กรณี จาติกวณิช หารือเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์ฯ และเรียกร้องการปฏิบัติหน้าที่ของกระทรวงการคลังในการคัดเลือกกรรมการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีใจความหลักเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ไม่สมเหตุสมผลในการแต่งตั้งผู้บริหาร
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ก่อนที่ผมจะเข้าคําถามที่ ๒ ผมต้องขออนุญาตชี้แจงให้ท่านรัฐมนตรีได้เข้าใจผ่านท่านประธาน เมื่อสักครู่ที่ผมพูดถึง เรื่องของค่าเงินบาท ท่านพูดถูกครับ ค่าเงินบาทอ่อนตัว ปัจจัยสําคัญในช่วงที่ผ่านมาก็ เพราะมีการถอนทุนจากตลาดทุน แต่คําถามก็คือ ทําไมถึงมีการถอนทุน คําตอบง่าย ๆ ครับ เขาขาดความไว้วางใจในระบบของเรา เขาขาดความไว้วางใจในแนววิธีการบริหาร เศรษฐกิจของท่าน และนี่คือที่มาของปัญหา เมื่อสักครู่ท่านก็ได้พูดถึงแนวคิดของท่าน ในหลักธรรมาภิบาล ท่านก็ปล่อยให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเปึน อิสระ แต่ผมก็ได้เรียนกับท่านไปแล้วในคําถามแรกของผม ว่าปัจจัยที่สําคัญในส่วนของ ธรรมาภิบาลไม่ใช่เปึนแนวคิดเลื่อนลอยเท่านั้น แต่ท่านต้องให้ความสําคัญกับกลไก และกลไกที่มีความสําคัญนําหลักธรรมาภิบาลไปสู่การปฏิบัติในส่วนขององค์กรก็คือ คณะกรรมการ และนี่ก็คือประเด็นในช่วง ๒ เดือนที่ผ่านมาที่ได้สร้างคําถามให้กับทุก ๆ คนที่เปึนห่วงเปึนใยองค์กรหลักที่มีส่วนในการดูแลระบบเศรษฐกิจของเรา ก็คือธนาคาร แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์ฯ ทุกคนมีปัญหาและมีคําถามต่อท่าน คําถามสั้น ๆ ที่ประชาชนโดยรวมมีและผมมีกับท่านในวันนี้ก็คือ ทําไม ไม่มีใครเข้าใจครับว่า ทําไมท่าน ถึงต้องทําในสิ่งที่ท่านได้ทํากับทั้ง ๒ องค์กรนี้ ถามว่าทําอะไร ในส่วนของธนาคารแห่ง ประเทศไทยท่านมีบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน สะท้อนจากพระราชบัญญัติใหม่ทั้ง ๒ ฉบับ พ.ร.บ. ธนาคารแห่งประเทศไทย และ พ.ร.บ. ต่างหากในส่วนของ กลต. ทั้ง ๒ ฉบับเปึน พ.ร.บ. ใหม่ ๒๕๕๑ และท่านในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีหน้าที่ที่จะ แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาเพื่อมาคัดเลือกกรรมการไปปฏิบัติหน้าที่ใน ๒ องค์กรนี้ ใน ส่วนของแบงก์ชาติท่านมีหน้าที่และมีอํานาจในการที่จะแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา รวมทั้งสิ้น ๗ ท่าน หน้าที่ของคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยและหน้าที่ของ คณะกรรมการในส่วนของ กลต. นั้นมีชัดเจนครับ ก็คือกํากับดูและช่วยพัฒนาตลาดเงิน ตลาดทุนของเรา และนี่คือหัวใจของระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม เพราะฉะนั้นการ สรรหาและตัวกระบวนการการคัดเลือกกรรมการของ ๒ องค์กรนี้มีความสําคัญต่ออนาคต เศรษฐกิจไทยอย่างมาก แต่เราต้องมาลองพิจารณากันครับว่า ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ของ ท่านอย่างไร ในส่วนของกรรมการสรรหา ๗ ท่านที่ท่านมีสิทธิเลือกนั้น ๓ ท่านมี ผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจนในฐานะที่เปึนประธานหรือเปึนกรรมการในธนาคาร พาณิชย์ ซึ่งอยู่ภายใต้การกํากับดูแลโดยตรงของทางธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนอีก ๒ ท่าน เปึนบุคคลที่ถูกฟัองคดีทุจริต ซึ่งหนึ่งในนั้นก็เปึนคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ หน้าที่ในฐานะเปึนผู้บริหารของสถาบันการเงินโดยตรง เพราะฉะนั้นเมื่อกลไกถูกทําลาย ตั้งแต่ต้นเราจะหวังผลลัพธ์ที่เปึนบวกต่อระบบได้อย่างไร เพราะผลลัพธ์ของการทํางาน ของคณะกรรมการสรรหาชุดนี้เปึนอย่างไรครับ คณะกรรมการ ๗ ท่านนั้นมีหน้าที่ที่จะ เลือกกรรมการ ๖ คน จากตัวเลือก ๑๘ ท่าน โดยที่ ๖ ท่านนําเสนอโดยกระทรวงการคลังเอง ส่วนอีก ๑๒ ท่าน นําเสนอโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ผลของการพิจารณาสรรหาของ กรรมการสรรหาที่ท่านได้แต่งตั้งขึ้นมานั้น ปรากฏว่าเลือกมาแล้ว กรรมการ ๖ ท่าน ในส่วนของแบงก์ชาติ โดยที่ ๕ จาก ๖ เปึนรายชื่อที่กระทรวงการคลังได้นําเสนอเอง ส่วนรายชื่อ ๑๒ ท่านจากทางแบงก์ชาตินั้นได้รับการคัดสรรเพียงแค่ ๑ ท่าน ทั้ง ๆ ที่อีก ๑๑ ท่านที่ไม่ได้รับการคัดเลือกมีทั้งอดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติ มีทั้งอดีตรองผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ พูดง่าย ๆ ก็คือมีแต่ผู้ที่มีประสบการณ์ความรู้โดยตรง เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทํางาน ในฐานะเปึนกรรมการแบงก์ชาติ มาดูในส่วนของกรรมการ ๖ ท่านที่ท่านได้คัดสรรมา ๑ ท่านเปึนนายตํารวจ ซึ่งท่านนี้อาจจะเปึนตํารวจที่ดีก็ได้ ผมไม่ได้รู้จักท่านเปึนการ ส่วนตัว แต่ก็มีคําถามว่าทําไมถึงมีความจําเปึนต้องมีนายตํารวจมาเปึนกรรมการธนาคาร แห่งประเทศไทย ส่วนอีก ๓ ท่านที่ได้รับเลือกก็ล้วนจะเปึนบุคคลที่ถูกกล่าวหาคดีอาญา ทุจริตแผ่นดิน ปรากฏว่า ๓ จาก ๖ ท่านที่คณะกรรมการสรรหาท่านได้รับเลือกนั้นเปึน บุคคลที่มีมลทิน และนั่นคือส่วนของแบงก์ชาติ แต่มันไม่ได้จบเพียงแค่นี้ เพราะ คณะกรรมการสรรหา ๕ ท่านที่ท่านได้เลือกเองกับมือ เพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ในการคัดสรร กรรมการในส่วนของ กลต. นั้น จาก ๕ ท่านก็มีอยู่ ๓ ท่านที่เปึนบุคคลเดิมในส่วนของ คณะกรรมการสรรหาของกลุ่มแบงก์ชาติ ก็คือคนกลุ่มเดียวกันครับ ไปทําหน้าที่ทั้งในส่วน ของแบงก์ชาติ และใน กลต. และในส่วนของการทํางานของคณะกรรมการเหล่านี้ก็ได้ แล้วเสร็จ มีการคัดสรรคณะกรรมการ กลต. ไปเรียบร้อยเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ประเด็นที่ตามมาเปึนประเด็นที่เมื่อครั้งแรกที่ผมได้ยินผมไม่เชื่อ ผมได้ตอบไปกับผู้ที่มา รายงานว่าไม่น่าเปึนไปได้ แต่เมื่อไปตรวจเช็คดูก็ปรากฏว่าเกิดขึ้นจริง สิ่งที่ผมคิดว่าไม่น่าเปึนไปได้คืออะไรครับ ก็คือตัวประธานคณะกรรมการสรรหาที่ท่าน ได้แต่งตั้ง ก็คือที่ปรึกษาของท่านที่ท่านได้พูดเมื่อสักครู่ว่า ท่านได้บอกว่าท่านอย่าได้รับ ตําแหน่งอะไรเลย สุดท้ายท่านก็ได้แต่งตั้งให้เข้ามารับตําแหน่งในส่วนของประธาน คณะกรรมการสรรหา ได้เลือกกรรมการ กลต. เรียบร้อย เสร็จสรรพเกิดอะไรขึ้น กรรมการ กลต. ที่ท่านประธานท่านนี้ได้เลือกมา กลับไปเลือกตัวท่านเองมาเปึนกรรมการตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยซึ่งเปึนหน่วยงานภายใต้กํากับดูแลโดยตรงของสํานักงาน กลต. แต่เมื่อสักครู่ท่านบอกว่าท่านผู้นี้จะไม่รับตําแหน่งอะไรอย่างไร สุดท้ายหลังจากที่ คัดเลือกกรรมการ กลต. แล้ว ก็ให้กรรมการ กลต. ที่ตัวเองคัดสรรมาเลือกตนไปปฏิบัติ หน้าที่ในฐานะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีอํานาจ มากมาย เปึนที่รู้กันว่าเปึนขุมทรัพย์เปึนแหล่งผลประโยชน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีหน้าที่ในแง่ของการกํากับการตรวจสอบเรื่อง ของการปัืนหุ้น เรื่องของการใช้ข้อมูลภายใน และทั้งหมดนี้ ณ ปัจจุบันก็อยู่ภายใต้อํานาจ ของคนที่หรือกลุ่มคนที่ท่านได้คัดสรรมาทั้งสิ้น ทั้งหมดนี้ผมขอเรียนท่านรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานครับว่าเปึนฝันร้ายของทุก ๆ คนที่เกี่ยวข้องกับวงการการเงินและวงการ ตลาดทุน เวลาท่านไปงานต่าง ๆ ในฐานะที่ท่านเปึนรัฐมนตรี ผมเชื่อว่าทุก ๆ คนก็มาห้อมล้อมท่าน แสดงความเคารพต่อท่าน แต่ผมโตมาในวงการนั้น ผมรู้จักคนเหล่านี้ ผมขอเรียนท่าน รัฐมนตรีว่าลับหลังเขาคิดอย่างไร ท่านปฏิบัติต่อองค์กรที่เขามีความเกี่ยวข้องโดยตรง อย่างนี้ ท่านไม่มีวันที่จะได้รับความเคารพนับถือจากเขาตามที่ท่านคาดหวังหรือท่านเชื่อ ว่าท่านได้รับอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นในส่วนของตรงนี้เปึนประเด็นที่ท่านต้องกลับไป พิจารณา ท่านได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเรื่องของการแต่งตั้งตัวท่านที่ปรึกษาของท่านมา เปึนกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น เปึนเรื่องของดุลพินิจในส่วนของกรรมการ กลต. ท่านไม่รับผิดชอบ ผมขออนุญาตอ่านครับท่านประธาน ท่านเพียงแต่บอกว่าในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง ผมทําตามหน้าที่ เมื่อมีการเสนอชื่อกรรมการขึ้นมาก็ เสนอให้ ครม. รับทราบ ผมได้เคยเปรียบเปรยผ่านสื่อมวลชนว่าถ้าท่านคิดอย่างนี้ เด็กเมส เซ็นเจอร์ (Messenger) ก็มาเปึนรัฐมนตรีคลังได้ แล้วท่านกําลังปฏิเสธข้อเท็จจริงว่า ตัวประธานกรรมการสรรหานั่นแหละก็ท่านเปึนผู้ตั้งเองแล้วท่านจะปฏิเสธความรับผิดชอบ ได้อย่างไร การให้สัมภาษณ์หรือการคิดในแนวนี้เปึนการสะท้อนถึงความขาดด้อยในส่วน ของความเข้าใจในเรื่องของหลักธรรมาภิบาล คราวนี้ผมจะขอเรียนเพื่อความชัดเจนว่า สิ่งที่กระบวนการของท่านนั้นได้ทําไปนั้นมีความน่าเกลียดเพียงใด ผมจะขออนุญาต ท่านประธานหยิบยก ๒ เอกสาร เอกสารฉบับแรกก็คือประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย สนส. ๖๐/๒๕๕๑ เรื่อง ธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน นี่คือประกาศของธนาคาร แห่งประเทศไทย ที่คณะกรรมการที่ท่านเลือกเข้าไปเมื่อสักครู่ มีอํานาจในการกํากับดูแล ในเรื่องของคุณสมบัติของกรรมการหรือผู้บริหารของสถาบันการเงินที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยมีหน้าที่กํากับดูแลนั้น ได้ระบุไว้ชัดเจนในข้อ ๕.๒ ว่าด้วยคุณสมบัติของ กรรมการผู้จัดการ ผู้มีอํานาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงิน และในข้อ ๕ และข้อ ๖ สั้น ๆ ผมขออนุญาตอ่าน ข้อ ๕ เขียนว่า นี่คือบุคคลต้องห้ามนะครับ ห้ามบุคคลที่มีประวัติเสียหายหรือเคยมีพฤติกรรมที่แสดงถึงวิธีการทําธุรกิจที่ไม่เปึนธรรม หรือไม่น่าเชื่อถือ ถามว่ากรรมการที่กระบวนการของท่านได้คัดสรรเข้าไปนั้นเข้าข่ายนี้ไหม ถูกฟัองคดีอาญาแผ่นดินถึง ๓ ท่าน ถูกพิพากษาศาลชั้นต้นว่ามีทุจริตในการบริหาร สถาบันการเงิน เข้าข่ายไหม ข้อ ๖ มีพฤติกรรมที่แสดงถึงการทํางานอันส่อไปในทาง ไม่สุจริต เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีได้พูดถึงเรื่องของกระบวนการยุติธรรมนะครับ ท่านได้ บอกว่าตราบใดที่กระบวนการยังไม่ถึงที่สิ้นสุด ยังไม่ถือว่าผิด แต่ทําไมหลักธรรมาภิบาล ของธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้พูดถึงคําว่า สิ้นสุด เพียงแค่มีพฤติกรรมก็ผิดแล้ว เพียงแค่มีประวัติหรือเคยมีพฤติกรรมที่แสดงถึงวิธีการทุจริตก็ผิดแล้ว ทําไมท่านถึงใช้ ๒ มาตรฐาน หนึ่งมาตรฐานสําหรับกรรมการของท่าน อีกหนึ่งมาตรฐานสําหรับกรรมการของบริษัทที่องค์กรนั้นไปกํากับดูแล อันนี้คือแบงก์ชาติ ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ต่างกัน สํานักงาน กลต. ผมขออนุญาตท่านประธานอ่าน ก็มีประกาศข้อกําหนดเกี่ยวกับผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ก็คือบริษัทที่จดทะเบียน อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ นั่นเอง ประกาศ กจ. ๕/๒๕๔๘ พูดถึงข้อ ๓ ผู้บริหารของบริษัท ที่ออกหลักทรัพย์ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ ผมขออ่านสั้น ๆ อีกเช่นเดียวกัน และไม่ต้องขยายความ ข้อ ๓ อยู่ระหว่างถูกกล่าวโทษหรือถูกดําเนินคดีอาญาโดย หน่วยงานที่มีอํานาจตามกฎหมายในความผิดเกี่ยวกับการกระทําอันไม่เปึนธรรม เกี่ยวกับ การซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือการบริหารงานที่มีลักษณะเปึนการ หลอกลวง ฉ้อฉล หรือทุจริต นี่คือข้อ ๓ ความจริงมีทั้งหมด ๙ ข้อ เข้าข่ายเกือบทุกข้อ กรรมการที่กระบวนการของท่านคัดสรรมา แต่ผมขออ่านอีกข้อเดียวคือข้อ ๗ มีเหตุอันควร เชื่อว่ามีหรือเคยมีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริต หรือฉ้อฉลผู้อื่น หรือมีหรือเคยมีส่วนร่วม หรือสนับสนุนการกระทําดังกล่าวของบุคคลอื่น เช่นเดียวกันครับ กลต. ไม่ได้พูดถึง การสิ้นสุดของคดี กลต. พูดถึงอยู่ระหว่างถูกกล่าวโทษก็ห้ามมาเปึนผู้บริหารของบริษัท ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว ดังนั้นทําไมท่านถึงเช่นเคยครับ ใช้ ๒ มาตรฐาน
๑. มาตรฐานในการแต่งตั้งคนของท่าน ถ้าจะเปึนผู้บริหารของบริษัท ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกํากับดูแลมาขอเปึนผู้บริหารขึ้นทะเบียนที่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็จะได้รับการปฏิเสธ ตรงนี้เปึนที่มาของคําถามที่ ๒ ของ ผม ว่าทําไมท่านถึงทําอย่างนี้ ท่านต้องให้คําอธิบาย