นคร มาฉิม หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2,551 และการแก้ไขมาตรา 16 และ 17 ของพระราชบัญญัติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการละเมิดอำนาจศาล และเสนอพระราชบัญญัติว่าด้วยการตรวจสอบและจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นหลักการพื้นฐานของสังคม และขจัดคนไม่ดีออกจากสังคม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพก่อนอื่นผมต้องแสดงความชื่นชมต่อศาลรัฐธรรมนูญที่ได้นําเสนอ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. .... ต่อรัฐสภา ผมเองทีแรกก็ตั้งใจที่จะวิพากษ์วิจารณ์แล้วก็ตั้งข้อสังเกตเปึนข้อ ซักถามต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า ทําไมท่านถึงเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต่อสภา ค่อนข้างล่าช้า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ใช้บังคับตราไว้ ตั้งแต่วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ วันนี้วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๑ ท่านประธานที่เคารพ ครับเหลือเวลาอีก ๑๐ วัน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓๐๐ ท่านกําหนดไว้ในมาตรา ๓๐๐ ว่า ขออนุญาตอ่านสั้น ๆ ท่านประธานครับ วรรคสุดท้าย ในระหว่างที่ยังไม่มีการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจออกข้อกําหนดเกี่ยวกับ วิธีพิจารณาและการทําคําวินิจฉัยได้ แต่ทั้งนี้ต้องตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งป้ นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ผมคํานึงถึงว่า ในเมื่อบทบัญญัติมาตรา ๓๐๐ วรรคสุดท้ายของรัฐธรรมนูญกําหนดไว้แบบนี้ ก็พยายาม เป่ดดูเพื่อที่จะดูว่ามันเปึนความบกพร่องผิดพลาดหรือไม่ ที่เหลือเวลาอีก ๑๐ วัน นับแต่วันนี้ที่จะให้ตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้แล้วเสร็จ ก็ไปดู หนังสือ ที่ สร. ๐๐๐๑/๓๘๐ ลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๑ ท่านประธานศาลรัฐธรรมนูญ ก็คือ ท่านชัช ชลวร ได้เสนอร่างนี้ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๑ จะถือว่าเปึนความบกพร่องในส่วนของสภาหรือว่าศาลรัฐธรรมนูญที่เหลือ กรอบเวลาตามกรอบที่มาตรา ๓๐๐ กําหนดไว้ให้ เพราะฉะนั้นอยากจะขอคําชี้แจง ในเรื่องนี้ถ้าเกิดว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่สามารถที่จะตราให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ป้ นับแต่วันที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญคือวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ เปึนประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ครับ ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าคําอภิปรายของเพื่อน สมาชิกรัฐสภาผู้มีเกียรติหลาย ๆ ท่าน ผมเห็นพ้องด้วย ซึ่งเปึนข้อท้วงติงที่เปึนประโยชน์ โดยเฉพาะมาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๗ มาตรา ๑๖ เปึนการกําหนดในเรื่องการละเมิด อํานาจศาล เปัาประสงค์น่าจะหมายถึงว่าไม่ต้องการให้บุคคลใด ๆ ก็แล้วแต่ ไปวิพากษ์วิจารณ์ตุลาการหรือศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเบาที่สุดก็คือมีการตักเตือนแล้วก็ตําหนิ เปึนลายลักษณ์อักษร ไล่ออกจากศาล หนักขึ้นมาหน่อยก็คือ จําคุกไม่เกิน ๑ เดือน ปรับไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ผมเข้าใจในวัตถุประสงค์ของผู้ร่างและ ผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับท่านประธาน ท่านพยายามที่จะให้พวกเราเห็นว่า การสั่งลงโทษฐานละเมิดอํานาจศาล จะต้องใช้ความระมัดระวังเปึนอย่างยิ่งและใช้เท่าที่ จําเปึนเท่านั้น ซึ่งมองเห็นนัยหรือเจตนารมณ์ของท่านว่า พยายามจะไม่ใช้ พยายามจะ ไม่ใช้การละเมิดอํานาจศาลเหมือนกับศาลทั่ว ๆ ไป ซึ่งผมเห็นว่าควรที่จะสนับสนุน หลักการนี้ เพราะถ้าเกิดว่าจะปล่อยไม่ให้มีการลงโทษผู้ที่ละเมิดอํานาจศาลเลย ผมเกรงว่าสถาบันที่เปึนหลักสถาบันหนึ่งก็จะถูกวิพากษ์ ถูกบ่อนทําลายได้โดยง่าย เพราะฉะนั้นยิ่งประกอบกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ กําหนดไว้ว่า คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เปึนเด็ดขาด มีผลผูกพันต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่น ๆ ของรัฐ แสดงว่าองค์กรทุกองค์กรในประเทศนี้จะต้อง นําเอาคําวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญไปผูกพันแล้วก็เกี่ยวโยงทั้งสิ้น ไม่สามารถที่จะ หลบเลี่ยงได้ แต่ที่ผมมีความเห็นแย้งอีกนิดหนึ่งก็คือมาตรา ๑๗ มาตรา ๑๗ ผู้ใดวิจารณ์ การพิจารณาหรือการวินิจฉัยคดีของศาลโดยสุจริตด้วยวิธีการทางวิชาการ อันนี้ผมเห็นว่า จะจํากัดกรอบของการใช้ดุลยพินิจในการวิพากษ์วิจารณ์ของสาธารณชนค่อนข้างมาก ท่านประธานที่เคารพ เราทราบกันดีว่ากระบวนการในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม แล้วก็ด้านการเมือง มันจะมีวิวัฒนาการของมันให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น แล้วก็โดยลําดับ ในสมัยก่อนอาจจะเห็นจุดอ่อน อาจจะเห็นจุดบกพร่อง อาจจะเห็นจุดที่ยังไม่สมบูรณ์ในทุกกระบวนการทางสังคม ทั้งการเมือง ทั้งเศรษฐกิจแล้วก็ สังคม เราก็พยายามใช้ข้อกฎหมายหรือปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เหล่านั้นมาถกเถียงกัน มาปรึกษาหารือมาพิจารณากันเพื่อที่จะหามาตรการทางกฎหมายในการที่จะอุดช่องว่าง หรือเติมในส่วนที่เข้มแข็งให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นเปัาหมายก็คือต้องการที่จะให้การที่จะ ให้สังคมของเราเดินไปสู่ครรลองที่ถูกต้อง เดินไปสู่ความเที่ยงธรรมที่ตรงไปตรงมา อย่างยุติธรรม ผิดก็ต้องว่ากันไปตามผิด ถูกก็ต้องว่ากันไปตามถูก และกระบวนการในการ ที่จะเดินไปสู่ความถูกหรือผิดนั้น เรามีครรลองคือหางเสือของเรือที่จะคัดว่าไปทิศทางนี้ มันจะผิดแล้วนะ ไปทิศทางนี้มันจะถูก แต่ผมไม่ต้องการให้กระบวนการหรือกฎหมาย ฉบับหนึ่งฉบับใดก็แล้วแต่ เปึนอุปสรรคเสียเองในการที่จะขัดขวางไม่ให้กระบวนการ ในการวิวัฒนาการของกระบวนการทางสังคมต่าง ๆ เปึนอุปสรรคแล้วก็ขาดการขับเคลื่อน ไปสู่การพัฒนาที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นในทุก ๆ ด้าน ทั้งในกระบวนทางด้านตุลาการก็คือศาล หรือกระบวนการทางด้านกฎหมาย
อันที่ ๒ ก็คือทางด้านการเมือง หลายท่านก็วิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐธรรมนูญ ที่ร่างขึ้นมา ผู้ร่างก็ไม่ค่อยได้ใช้ แต่ว่าผู้ใช้ก็คือไม่ได้ร่าง คือไม่ได้จัดทํา และเท่าที่ดูเอง เสียงส่วนใหญ่ในซีกของฝ์ายการเมืองเองก็มองว่า ผู้ที่ร่างหรือวางกรอบกติกาของสังคม โดยเฉพาะกฎหมายแม่บทก็คือรัฐธรรมนูญจะมีทัศนคติที่เปึนลบต่อผู้ที่เข้ามาทําหน้าที่ ในด้านการเมือง มีทัศนคติที่มองว่านักการเมืองเปึนคนไม่ดี ผมกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่าในแวดวงของการเมืองผมเชื่อมั่นว่าคนดีมากกว่าคนไม่ดี ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วทางการเมืองของเราจะไม่พัฒนามาถึงทุกวันนี้ แล้วก็จะไม่สามารถ ที่จะอํานวยประโยชน์สุขให้กับบ้านเมืองได้ กับประชาชนได้ แล้วประชาชน จะเปึนผู้พิจารณาเองว่า นักการเมืองคนไหนควรที่จะได้รับเลือกไปเปึนตัวแทน ไปเปึนปากเปึนเสียง ไปเปึนผู้แทนของเขาเหล่านั้น เพราะฉะนั้น ผมจึงอยากจะให้ ตัดข้อความ ซึ่งผมคงจะต้องแปรญัตติ ก็คือ ด้วยวิธีการทางวิชาการ ออกไป อาจจะ ใช้คําแต่เพียงว่า โดยสุจริต ก็น่าจะเพียงพอ เช่นเดียวกับความเห็นของเพื่อนสมาชิก ที่ได้เสนอไปก่อน เหตุผลก็เพราะว่า แม้แต่คําพิพากษาของศาลฎีกาไม่ว่าจะเปึนศาลฎีกา โดยองค์คณะหรือว่าศาลฎีกา โดยคําพิพากษาโดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา ถ้าเกิดว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปเหตุการณ์เปลี่ยนไปสถานะทางสังคมเปลี่ยนไปนะครับ ศาลฎีกาเองซึ่งถือว่าเปึนหลักในการที่นักศึกษากฎหมายทุกคนจะใช้เปึนบรรทัดฐาน เขาเรียกว่าแนวคําพิพากษาของศาลฎีกาก็สามารถที่จะกลับได้ สามารถที่เปลี่ยนแปลง หลักการกฎหมายเดิมนั้นได้ เพราะฉะนั้นการวิพากษ์การวิจารณ์ การใช้ดุลยพินิจ แค่โดยเพียงสุจริต ซึ่งคนที่วิพากษ์วิจารณ์อาจจะไม่มีความรู้ในด้านกฎหมาย หรือว่า ในด้านวิชาการ แต่การใช้ดุลยพินิจโดยสุจริตก็อาจจะมีน้ําหนักเพียงพอหรือว่ามีเหตุผล เพียงที่จะทําให้เขาเหล่านั้นได้รับการคุ้มครอง เพราะฉะนั้นครับท่านประธานครับ ผมจึงเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่นําเสนอต่อสภาโดยศาลรัฐธรรมนูญควรรับไว้ เปึนอย่างยิ่ง ประกอบกับรัฐธรรมนูญเองก็บังคับไว้เพียงแต่ว่าจะหาวิธีการไหนที่จะ ตราให้แล้วเสร็จแล้วภายในกรอบของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๐ อันที่ ๒ ก็คือในเรื่องของ การใช้บังคับกฎหมายนั้นก็ไม่ควรที่จะกําจัดกรอบเกินไปหรือว่ามีข้อกําหนดที่แคบเกินไป แต่ว่าควรที่จะให้มีการแสดงโดยสุจริตไม่ว่าคนนั้นจะมีความรู้ทางวิชาการหรือว่า อิงหลักวิชาการหรือไม่ เพื่อให้เป่ดกว้างแล้วจะนําไปสู่กระบวนการในการพัฒนา ทางการเมือง พัฒนาในด้านกฎหมายและพัฒนาในด้านสังคมตามมา สุดท้ายผมเห็นว่า ข้อเสนอหลาย ๆ ด้านนะครับ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้สมควรที่จะมีเปึนอย่างยิ่ง ก็เพราะว่าเปึนข้อเสนอใหม่ ๆ ผมเห็นว่าข้อเสนอหลาย ๆ ด้านของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้สมควรที่จะมีเปึนอย่างยิ่ง ก็เพราะว่าเปึนข้อเสนอใหม่ ๆ แล้วก็หลักการที่จะนําไปสู้ข้อพิจารณาให้รวดเร็วยิ่งขึ้น แต่ที่ผมห่วงใยเปึนประเด็นสุดท้ายก็คือว่าจะทําอย่างไรให้ศาลหรือตุลาการของเรา ปลอดจากการแทรกแซงโดยอํานาจใด ๆ ทุกอํานาจ และให้กระบวนการยุติธรรมอันนี้ เปึนหลักที่พึ่งที่หวังแล้วก็ขัดเกลาสังคมขจัดคนไม่ดี ขจัดสิ่งที่ไม่ดีออกไปจากสังคม แล้วก็คัดกรองในสิ่งที่ดี ๆ เพื่อบ้านเมืองของเราเพื่อลูกหลานของเราในอนาคตสืบไป กราบขอบพระคุณครับ