ทศพล เพ็งส้ม หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยขอแก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะมาตรา ๒๙ วรรคแรก เพื่อกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนในการรับคําร้อง และยื่นคําชี้แจง เพื่อหลีกเลี่ยงความสงสัยและเคลือบแคลงกับกระบวนการยุติธรรม
กราบเรียนท่านประธานสภาครับ ผม ทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณนะครับ วันนี้เราได้มีโอกาสที่จะมาอภิปรายเกี่ยวกับวิธีพิจารณา เมื่อวานนี้ เราได้ตรวจรายงานของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ประเด็นแรกที่จะสอบถาม ตาม พ.ร.บ. นั้น ปรากฏว่าในมาตรา ๕ ที่อาจจะมีเพื่อนสมาชิกกล่าวไว้เมื่อสักครู่นี้นะครับ ว่าเกี่ยวกับพนักงานคดีรัฐธรรมนูญนะครับ ในมาตรา ๕ กําหนดไว้เฉพาะแต่หน้าที่ แล้วโดยเฉพาะหน้าที่นั้นก็ได้ไปกําหนดไว้เกี่ยวกับรายละเอียดในข้อบังคับ ที่ผมสงสัยก็คือ น่าจะบัญญัติไว้เปึนบทนิยาม จะได้เข้าใจไว้ด้วยว่าพนักงานคดีรัฐธรรมนูญนั้นมีที่มา อย่างไร มีคุณสมบัติอย่างไร เพราะเท่าที่ดูตามร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ นั้นว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่ปรากฏ ไม่ปรากฏว่าคุณสมบัติของ พนักงานคดีรัฐธรรมนูญนั้นมีคุณสมบัติอย่างไร แล้วมาได้อย่างไร จริงอยู่ถึงแม้จะบอกว่า ทําหน้าที่ช่วยเหลือในกระบวนพิจารณาของศาลตามที่ศาลมอบหมายย่อมจะกว้างเกินไป แต่ท่านประธานดูครับ ไปดูมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๑ในตอนท้าย ปรากฎให้ศาลมีอํานาจ แต่งตั้งบุคคลหรือคณะบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่มอบหมายอีก ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้ตุลาการเปึนเจ้าพนักงานในการยุติธรรมตามกฎหมาย ท่านประธานครับ สําหรับ มาตรา ๓๑ นั้น ปรากฏอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ที่ให้ศาลมีอํานาจ แต่งตั้งบุคคล ฉะนั้นคนที่ช่วยเหลือศาลหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ดี มีอยู่ ๒ ส่วน แต่ส่วนที่ผมสงสัยก็คือในส่วนของมาตรา ๕ ท่านประธาน อีกประการหนึ่งในส่วนของ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ นั้น เปึนที่น่าสังเกตว่าถ้าเกิดผู้ที่ อยู่ในเงื่อนไขของมาตรา ๑๐ ได้ที่จะตัดสินคดี ปรากฏว่ามีคนคัดค้านขึ้นมา ถามว่าแล้วที่ ดําเนินกระบวนพิจารณาไปนั้น ตามมาตรา ๑๒ วรรคสาม บอกอยู่แล้วว่าการกระทําใด ๆ ของตุลาการที่ถูกคัดค้านย่อมสมบูรณ์ไม่เสียไป แต่ถ้าเกิดมีตุลาการท่านนั้นซึ่งเปึน ตุลาการประจําคดี แต่ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๑๐ แต่ไปปรากฏในช่วงที่ใกล้จะเขียน ความเห็น ผมถามครับ จะปัองกันได้อย่างไร ปรากฏว่ามีความสัมพันธ์ตามมาตรา ๑๐ โดยตรง แต่ ๑ ไม่มีใครคัดค้าน ตัวผู้พิพากษาท่านเอง ตัวตุลาการท่านนั้นอาจจะคิดไม่ถึง แต่ความปรากฏขึ้นมาแล้ว จะบอกว่ากระบวนการที่ทําโดยไม่ชอบเปึนกระบวนการที่ชอบ ได้อย่างไร ท่านประธานครับ และโดยเฉพาะในมาตรา ๑๔ เรื่องถอนตัวไม่ได้ เปึนเรื่องที่อันตรายมาก ถ้าเกิดผู้พิพากษาท่านนั้นอยู่ในเงื่อนไข โดยเฉพาะอาจจะเคยรู้จัก คุ้นเคยกับคู่กรณี ภายหลังขอถอนตัวแล้วไม่ได้ขึ้นมานั้น กระบวนพิจารณาจะเปึนอย่างไร ท่านประธานครับ ในส่วนของหมวดที่ ๒ วิธีพิจารณาคดีนั้น ผมมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องมาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๗ นั้น ศาลได้แต่งตั้ง หากแต่งตั้งตุลาการประจําคดีเพื่อพิจารณาคําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยและออกคําสั่ง ท่านประธานครับ ปัญหาของผมที่จะเสนอก็คือว่าถ้าเกิดตุลาการประจําคดีได้ใช้ดุลยพินิจ ที่คู่กรณีไม่ชอบ ถามว่าคู่กรณีทําอย่างอื่นได้ไหม เพราะในวิธีพิจารณานั้นไม่ได้บอกว่า คู่กรณีที่มีความเห็นไม่ตรงกับตุลาการประจําคดีนั้นสามารถยื่นคําร้องต่อศาลหรือ ต่อประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย ผมถือว่าอันนี้เปึนสิ่งที่สําคัญ ถ้าไม่ บัญญัติไว้แล้วว่าตุลาการประจําคดีได้มีความเห็นคําร้อง เช่นอะไร เช่นการระบุบัญชี พยาน การขอเพิ่มเติมบัญชีพยาน ปรากฏว่าตุลาการประจําคดีไม่เห็นด้วย ไม่อนุญาต ปัญหาเกิดขึ้นครับ คู่กรณีจะดําเนินการต่อไปอย่างไร เพราะว่าในร่างนั้นไม่ปรากฏ ผมก็ขอเสนอว่าเปึนไปได้ไหมว่าคําสั่งของตุลาการประจําคดี ถ้าคู่กรณีไม่เห็นด้วย ให้ยื่นคําร้องหรือทําความเห็นแย้งไปยังประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แล้วคําสั่งของ ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นให้เปึนที่สุดท่านประธานครับ
อีกประการหนึ่ง ในมาตรา ๒๙ วรรคแรก เปึนเรื่องที่น่าเปึนห่วงอย่างมาก เมื่อศาลมีคําสั่งรับคําร้องที่มีคู่กรณีไว้พิจารณาวินิจฉัย ในตอนท้าย ศาลให้ส่งคําร้อง แก่ผู้ถูกร้อง หรือมีคําสั่งแจ้งผู้ถูกร้องมารับสําเนาคําร้องภายในระยะเวลาที่ศาลกําหนด เรื่องนี้เปึนเรื่องที่อันตรายมาก อันตรายต่อกระบวนการยุติธรรม ถามว่าอันตรายอย่างไร ท่านประธานครับ ถ้าเกิดศาลได้ใช้ ดุลยพินิจในแต่ละคดี ในการที่จะให้คู่กรณียื่นคําร้อง โดยใช้ระยะเวลาไม่เท่ากัน ยกตัวอย่างง่าย ๆ อีกไม่กี่อาทิตย์หรือไม่กี่เดือนอาจจะมี พรรคการเมืองขึ้นไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วศาลมีคําสั่งให้รับคําร้องภายในระยะเวลา ที่ไม่เท่ากัน อีกพรรคหนึ่งให้ไปรับภายใน ๒๐ วัน อีกพรรคหนึ่งให้ไปรับภายใน ๓๐ วัน ผมถามว่ากระบวนการเช่นนี้ศาลจะตอบกับสังคมได้อย่างไร ทําไมไม่กําหนดไปเลยว่า ให้ผู้ร้องมารับคําร้องภายในระยะเวลากี่เดือน กี่วัน ให้ชัดเจนลงไป เพราะการใช้ดุลยพินิจ เช่นนี้ก่อให้เกิดความสงสัยและเคลือบแคลงกับกระบวนการยุติธรรม ท่านประธานครับ เช่นเดียวกัน ในวรรคสองของมาตรา ๒๙ การที่ผู้ร้องรับสําเนาคําร้องและให้ยื่นคําชี้แจง แก้ข้อกล่าวหาภายในระยะเวลาที่กําหนดอีกแล้วท่านประธาน ถ้าเกิดศาลได้ใช้ดุลยพินิจ ให้ผู้ถูกร้องยื่นคําแก้ข้อกล่าวหาภายในระยะเวลาที่ไม่เท่ากัน เกิดขึ้นแน่นอน การวิพากษ์วิจารณ์จากนักกฎหมาย การวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ที่มีความรู้ทางกฎหมาย มหาชนเริ่มสงสัยศาล ศาลก็ต้องออกมาตอบคําถาม ท่านเลขาธิการก็ต้องมาตอบคําถามกับสาธารณชนว่าเหตุใดคดีสั่งในระยะเวลาที่ ไม่เหมือนกัน ท่านประธานครับ ผมถึงบอกว่าระยะเวลาที่ศาลกําหนดไว้ควรจะกําหนดไว้ ให้ชัดเจนในกระบวนวิธีพิจารณาความ ไม่อยากให้ใช้ดุลยพินิจ แต่ถ้าเกิดว่ากําหนดไว้ แล้วคู่กรณีไม่สามารถไปรับได้ภายในระยะเวลาที่กําหนด คู่กรณีไม่สามารถยื่นคําชี้แจงได้ ภายในระยะเวลาที่กําหนด นั่นแหละครับศาลอาจใช้ดุลยพินิจในการขยายระยะเวลา ในการรับขยายระยะเวลาในการยื่นคําชี้แจง อันนี้ผมเห็นด้วย ท่านประธานครับ สําหรับ กระบวนวิธีพิจารณาที่จะต้องสอบถามอีกสักนิดหนึ่งก็คือว่ามาตรา ๓๔ ก็ดีที่บอกให้ศาล มีอํานาจในอันที่จะดําเนินกระบวนพิจารณาและวินิจฉัยพยานหลักฐานใด ๆ ที่ได้มาว่าจะ เกี่ยวกับประเด็น และเปึนอันเพียงพอให้ฟังเปึนยุติได้หรือไม่ ผมถามว่าทําไมไม่เพิ่มให้ ตุลาการประจําคดีได้ใช้ดุลพินิจได้ด้วย เพราะไม่เช่นนั้นแล้วคดีที่อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ อาจจะล่าช้า ท่านประธานครับนิดเดียวครับว่าในส่วนที่เกี่ยวกับวิธีพิจารณาที่มี ความเปึนห่วงก็คือว่ามาตรา ๔๔ ที่บอกว่าในการพิจารณา ศาลอาจสั่งให้มีการสืบพยาน ไม่ว่าจะกระทําในเวลาใด ในหรือนอกที่ทําการศาลก็ได้ ตรงนี้ผมถึงบอกว่า เรื่องระยะเวลานั้นมันเหมือนกับเป่ดไว้เลยว่า ๒๔ ชั่วโมง ๓๖๕ วัน เพิ่มได้ไหม เพิ่มตาม มาตรา ๔๕ ไว้ว่าในการพิจารณาคดีดังกล่าวนี้ ในการตรวจสอบบันทึกเอกสารวัตถุ หรือสถานที่ ไม่ว่าจะกระทําในเวลาใด ภายในหรือภายนอกที่ทําการศาล ทั้งนี้ให้เปึนไป ตามข้อกําหนด อย่างน้อย ๆ คนที่สนใจว่าศาลจะดําเนินการในข้อ ๔๕ นั้นอย่างไรบ้าง ก็ควรจะกําหนดไว้ในข้อกําหนด เพราะข้อกําหนดนั้นก็คงต้องประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา ท่านประธานครับ สําหรับที่เปึนห่วงอีกนิดเดียวก็คือว่า ตามมาตรา ๔๘ เมื่อศาลมีคําสั่งรับคําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้ว การวินิจฉัยคดีของ ศาลตุลาการ ผมถึงสงสัยว่าข้างบนก็มีศาล อีกบรรทัดก็มีตุลาการ ตกลงจะมีศาล หรือตุลาการกันแน่ เพราะศาลในคําบทนิยามก็บอกอยู่แล้วว่า หมายความว่า ศาลรัฐธรรมนูญหรือคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้วแต่กรณี แล้วก็มีตุลาการก็คือ ประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้วแต่กรณี ฉะนั้นตกลงว่า ตามมาตรา ๔๘ นั้นในบทนิยาม มาตรา ๓ ทั้งศาลทั้งตุลาการนั้นสามารถใช้ ในมาตรา ๔๘ ใช่หรือไม่ ท่านประธานครับ กระบวนการทั้งหมดที่ระบุไว้ในวิธีพิจารณา ความของศาลรัฐธรรมนูญนั้นเปึนเรื่องใหม่ เพราะเดิมทีเดียวนั้นตุลาการรัฐธรรมนูญ ออกข้อกําหนด วันนี้รัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ ได้กําหนดอํานาจหน้าที่ซึ่งปรากฏไว้ ในรายงานของศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่หน้า ๖๖–๖๘ ๑๐ กว่าประการ ๒๐ กว่าประการ เปึนเรื่องที่สําคัญ ฉะนั้นวิธีพิจารณาคํานึงถึงอํานาจหน้าที่และการปฏิบัติได้จริง เพื่อนสมาชิกหลายท่าน เปึนห่วงเกี่ยวกับเรื่องการให้ความเห็นทางกฎหมาย ผมเองเช่นเดียวกันกับเพื่อนสมาชิก หลายท่านว่า การให้ความเห็นที่เป่ดไว้ว่าเปึนความเห็นทางวิชาการนั้น ใครเปึนคน วินิจฉัยว่าความเห็นทางกฎหมาย ความเห็นการตัดสินคดี บทความนี้ หรือจะต้องลงเปึน บทความถึงจะเปึนการให้ความเห็นทางวิชาการ ท่านประธาน ผมถึงบอกว่าสิ่งที่สําคัญ ที่สุดที่เป่ดโอกาสให้หลาย ๆ คนใช้ความรู้ความสามารถในการหยิบยกคําพิพากษาของ ศาลรัฐธรรมนูญมาเปึนบรรทัดฐาน มาเปึนแนวทางในการศึกษา ถ้าอย่างที่เพื่อนสมาชิก หลายท่านบอกก็คือว่า ความสุจริตครับท่านประธาน ถ้าเมื่อไรมีความสุจริต ผมเชื่อเหลือเกินว่า สังคมยอมรับได้ แต่การที่จะบอกว่าอะไรเปึนวิชาการหรือไม่นั้น โต้เถียงครับ ผมเองก็เห็นด้วย และคิดว่าคงรับหลักการในเรื่องของวิธีพิจารณาคดีของ ศาลรัฐธรรมนูญครับท่านประธาน ขอบคุณครับ