สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๑

สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หารือเรื่องการกระทำของตนเองในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และแสดงความกังวลเกี่ยวกับความไม่มั่นใจของนักลงทุนต่างประเทศ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและตรวจสอบแก้ไขข้อกําหนดที่เกี่ยวข้องกับการสรรหากรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย

นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอตอบข้อซักถามของท่าน สมาชิกผู้ทรงเกียรติว่า มีหลายประเด็นท่านก็ใช้เวลาพูดถึงประเด็นต่าง ๆ ในคําถาม ข้อที่ ๒ ก็คงจะต้องขอไล่ตอบไปทีละประเด็น

ประเด็นแรกที่ท่านพูดว่านักลงทุนจากต่างประเทศถอนทุน เคลื่อนย้าย เงินทุนออกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็ดี ออกจากกิจกรรมธุรกรรมทางด้าน การเงินต่าง ๆ ก็ดี แล้วก็บอกว่าเกิดความไม่มั่นใจในเรื่องเกี่ยวกับการทํางานของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรื่องของนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมคิดว่าถ้าหากท่านคิดว่าเหตุผลนี้เปึนเหตุผลที่แท้จริงก็น่าเปึนห่วงว่าท่านอาจจะไม่ เข้าใจความรู้สึกของนักลงทุนจากต่างประเทศหรือท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้คุยกับ นักลงทุนจากต่างประเทศที่ได้มาแวะเวียนมาพูดคุยกับผมเปึนระยะ ๆ สม่ําเสมอ สิ่งที่เขา ถาม เขาไม่ได้ถามเลยว่ามาตรการของรัฐบาลน่าเปึนห่วง ทําไมถึงทําอย่างนั้น ทําไมถึงทํา อย่างนี้ เขากลับถามว่าทําไมไม่รีบทํา หลาย ๆ เรื่องที่รัฐบาลเตรียมทําอยู่เร่งทําให้เร็วขึ้น โครงการเมกะโปรเจกต์ (Mega project) ที่เตรียมการไว้เมื่อไรจะทําสักทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้คงเปึนประเด็นที่อาจจะต้องทําให้เกิดความชัดเจน ผมเชื่อว่า ปัญหาที่เขามีความไม่มั่นใจ ก็เปึนที่รับทราบกันทั่วไปเพียงแต่ท่านไม่พูดถึง ก็คือเรื่อง ผลกระทบจากทางการเมือง เพราะวันนี้เรื่องความไม่มั่นใจในเสถียรภาพทางการเมืองของ ประเทศไทยเปึนส่วนสําคัญที่ทําให้เขาไม่แน่ใจว่าตกลงแล้วรัฐบาลนี้จะได้ทํางานต่อไป อีกยาวนานเท่าไร จะเกิดภาวะสุญญากาศทางการเมืองหรือไม่ จะมีการยุบสภาหรือเปล่า จะมีการยุบพรรคการเมืองหรือเปล่า เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เปึนเรื่องที่พูดคุยถกเถียงกันมาก แต่ว่าท่านไม่พูดถึงเลยก็กังวลว่าถ้าท่านวิเคราะห์ไปในทิศทางอย่างนั้น ก็น่าเปึนห่วงว่า อาจจะไม่เข้าใจปัญหาที่แท้จริง ตอนนี้ก็มาย้อนถึงหลาย ๆ เรื่องที่ท่านได้พูดไปว่า กระบวนการสรรหาตัวคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยก็ดี คณะกรรมการ กลต. ก็ดี ท่านเองก็ได้ให้ข้อมูลไว้จํานวนมาก แต่ท่านก็ไม่ได้ให้ข้อมูลไว้ทั้งหมด ว่าในเรื่องของ คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น จริง ๆ ถ้าตามพระราชบัญญัติธนาคาร แห่งประเทศไทยนั้นจริง ๆ ถ้าตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้มี คณะกรรมการแค่ชุดเดียว มีคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ๔ ชุด ก็คือ คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยในมาตรา ๑๗ (๑) พูดไว้ชัดเจนว่า คณะกรรมการ ธนาคารแห่งประเทศไทย เรียกโดยย่อว่า คณะกรรมการ ธ.ป.ท. เพื่อควบคุมดูแลโดยทั่วไป ซึ่งการบริหารงานของ ธ.ป.ท. (๒) คือ คณะกรรมการนโยบายการเงิน เพื่อกําหนดและ ติดตามการดําเนินการตามนโยบายการเงินของประเทศ (๓) คือ คณะกรรมการนโยบาย สถาบันการเงิน เพื่อกําหนดและติดตามการดําเนินงานตามนโยบายเกี่ยวกับการกํากับ และตรวจสอบสถาบันการเงิน กรรมการชุดที่ ๔ คือ คณะกรรมการระบบการชําระเงินเพื่อ กําหนดและติดตามการดําเนินการตามนโยบายเกี่ยวกับระบบการชําระเงินที่ ธ.ป.ท. กํากับดูแลและระบบการหักบัญชีระหว่างสถาบันการเงิน ตรงนี้เห็นได้ชัดเจนว่ามีการ กระจายบทบาทของคณะกรรมการออกไป ๔ คณะ และถ้าไปดูในเรื่องของหน้าที่ของ คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยว่ามีหน้าที่อย่างไร อยู่ในมาตรา ๒๕ มีทั้งหมด ๑๒ วงเล็บ หน้าที่ส่วนใหญ่คือเรื่องเกี่ยวกับการพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนงานและ งบประมาณ เรื่องกําหนดข้อบังคับว่าด้วยโครงสร้างองค์กร การบริหารงานบุคคล เรื่อง ข้อบังคับว่าด้วยการเสนอชื่อ การพิจารณาคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิในกรรมการนโยบาย การเงิน สถาบันการเงิน ระบบชําระเงิน เรื่องกําหนดข้อบังคับว่าด้วยการปัองกันการมี ส่วนได้ส่วนเสีย เรื่องกําหนดข้อบังคับว่าด้วยการมอบอํานาจ อะไรต่าง ๆ นี่เปึนเรื่องของ การกําหนดหลักเกณฑ์ข้อบังคับทั้งสิ้น ไม่ได้มีบทบาทในเรื่องของการที่จะไปกํากับดูแล เรื่องนโยบายการเงิน กํากับเรื่องระบบสถาบันการเงินแต่อย่างใด ฉะนั้นจึงเปึนเหตุที่ว่าถ้า หากบอกว่าผมมี ๒ มาตรฐาน ก็คงเปึนเรื่องที่เราต้องไปแก้กฎหมายครับ ถ้าท่านมั่นใจว่า เรื่องของการที่ไม่อยากให้ข้อกําหนดที่เปึนปัญหา เช่น บอกว่าถ้าหากถูกกล่าวหาแล้วก็ไม่ สามารถจะเปึนได้ ก็ต้องไปอยู่ในกฎหมาย ไม่อย่างนั้นมันก็จะเกิดมีข้อที่มีผู้ที่ร้องขึ้นมาว่า ทําไมถึงไปห้ามว่าตัดสิทธิว่า เมื่อเขาเปึนเพียงแค่ผู้ที่ถูกกล่าวหา ยังไม่ได้มีคําพิพากษา ถึงที่สุดแล้ว ไปตัดสิทธิไม่ให้เขาไม่ได้รับสิทธิในการที่จะสรรหาหรือเสนอชื่อ ตรงนี้ก็เปึน เรื่องที่จะต้องทําให้เกิดความชัดเจนเช่นเดียวกันนะครับ ฉะนั้นก็คงต้องเรียนว่าในเรื่องของ การที่จะดําเนินการนั้นเรามีมาตราต่าง ๆ บัญญัติไว้ เช่นเดียวกันกับเรื่องระเบียบของ ธนาคารแห่งประเทศไทยที่กําหนดเกี่ยวกับคุณสมบัติของกรรมการสถาบันการเงิน เมื่อมี การกําหนดอย่างนั้นผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็ต้องดูแลให้เปึนไปตามนั้น ผมอยากจะเรียน ว่าเรื่องของการถูกกล่าวหาในคดีต่าง ๆ อย่างเช่น คดีหวยบนดินหรือคดีอื่น ๆ ที่ ถูกกล่าวหาโดย คตส. หลายท่านก็คงทราบว่ายังมีปัญหาเรื่องของความไม่มั่นใจว่าการ ถูกกล่าวหามีความเหมาะสมหรือไม่ ผมเองก็อยู่ในขั้นตอนของการที่ถูกกล่าวหา เช่นเดียวกัน แล้วก็พร้อมที่จะต่อสู้คดี และมั่นใจว่าในสิ่งที่ตัวเองได้ทําไปในกรณีของเรื่อง คดีหวยบนดินนั้น ไม่ได้มีบทบาทอย่างใด ไม่ได้มีผลอย่างใดที่ทําให้เกิดความเสียหายของ ประเทศ เรามั่นใจว่าการทําหวยบนดินนั้นทําให้เกิดประโยชน์ในการนําเอาธุรกิจที่อยู่ ใต้ดินขึ้นมาบนดิน เปึนเรื่องที่จะต้องต่อสู้ในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมต่อไป เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาคดีหวยบนดินถูกเสนอชื่อขึ้นมาในคณะกรรมการ ธนาคารแห่งประเทศไทยแล้วบอกว่าไม่สมควร ก็ต้องเรียนถามด้วยความเปึนธรรมว่า ถ้าหากท่านอยู่ในฐานะแบบเดียวกัน ท่านจะมีความรู้สึกว่าการที่ถูกกล่าวหาอย่างนั้น ซึ่ง อาจจะเปึนการกล่าวหาที่เปึนธรรมหรือไม่เปึนธรรมก็แล้วแต่ แต่อยู่ในกระบวนการ ยุติธรรม จะเปึนผลที่ทําให้เกิดการตัดสิทธิโดยที่มาตราต่าง ๆ ในกฎหมายไม่ได้บัญญัติ เอาไว้หรือไม่ อันนั้นก็เปึนเรื่องที่คงต้องทําให้เกิดความชัดเจนเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ถ้าหากเราไปดูในกรรมการอื่น ๆ เช่น กรรมการนโยบายการเงินก็จะมีเรื่องรายละเอียด ต่าง ๆ ว่ามีอํานาจหน้าที่อะไร แล้วก็มีเรื่องของการที่กําหนดถึงคุณสมบัติต่าง ๆ ผมเชื่อว่า วันนี้เราคงไม่สามารถที่จะใช้เพียงแค่ความรู้สึกแล้วบอกว่าจะทําอย่างนั้นอย่างนี้ จะใช้ การพิจารณาจากดุลยพินิจของตนเอง แล้วมาบอกว่าไม่ควรทําอย่างนั้นอย่างนี้โดยที่ไม่มี หลักยึด เพราะถ้าไม่อย่างนั้นก็จะเกิดปัญหาในหลาย ๆ ประการ บางครั้งท่านอาจจะต้อง ไปแก้รัฐธรรมนูญ เพราะว่าถ้าบอกว่าการมีส่วนได้ส่วนเสียเปึนเหตุที่ทําให้ไม่สมควรจะมี บทบาทในเรื่องของการที่จะไปสรรหาหรือไปเลือกอะไรก็ตาม ในมาตรา ๒๓๑ของ รัฐธรรมนูญที่พูดถึงการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง(๑) บอกว่า ให้มีกรรมการสรรหาประกอบด้วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอันนี้เปึนบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมคิดว่าก็เปึนเรื่องที่มีความชอบ แต่ถ้าเราใช้ ดุลยพินิจแบบเดียวกันว่า ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ควรจะมีบทบาทในการที่จะมาสรรหา แต่ว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรก็จะต้องมีส่วนที่เกี่ยวข้องในการเลือกตั้งจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง ท่านผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็อยู่ในข่ายเดียวกัน หรือแม้แต่ในการคัดเลือกโดยวุฒิสภา วุฒิสภาคัดเลือกกรรมการการเลือกตั้ง คัดเลือก คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ว่าสุดท้ายแล้วนี่ กกต. หรือ ป.ป.ช. ก็จะมีบทบาทในแง่ของการ ที่มาตรวจสอบวุฒิสภาเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นไม่สมควรที่จะให้วุฒิสภาเปึนผู้คัดเลือก หรือไม่ อันนี้ก็เปึนดุลยพินิจที่มีความเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่ว่าเมื่อมาตราต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญว่าไว้อย่างไร กฎหมายว่าไว้อย่างไร เราก็ต้องมีหลักมีการที่จะยึดว่า จะมี หลักอย่างนี้ ถ้าไม่เห็นด้วยอย่างไรก็ต้องมีการไปแก้ไขกฎหมาย ผมยังยืนยันว่าเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ วันนี้เราไม่สามารถจะใช้ดุลยพินิจเพียงแค่ตัวเราเองคนเดียว เพราะว่าทุกอย่างมี หลักที่ต้องยึด แล้วถ้าหากหลักนั้นมีปัญหา ก็ต้องแก้หลักนั้นครับ ไม่อย่างนั้นเราก็จะไม่ สามารถอธิบายใครได้ว่า สุดท้ายแล้วการตัดสินใจของเรานั้น ในวันนี้เรากําหนดไว้ มาตรฐานอย่างไร หรืออย่างถ้าหากท่านบอกว่า ในส่วนของคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ ก็ไม่สมควรจะให้ผู้ที่อาจจะมีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาเกี่ยวข้อง คําถามก็คือว่า บริษัทโบรกเกอร์ (Broker) ต่าง ๆ ซึ่งก็ถือว่าเปึนผู้ที่มีบทบาทสําคัญในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถ้าใช้มาตรฐานแบบนี้ก็ไม่ควรจะมีตัวแทนของโบรกเกอร์เข้ามาอยู่ในกรรมการตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเลย เพราะว่าอาจจะทําให้เกิดความรู้สึกของการใช้ดุลยพินิจ ที่มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย แต่วันนี้ในเรื่องของการแต่งตั้งคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทยก็มีตัวแทนของโบรกเกอร์เข้ามาอยู่ด้วย แล้วก็เปึนไปตามกฎหมายด้วย เพราะฉะนั้นก็เรียนไว้ว่า เรื่องเหล่านี้เราไม่สามารถที่จะใช้มาตรฐานหนึ่งในเรื่องหนึ่ง และ ใช้มาตรฐานอื่นในอีกเรื่องหนึ่ง คงจะต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน ไม่อย่างนั้นเราจะไม่สามารถ บอกได้เลยว่า เรามีกติกาที่เปึนหลักยึดให้สําหรับบ้านเมืองได้อย่างไรครับ ขอบพระคุณครับ