่า ไม่ใช่ความหมายในความหมายของคําว่า ผู้เสียหายในทางอาญา เพราะตรงนั้นมันแคบกว่า มันจะทําให้มีการยื่นเรื่องต่อศาลหรือว่าการพิจารณาคดีในศาล ค่อนข้างที่จะลําบากมากกว่ากรณีปกติ เพราะถ้าหากว่าเราไปใช้หลักเกณฑ์ของคําว่า ผู้เสียหาย ในคดีอาญาปกติทั่วไปมาเปึนแนวพิจารณา ตามหลักจริง ๆ ก็หมายถึง ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทํานั้นโดยตรงจริง ๆ หรือหมายถึงบุคคล ซึ่งกฎหมายกําหนดให้มีอํานาจฟัองคดีอาญา ถึงจะเปึนผู้ที่เข้าข่ายที่จะดําเนินคดีต่อไปได้ แต่พอเราใส่คําว่า ผู้เสียหาย เอาไว้ เราจะมีคําจํากัดความก็ไม่เปึนไร แต่คําจํากัดความนั้น น่าจะเปึนคําจํากัดความซึ่งอ่านแล้วรู้เลยว่าคือใคร แต่การที่เขียนว่าผู้เสียหายคือ ผู้เสียหาย นี่คือปัญหา เพราะแปลว่าต้องไปดูกันเปึนครั้งที่ ๒ ต่อไปว่า ผู้เสียหายในคดีนี้ จะเปึนผู้เสียหายที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทําของเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ํารวยผิดปกติไหม ก็ต้องไปดูหลักเกณฑ์ตรงโน้นอีก บอกว่าเปึนผู้เสียหายจากการกระทําความผิดต่อ ตําแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา ก็ต้องไปดูหลักเกณฑ์ตามประมวล กฎหมายอาญา ซึ่งตรงนี้ที่ผมเปึนห่วง เพราะอะไรครับ เพราะจะทําให้การตีความคําว่า ผู้เสียหายในคดีดําเนินคดีอาญากับนักการเมืองแคบลง และถ้าหากว่าท่านได้พิจารณา ตามทฤษฎีกฎหมาย ก็จะมีปัญหาต่อไปอีกว่า ผู้เสียหายที่ว่านี้ถึงแม้มีผลกระทบ ก็ต้องดู อีกว่าผลที่เกิดจากผลกระทบนั้นเปึนลักษณะที่เรียกว่า เปึนความสัมพันธ์ที่ใกล้หรือไกล กว่าเหตุเกินไป ถ้าหากว่าเปึนผู้เสียหายแต่อยู่ไกลมากเลย อ้างความเสียหายตามหลัก ของวิธีพิจารณาคดีอาญาหรือคดีอาญาก็บอกไม่ใช่ ไม่ถือเปึนผู้เสียหายอีก หรือแม้แต่คดี ทุจริตประพฤติมิชอบเงินทองของแผ่นดิน ซึ่งลักษณะอย่างนี้เวลาไปดําเนินคดีอาญา ก็เปึนปัญหาอีกว่า ใครจะเปึนผู้ฟัองคดี ถือว่าเปึนผู้เสียหายในคดีอาญาเหล่านั้นหรือไม่ แล้วในเจตนารมณ์ที่ถูกต้อง ผมคิดว่าคําว่า ผู้เสียหาย ถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญ จะใส่เปึนบทนิยามไว้ น่าที่จะคิดมาเลย ไม่ต้องไปอิงกับกฎหมายอื่น เพราะมันมีอยู่แล้ว คดีที่จะมาสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง มันเปึนคดีที่ท่านเขียนพวกนี้อยู่แล้ว ร่ํารวยผิดปกติ ทุจริตต่อตําแหน่งหน้าที่ ประเด็นคือว่า ใครจะเปึนคนยื่นเรื่องเหล่านั้น และถือเปึนผู้เสียหาย ผมคิดว่าในชั้นนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ น่าจะพิจารณา แล้วคิดออกมาให้สภาพิจารณาเลยว่า ท่านคิดเห็นว่าคนเหล่านี้คือผู้เสียหาย แล้วท่านก็ใส่ ไปเลยว่า ผู้เสียหาย หมายความว่า ผมยกตัวอย่างนะครับ ผู้ที่มีหลักฐานข้อมูลเกี่ยวกับ การทุจริตประพฤติมิชอบในการใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน นี่คือเรื่องของการร่ํารวย ผิดปกติ อย่างนี้ครับไปถึงคดีอาญาแผนกนักการเมือง ผมมีเอกสารหลักฐาน ผมยื่นฟัอง ต่อศาล ศาลก็ไปตั้งผู้ไต่สวนอะไรก็ว่ากันไป แต่พออย่างนี้กลายเปึนข้อกฎหมายขึ้นมา ต้องตีความว่านายพีระพันธุ์เปึนผู้เสียหายตามกฎหมาย เช่น ทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา ประเด็นมันเปลี่ยน มันเลยกลายเปึนว่า บทนิยามของคําว่า ผู้เสียหาย ก็ต้องไปตีความกันต่อ ไม่มีความยุติว่า คําว่า ผู้เสียหาย ที่ท่านเขียนถ้อยคําไว้ สรุปท้ายที่สุดมันคืออะไร และที่สําคัญก็คือ ผมเข้าใจว่าถ้าต้องตีความ ก็คงไปที่ศาลฎีกาแผนก คดีอาญานักการเมืองซึ่งไม่ใช่ศาลฎีกาหรือศาลชั้นต้น ศาลระบบยุติธรรมตามปกติ ถ้าหากว่าเปึนระบบยุติธรรมตามปกติยังพออุทธรณ์ฎีกาว่า ที่ศาลชั้นต้นท่านวินิจฉัยว่า ไม่ใช่ผู้เสียหาย ผิดหรือถูก ศาลสูงก็ว่ากันไป เพราะเปึนประเด็นข้อกฎหมายไม่ใช่ ข้อเท็จจริง แต่ถ้าหากไปที่ตรงนี้ ใครเปึนคนวินิจฉัยว่าเปึนผู้เสียหายในคดีนี้ โดยอ้างอิง ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญาหรือเปล่า แล้วถ้าหากวินิจฉัยจะขัดหรือแย้ง หรือไม่เดินตามแนววินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับคําว่า ผู้เสียหายในคดีความผิดเหล่านี้ใน คดีอาญาหรือไม่ ถ้าหากว่าไม่เดินตามรอยนั้นก็จะเปึนปัญหา เพราะว่าทําไมคดีประเภท เดียวกัน ผิดกฎหมายมาตราเดียวกันในประมวลกฎหมายอาญา แต่วินิจฉัยคําว่า ผู้เสียหาย ไว้แตกต่างกัน ไม่ได้เขียนบทอํานาจให้ไว้ ขืนไปเดินแบบเดียวกันก็จะทําให้ กลายเปึนความหมายอย่างแคบ ท้ายที่สุดผมคิดว่า การจะดําเนินคดีอาญากับ นักการเมือง โดยใช้คําจํากัดความคําว่า ผู้เสียหาย เอาไว้อย่างแคบอย่างนี้ จะทําให้เปึน อุปสรรค ผมไม่ขัดแย้งที่ท่านจะใส่คําว่า ผู้เสียหาย ไว้ แต่ผมอยากให้ท่านพิจารณาว่าใส่ ไปเลยว่า อย่างไรท่านอยากให้เปึนผู้เสียหาย ให้มันกว้างเข้าไว้ แล้วอย่าไปอิงกับกฎหมายอาญาหรือวิธีพิจารณาคดีอาญา หรือจะต้องไปขัดหรือแย้งกับ คําวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องกับคําว่า ผู้เสียหาย ในทางอาญาซึ่งศาลยุติธรรมได้วางไว้จะทําให้ เกิดข้อโต้แย้งของผู้ต้องหาหรือจําเลยในคดีนี้ได้ แล้วจะทําให้ความรู้สึกของประชาชน ทั่วไปคิดว่ามันเกิดความไม่ยุติธรรมจริงอย่างที่ผู้ร้องเขากล่าวหาไหม ตรงนี้ครับคือ ความสําคัญของศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ศาลปกติในระบบยุติธรรม เรา ยึดถือตัวบทกฎหมายเปึนสําคัญ เราเดินตามนั้นได้ครับ แต่ศาลฎีกาที่ดูแลความผิดของ นักการเมืองท่านต้องยอมรับในความเปึนจริงว่ามันอยู่กับกระแส ส่วนหนึ่งเปึนไปตาม ตัวบทกฎหมาย อีกส่วนหนึ่งอยู่กับกระแสความรู้สึกของประชาชน ถ้าหากว่าเรายึด อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วทําให้เกิดความรู้สึกไม่เชื่อมั่น รู้สึกว่ามันจริงเท็จหรือเปล่า มันโปร่งใสหรือเปล่า เมื่อนั้นความน่าเชื่อถือของตัวองค์กรศาลฎีกาที่พิจารณาคดีอาญา นักการเมืองก็จะถูกกระทบไปด้วยโดยที่ไม่ได้ตั้งใจหรือเจตนาให้เปึนเช่นนั้น ด้วยเหตุ อย่างนี้ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่าอยากจะให้ท่านกรรมาธิการวิสามัญลองพิจารณา ทบทวนความหมายของคําว่า ผู้เสียหาย ให้ชัดเจนขึ้น และคําว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ