ทิวา เงินยวง หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๐ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญว่ามีความสําคัญในการหาข้อยุติให้กับความขัดแย้งในสังคมไทย และเรียกร้องให้มีการจัดระเบียบภายในศาลเพื่อคุ้มครองศาลรัฐธรรมนูญจากผลกระทบจากการวินิจฉัย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวิพากษ์วิจารณ์ที่สุจริตและตามหลักวิชาการ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ทิวา เงินยวง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ก่อนอื่นต้อง กราบเรียนท่านประธานครับว่า กฎหมายฉบับนี้มีความสําคัญแล้วก็มีที่มาที่ไปในเชิง วิวัฒนาการแล้วก็ประวัติศาสตร์ด้วย หลายท่านอาจจะได้กล่าวไปแล้วว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับป้ พ.ศ. ๒๕๔๐ ก็ดี รัฐธรรมนูญฉบับป้ พ.ศ. ๒๕๕๐ ก็ดี กีดกันนักการเมืองไม่ให้ เข้าเกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปึนที่มาของศาลรัฐธรรมนูญในป้ พ.ศ. ๒๕๔๐ แล้วก็ป้ พ.ศ. ๒๕๕๐ นี้ ตามรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับนะครับ อยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าในแง่ของการบัญญัติรัฐธรรมนูญนั้น ต้องยอมรับครับว่ามันมีกระบวนการ และวิธีการแล้วก็ที่มา ถ้าท่านประธานจําได้นะครับ ป้ ๒๕๓๗ เปึนช่วงที่มีปัญหามากที่สุด ในทางการเมือง เพราะปัญหาการกระทําของนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทุจริต คอร์รัปชั่น จนถึงขนาดให้มีแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมเพื่อที่จะปฏิรูปการเมือง แล้วก็มีการ ตั้งคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย จนสุดท้ายมามี สสร. เปึนครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งร่างโดยประชาชน และ ณ วันนั้นเราก็มีศาลรัฐธรรมนูญซึ่งในเชิงวิชาการเราถือว่า เปึนองค์กรอิสระที่มีอํานาจหน้าที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แล้วก็จัดตั้งขึ้น โดยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ขณะนั้นเราก็ไม่คิดหรอกครับว่าเมื่อเราสร้างดีไซน์ (Design) ศาลรัฐธรรมนูญมาแล้วนี่ กระบวนวิธีพิจารณานั้น เนื่องจากคุณสมบัติของผู้ที่ดํารง ตําแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญนั้นเปึนผู้ทรงคุณวุฒิมีความรู้ความสามารถ เราก็เป่ดโอกาส ให้ทางศาลนั้นไปออกข้อกําหนดเอง แต่หลังจากมีการใช้อํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ มาระยะหนึ่ง ซึ่งในขณะนั้นในข้อกําหนดถ้าผมจําไม่ผิด ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยการละเมิด อํานาจศาล ผลที่ตามมาก็คือมีการวิพากษ์วิจารณ์ มีการตัดสินคดี ซึ่งต้องแบ่งเปึน ๒ ด้าน ด้านหนึ่ง การวิพากษ์วิจารณ์มีผลกระทบต่อกระบวนการการพิจารณา หรือการดําเนินคดี ของศาลรัฐธรรมนูญ อีกด้านหนึ่งต้องยอมรับครับว่างานวิจัยทั้งหลาย ผมจําได้ว่าเคยเปึน คนอ่านงานวิจัยของอาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่ง ท่านเอาคําวินิจฉัยทุกป้ครับ ทําเมื่อป้ ๒๕๔๕ ทั้งหมดเลยครับมาวิเคราะห์หมด แล้วก็สามารถชี้ไปได้ว่าคําวินิจฉัย แต่ละคําวินิจฉัยนั้นเปึนอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นที่ผมเกริ่นตรงนี้เพื่อที่จะกราบเรียน ท่านประธานว่า ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญในป้ ๒๕๔๐ ถึงแม้รัฐธรรมนูญจะไม่ได้มาจาก นักการเมือง กิจกรรมนักการเมือง ป้ ๒๕๕๐ ก็เช่นเดียวกัน แต่รัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับ ก็ได้ออกแบบมาเพื่อที่จะสร้างองค์กรที่มาทําหน้าที่ในการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาต่าง ๆ องค์กรที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ คือศาลรัฐธรรมนูญนั้นกับทั้ง ๒ ฉบับนั้น ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก ถ้าท่านประธานตามไปดูรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ก็จะเห็นได้ว่าบัญญัติไว้อยู่ในหมวดเดียวกันครับ หมวดว่าด้วยศาล ในหมวดว่าด้วยศาลนี่นะครับก็จะมีบทบัญญัติ บททั่วไป แล้วก็เริ่มต้นต่อไปก็เปึน ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็ไปศาลสถิตยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร บ้านเมืองเรา เปลี่ยนไปเยอะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ทางการเมือง เหตุการณ์เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ท่านประธานครับ เราต้องยอมรับว่าขณะนั้นเรามีสภาไหมครับ มีฝ์ายนิติบัญญัติไหมครับ ไม่มีนะครับ เรามีรัฐบาลไหมครับ รักษาการอยู่เกือบป้ครับ จนสุดท้ายสังคมไทยนั้นมองไปที่ไหนครับ ถ้าเราจําพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ สถาบันตุลาการเราตั้งมาเปึน ๑๐๐ ป้แล้วนะครับ กระทรวงยุติธรรม เปึน ๑๐๐ ป้แล้วครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นโดยสถานการณ์เมื่อป้ ๒๕๔๙ นั้น ทําให้คนไทยทั้งประเทศนะครับตั้งความหวังไว้ว่าสถาบันที่เปึนเสาหลักค้ําสังคมไทยอยู่ คือสถาบันตุลาการ ที่คิดอย่างนี้ไม่ใช่คิดนอกกรอบหรือว่าอยู่ ๆ ก็คิดมาครับท่านประธาน ที่คิดอย่างนี้ เพราะว่าทุกองค์กรในสถาบันตุลาการได้สร้างคุณูปการ สร้างความเชื่อมั่นให้กับ คนในสังคม เพราะฉะนั้นก็ไม่แปลกใจว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ก็เช่นเดียวกันครับ ในหมวด ๑๐ ว่าด้วยศาลนั้น ก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ แต่ละสิ่งที่ เกิดขึ้นครับท่านประธาน โดยสถานการณ์ แล้วมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องยอมรับครับว่าศาลนั้นคือสถาบัน หรือองค์กรซึ่งเปึน ๑ ใน ๓ อํานาจที่จะหาข้อยุติ ให้กับความขัดแย้งในสังคมไทย ความขัดแย้งในสังคมไทยนั้นไม่ได้มีเฉพาะทางการเมือง มีทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสงบเรียบร้อยและศีลธรรม อันดีของสังคม เรามีกระบวนการยุติธรรมที่พัฒนามายาวนานครับท่านประธาน วันนี้ศาล รัฐธรรมนูญภายใต้ระบบรัฐธรรมนูญที่ดีไซน์มา ที่ได้ออกแบบมาเมื่อป้ ๒๕๔๐ เปึนต้นมา เมื่อก่อนนี้ท่านประธานคงทราบครับ เรามีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เคยให้สภาผู้แทนราษฎรเปึนผู้วินิจฉัยก็มีแล้ว เคยมีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ มีหลายรูปแบบแล้ว ในหลายประเทศก็ใช้สภาสูงก็มีในการวินิจฉัยปัญหาข้อขัดแย้ง ตามรัฐธรรมนูญ ถ้าเราติดตามดูตั้งแต่ป้ พ.ศ. ๒๕๕๐ เปึนต้นมา สิ่งที่ปรากฏในสังคมไทย คือข้อขัดแย้งในทางการเมืองที่มีความรุนแรงนําไปสู่วิกฤติ พอออกแบบรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ มา ท่านประธาน เมื่อเราฝากความหวังไว้ที่สถาบันตุลาการเราต้องยอมรับว่า ตุลาการมีอํานาจมากขึ้น มีบทบาทมากขึ้นในบริบทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึนศาลฎีกา ซึ่งเราคง ทราบดีครับรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐ ให้มีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารง ตําแหน่งทางการเมืองเช่นเดียวกันครับศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านประธานตามดูอํานาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายงานที่ศาลรัฐธรรมนูญรายงานเมื่อวานนี้ อํานาจหลักของ ศาลรัฐธรรมนูญในหลายประเทศคล้ายกัน ก็คืออํานาจที่จะวินิจฉัยความชอบด้วย รัฐธรรมนูญของกฎหมายทั้งหลาย เพราะเราอยู่ในระบบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ รัฐธรรมนูญบอกว่า รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ เราจะเข้าใจ อํานาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอํานาจในการ พิจารณาว่ากฎหมาย หรือกฎทั้งหลายนั้นขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เราจะเห็นได้ว่า ในส่วนอํานาจการพิจารณาว่ากฎหมาย กฎ ข้อบังคับขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น มักจะกระทบกระเทือนต่อบุคคลหรือคณะบุคคลน้อย เพราะเปึนเรื่องความชอบด้วย รัฐธรรมนูญ แต่ความขัดแย้งของบุคคล ความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้ง ทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งส่วนตัว มันมีกว้างขวางนะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น นอกจากอํานาจเกี่ยวกับการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้วของกฎหมายทั้งหลาย ซึ่งปัจจุบันนี้รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ได้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ไว้เกือบทั้งหมด ยกตัวอย่างเรื่องแรกเลยครับ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๐ เราเถียงกันมาสถานะมันจะอยู่ตรงไหน สูงกว่าพระราชบัญญัติไหม รัฐธรรมนูญล้มแล้วจะไปด้วยหรือไม่ รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ก็บอกว่ากฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญนั้นกับพระราชบัญญัติ กระบวนการจัดทําเหมือนกันหมด ตามมาดู รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเมื่อรัฐสภาพิจารณา เสร็จแล้วก่อนนําขึ้นทูลเกล้าฯ ทําไมครับ ส่งศาลรัฐธรรมนูญ เห็นไหมครับ นี่คือ กระบวนการที่เราแก้ปัญหาของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ แล้วก็ให้อํานาจกับศาลรัฐธรรมนูญ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ เราจะเห็นได้ว่าอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้จํากัดอยู่เฉพาะแค่นี้ซึ่งเปึนอํานาจ หลักทั่วโลกอยู่ในลักษณะเช่นนี้ ในหลายประเทศก็อยู่ในลักษณะเช่นนี้ แต่อํานาจ ศาลรัฐธรรมนูญที่เพิ่มขึ้น ที่ผมกําลังจะอภิปรายที่กราบเรียนท่านประธานต่อไปว่า อํานาจทางการเมือง อํานาจที่เกี่ยวกับนักการเมือง อํานาจที่เกี่ยวกับสถาบันการเมือง นักการเมืองก็ไม่ต้องพูดถึงนะครับมีตัวอย่างให้เห็นมาหลายตัวอย่างแล้วครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ว่าจะเปึนเรื่องการพ้นจากตําแหน่งหน้าที่ของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ไม่ว่าจะเปึนการแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเปึนเท็จนะครับ นอกจากนั้นอํานาจ ในการตรวจสอบสถาบันทางการเมือง เช่น พรรคการเมือง เรื่องการจดทะเบียน รับ ไม่รับ นายทะเบียนไม่รับจดทะเบียนทั้งหลาย เราโยนไปให้อยู่ในอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งสิ้นนะครับ ที่สําคัญที่สุดครับท่านประธาน ณ วันนี้เราพูดกันถึงมาตรา ๒๓๗ พูดถึง มาตรา ๑๙๐ ในรัฐธรรมนูญ ท่านประธานก็อยู่ในที่ประชุมในเรื่องเหล่านี้ด้วย การยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ดี การอภิปรายหลายครั้ง กฎหมายทั้งหลายครับท่านประธาน ร่างขึ้นมาใช้บังคับทั่วไป ใช้อย่างเสมอภาค ใช้กับทุกคนไม่เลือกปฏิบัติ และที่สําคัญครับ กฎหมายคุ้มครองคนสุจริตครับ แต่ไม่คุ้มครองคนโกงหรือคนทุจริต หรือคนที่ทําให้เกิดการ ทําลายความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน อันนี้เปึนหลักทั่วไปครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๓๗ จึงถูกหยิบยก ขึ้นมาด้วยเหตุผลอะไรครับท่านประธาน เมื่อก่อนนี้เราไม่ได้บอกว่ากรรมการบริหารของ พรรคการเมืองรู้ถึงการทุจริตเกี่ยวกับการเลือกตั้งแล้ว ไม่ต้องถูกลงโทษนะครับสมัยก่อน ๕ ป้ไม่มีครับ แต่มาคราวนี้มาตรา ๒๓๗ บัญญัติไว้เช่นนี้ อํานาจของท่านอยู่ตรงนี้อีกแล้ว อํานาจยุบพรรคเดิมมีอยู่แล้วตามกฎหมายพรรคการเมือง แต่นี่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ดูอีกตัวอย่างหนึ่งครับท่านประธานที่พูดกันถึง คือมาตรา ๑๙๐ มาตรา ๑๙๐ เรื่อง จอยท์ คอมมูนิเค (Joint Communicate : ข้อตกลงร่วมกัน)หรือว่าหนังสือสัญญา ท่านประธานครับ ผมได้เชิญกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ แล้วก็กฤษฎีกา มาสอบถามมาตรา ๑๙๐ ถ้าภาษาง่าย ๆ เขียนไว้ชัด ถ้าทุกคนสุจริตทําตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ ทําตามกฎหมายปัญหาไม่เกิดครับท่านประธาน ศาลรัฐธรรมนูญก็จะไม่มี งานทําเกี่ยวกับเรื่องมาตรา ๑๙๐ ไม่ว่าจะเปึนฝ์ายนิติบัญญัติ ฝ์ายบริหาร หรือแม้กระทั่ง ฝ์ายตุลาการเอง ถ้าทุกคนทําตามหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ แต่นี่ไม่ครับ คิดเอง ทําเอง ผลที่ตามมาเปึนอย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องมีงานทําเพิ่มขึ้น ต้องมาวินิจฉัย มาตรา ๑๙๐ ท่านประธานครับ อยากกราบเรียนว่ามาตรา ๑๙๐ นี่นะครับ ตั้งแต่รัฐบาล ที่แล้วกระทรวงการต่างประเทศได้ร่างพระราชบัญญัติตามวรรคห้าของมาตรา ๑๙๐ ไว้ แล้วส่งไปกฤษฎีกา วันนี้ถ้าจําไม่ผิดก็คงจะกลับมาที่คณะรัฐมนตรีแล้ว สมัยประชุมทั่วไป ท่านประธานคงทราบดีเราบ่นกันทั้งสภาครับ ไม่มีกฎหมายเข้าเลยแม้แต่ฉบับเดียว นี่เปึนข้อกังวลของพวกเราในฐานะเปึนตัวแทนของประชาชน ในฐานะเปึนฝ์าย นิติบัญญัติ ผมก็กังวล ท่านประธานก็กังวล เหมือนกับที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวเมื่อสักครู่ กฎหมายฉบับนี้ก็มาช้าถูกไหมครับ ซึ่งเดี๋ยวท่านคงชี้แจงว่าช้าเพราะเหตุอะไร กฎหมาย เรื่องกรรมการการสื่อสารทั้งหลายที่คุณสาทิตย์บอกก็ต้องถอนไปซึ่งมีเงื่อนไข ๑๘๐ วัน มีตัวอย่างกฎหมายหลายฉบับครับท่านประธาน ผมจําได้กฎหมายที่เราพูดกันถึง เมื่อก่อนนี้เสมอ องค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภคครับท่านประธาน ๑๐ ป้ กฎหมายกําหนด ไว้ ๕ ป้ แต่ทําความเข้าใจว่าตรงนี้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญนั้นกําหนดให้มีการเร่งรัดไว้ กําหนดเงื่อนเวลาไว้ แต่การไม่ปฏิบัติตามตรงนี้ไม่ได้ถือว่าขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เพราะว่าไม่ได้มีการแซงก์ชั่น (Sanction) ซึ่งผิดกับเมื่อป้ ๒๕๔๐ ที่กฎหมายบัญญัติว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เลยครับถ้าทํากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับไม่เสร็จ ไปหมดทั้งสภาเลยครับ ภายใน ๑๘๐ วัน นั่นมีการแซงชั่น เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ที่ผม อยากกราบเรียนท่านประธานว่าอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ ณ วันนี้กว้างขวางมากขึ้น มีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังมีอีกหลายเรื่องที่จะเป่ดช่องให้เข้าสู่ ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเปึนตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๑ มาตรา ๒๑๒ มาตรา ๒๑๔ ผ่านช่องผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา นอกจากนั้นการควบคุมความชอบด้วย รัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้อยู่แค่พระราชบัญญัติเท่านั้นเอง แม้กระทั่งข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ก็อยู่ภายใต้อํานาจของ ศาลรัฐธรรมนูญที่จะตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ที่สําคัญกว่านั้นอีกครับท่านประธานคงจําได้ เรารู้ว่าเราอยู่ในระบบการแบ่งแยกอํานาจ ฝ์ายนิติบัญญัติเปึนคนออกกฎหมาย มีอํานาจในการออกกฎหมาย สําหรับพระราชกําหนด ก็เปึนเรื่องสําคัญอีกนะครับ รัฐบาลจะออกพระราชกําหนดชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็เปึนหน้าที่ของท่านอีก เพราะฉะนั้นที่ผมได้พูดถึงอํานาจหน้าที่เสียยืดยาวนี้ เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า วันนี้สถานภาพของศาลรัฐธรรมนูญนี่ต้องยอมรับว่าเปึนองค์กรที่มี บทบาทสําคัญในการแก้ปัญหาทางด้านความขัดแย้ง ไม่ใช่เฉพาะความชอบด้วย รัฐธรรมนูญที่ผมได้กล่าว ปัญหาทางด้านการเมือง ปัญหาเกี่ยวกับองค์กรทางการเมือง ปัญหาเกี่ยวกับบุคลากรทางการเมืองอยู่ในอํานาจศาลรัฐธรรมนูญทั้งสิ้นครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ ผมจึงอยากจะกล่าวต่อไปว่า ศาลรัฐธรรมนูญนั้น เมื่อมีอํานาจมากก็เกิดข้อวิตกและวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทําไมไปออกข้อกําหนดเองแบบ เงียบกริบ คนภายนอกไม่รู้ ถึงจะประกาศในราชกิจจานุเบกษานะครับ ก็เลยมีความ คิดเห็นว่า เอาล่ะต่อไปนี้วิธีพิจารณาความของศาลรัฐธรรมนูญนั้นควรจะเปึน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาจากไหน มาจากสถานการณ์ความเปึนจริง เพราะฉะนั้นเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เข้ามาผมก็ยินดี โดยส่วนตัว นะครับ ในฐานะที่เปึนนักกฎหมาย อยากเห็นครับ เพราะว่าการนําเสนอสู่รัฐสภานั้น มันเปึนระบบความชอบด้วยความเปึนประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาของเรา เพราะ พวกเราที่นั่งอยู่ ณ ทีนี้ เปึนผู้ใช้อํานาจแทนพี่น้องประชาชนซึ่งเปึนเจ้าของอํานาจ เพราะฉะนั้นพอเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ ผลที่ตามมามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วก็มี ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมจึงขอชื่นชมยินดีด้วยนะครับ ประการแรก คราวนี้มาดูว่า กฎหมายที่ท่านร่างมานี้ ผมมีข้อสังเกตอยู่ ๒–๓ ประการ
ประการแรก ที่ท่านสมาชิก สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้กราบเรียน ท่านประธานไปแล้วคือ เราก็คงทราบดี ในศาลปกครองก็มีพนักงานคดีปกครอง ส่วนของท่านก็จะมีผู้ช่วยเหลือมาเปึนผู้ช่วยทํางานก็คือ พนักงานศาลรัฐธรรมนูญใช่ไหม ผมใช้คําตามที่ท่านร่างมาเลย ในมาตรา ๕ พนักงานคดีรัฐธรรมนูญ ผมก็อยากให้ท่าน ตอบโจทย์ตรงนี้สักนิดเดียวครับว่า พนักงานคดีรัฐธรรมนูญนี้มีคุณสมบัติอย่างไร มีที่มา อย่างไร ช่วยเหลือท่านอย่างไรเพราะว่ากรณีที่จะเข้ามาช่วยระดับนี้ ควรจะมีการรับรู้เรื่อง กระบวนการวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมากน้อยแค่ไหน อย่างศาลปกครองก็จะมี หลักสูตรและมีการอบรม ของท่านจะเปึนอย่างไร เพราะผมถือว่า เมื่อท่านเปึนองค์กรศาล ที่มีบทบาทสําคัญนั้น ผู้ที่เข้ามาทําหน้าที่ช่วยเหลือท่าน ซึ่งตรงนี้ท่านจะไปออกเปึน ข้อกําหนดใช่ไหมซึ่งถ้าเปึนข้อกําหนดเราก็ไม่ได้ผ่านสภา เราก็จะไม่ได้รับรู้ ถ้าท่านช่วย กรุณาชี้แจง ขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ถ้าชี้แจง ให้ชัดเจนเราจะได้ทําความเข้าใจได้ว่า สิ่งที่ท่านกําลังดําเนินการต่อไปโดยออกเปึน ข้อกําหนดนั้นอยู่ในรูปร่างลักษณะหน้าตาเปึนอย่างไร คุณสมบัติเปึนอย่างไร ที่มาเปึน อย่างไร มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน มีอํานาจหน้าที่แค่ไหนเพียงใด ส่วนที่พูด แล้วก็กังวลกันมากคือ ในมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ ครับท่านประธาน มาตรา ๑๖ และ มาตรา ๑๗ นี้ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานดังนี้ ที่ผมได้กล่าวว่าศาลรัฐธรรมนูญ มีอํานาจมากขึ้น จากประสบการณ์และการติดตามข้อมูลข่าวสารของผม ในช่วงประมาณ สัก ๑๐ กว่าป้ที่ผ่านมาครับท่านประธาน ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับ สถาบันทางการเมือง เช่น พรรคการเมือง คดียุบพรรค ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัย เกี่ยวกับบุคลากรทางการเมือง เช่น เรื่องบัญชีทรัพย์สิน ถ้าแสดงเปึนเท็จ ท่านอาจจะ เคยเห็นนะครับ การวินิจฉัยของศาลในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะศาลสถิตยุติธรรมนั้น ใครที่เปึนนักกฎหมายจะทราบดี ตั้งแต่รุ่นครูบาอาจารย์มา สมัยเรียนหนังสือ ท่านประธานทราบไหมครับ คนคุมสอบยังใส่เสื้อครุยเลยนะครับ ที่เปึนผู้พิพากษา คนคุมสอบคณะนิติศาสตร์ใส่เสื้อครุย ความเปึนระเบียบวินัย คุณธรรม จริยธรรมที่ปลูกฝังกันมา เพราะฉะนั้นในอดีตนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีที่ขึ้นสู่ ศาลสถิตยุติธรรม เรามีประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งมีบทบัญญัติว่าด้วยการละเมิด อํานาจศาล แต่เนื่องจากสังคมไทยนั้นเรายอมรับกระบวนการยุติธรรม และยอมรับ พูดง่าย ๆ ก็คือยอมรับองค์กรศาลสถิตยุติธรรมนั้นเปึนองค์กรที่จะวินิจฉัยชี้ขาด คุณจะ ทะเลาะกันมาด้วยเหตุร้ายแรงแค่ไหนอย่างไรก็ตามก็ต้องมายุติที่ศาล นั่นคือความศรัทธา ความเชื่อมั่น เมื่อทุกคนเชื่อมั่น ท่านประธานคงทราบ เมื่อก่อนนี้ ไม่มีหรอกที่จะไป ล้อมศาล ประวัติผมที่เรียนหนังสือมาหลายสิบป้ สอนหนังสือมา ๓๕ ป้ สมัยก่อนไม่มีที่จะ เดินขบวนไปล้อมศาล การแสดงกิริยามารยาท การวิพากษ์วิจารณ์คําวินิจฉัยของศาล ถ้าวิจารณ์โดยสุจริต วิจารณ์ในเชิงวิชาการ ผมว่าไม่มีศาลไหนหรอกที่จะบอกว่านั่นคือ การหมิ่นศาล แต่ที่ผ่านมานั้นที่ศาลต้องปัองกันตนเองเพราะอะไรครับ เพราะผมบอกว่า ศาลนั้นคือที่ยุติของทุกปัญหาในสังคมไทย ผมบอกว่าขัดแย้งทางการเมืองซึ่งอาจจะ รุนแรง เมื่อก่อนไม่รุนแรงทางการเมือง แต่วันนี้ยิ่งเปึน ๒ ขั้วยิ่งรุนแรงใหญ่ครับ เพราะฉะนั้นเมื่อมันมีความรุนแรงขนาดนี้ ท่านประธานครับ ศาลสถิตยุติธรรมเรามี บทบัญญัติในวิธีพิจารณาความแพ่งไม่ว่าจะเปึนเรื่องการจัดระเบียบภายในศาลซึ่งตรงนี้ ผมเชื่อว่าไม่ว่าเปึนศาลใดก็ต้องมีการจัดระเบียบภายในศาล เฉพาะในศาลนั้น หรือในบริเวณศาล ท่านประธานครับ ในห้องประชุมของเราเห็นไหม เรามีข้อบังคับ การประชุม ใครทําอะไรไม่ถูกท่านประธานสามารถให้ออกจากห้องประชุมได้ ถูกไหม ทุกสังคมระเบียบวินัยภายในมี ตรงนี้เปึนหลักการทั่วไปไม่มีใครปฏิเสธ ส่วนที่ ทางศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้ วิ.แพ่ง ซึ่งมันมีบทบัญญัติ โดยเฉพาะมาตรา ๓๒ และ มาตรา ๓๓ ตรงนี้ ถ้าดูเจตนารมณ์กันจริง ๆ วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจตรงนี้ ถามว่าควรจะมีบทบัญญัติว่าด้วยการละเมิดอํานาจศาลไหม ผมเรียนตรง ๆ ว่าถึงเวลา แล้วครับ ที่ผมบอกว่ามีอํานาจเยอะ มันเกี่ยวข้องกับคนเยอะ เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง ที่รุนแรงมากขึ้น ยิ่งวันนี้สังคมไทยความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรง ถ้าไม่มีบทบัญญัติว่า ด้วยการละเมิดอํานาจศาลคุ้มครองท่านไว้ ผมไม่ทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่เนื่องจากการนํา วิ.แพ่ง มาใช้ ยกตัวอย่างเช่น เกี่ยวกับผู้ประพันธ์ บรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ทั้งหลาย เจตนารมณ์ ถ้าหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์ได้กล่าวหรือแสดง ไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ในระหว่างการพิจารณา (๒) ของมาตรา ๓๒ วิ.แพ่ง ระหว่างการ พิจารณาคดี ไปจนถึงมีคําพิพากษาเปึนที่สุด ซึ่งข้อความหรือความเห็นโดยประสงค์จะให้ มีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของประชาชน เหนือศาล หรือเหนือคู่ความ หรือเหนือพยาน แห่งคดี ซึ่งพอเห็นได้ว่าจะทําให้การพิจารณาคดีเสียความยุติธรรมไป แล้วก็มีรายละเอียด อีกเยอะเลยนะครับ ผมจะไม่อ่านนะครับ เพราะท่านคงทราบกันดีอยู่แล้ว ผมอยากเห็น การละเมิดอํานาจศาลที่มีการแซงก์ชั่น แต่บนพื้นฐานที่ศาลต้องยึดหลักว่า การละเมิด อํานาจศาลนั้นจะทําให้ความยุติธรรมเสียไป ยึดในกระบวนการพิจารณา ยึดหลักว่า การละเมิดอํานาจศาลนั้นจะทําให้การพิจารณาคดีเสียความยุติธรรมไป โดยหลักท่าน ยึดอยู่แล้วเพราะเปึนกฎหมายครับท่านประธาน แล้วท่านก็อ้างไปถึงว่าใช้ วิ.แพ่ง บังคับ ในมาตรา ๓๓ ของ วิ.แพ่ง ก็บอกไว้ว่า ถ้าฝ์ายใดกระทําความผิดละเมิดอํานาจศาล ๑. ไล่ออกจากบริเวณศาล ๒. ให้ลงโทษจําคุกหรือปรับ หรือทั้งจําทั้งปรับ ในวรรคท้าย ในกรณีจําคุกและปรับนั้น ให้จําคุกได้ไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท นี่ยังเปึนกฎหมายเก่าอยู่ ห้าร้อยบาท อันนี้กรณีละเมิดอํานาจศาลตามวิ.แพ่ง ท่านประธานครับ ผมจะพาตามไปดู ไปดูศาลปกครอง ศาลปกครองที่เราพูดถึง ศาลปกครองก็เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ ๑๐ ป้ มานี้ รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เช่นเดียวกัน ศาลปกครองนั้นเปึนระบบศาลคู่บ้านเรา มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างรัฐต่อรัฐหรือรัฐกับประชาชนครับ ท่านประธาน ซึ่งแตกต่างไปจากศาลสถิตยุติธรรมเดิม เพราะฉะนั้นเมื่อสังคมเปลี่ยน เรามีระบบศาลคู่ เรามีศาลใหม่ ในศาลปกครองเอง มีบทบัญญัติว่าด้วยการละเมิด อํานาจศาลมาแล้ว อยู่ในมาตรา ๖๔ ท่านประธาน บัญญัติไว้ว่านอกจากที่บัญญัติไว้แล้ว ในพระราชบัญญัตินี้ ให้นําบทบัญญัติที่ถือว่าเปึนการกระทําละเมิดอํานาจศาล ตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมเช่นเดียวกัน แล้วถ้ามี การละเมิดอํานาจศาลปกครองให้มีอํานาจสั่งลงโทษได้ดังนี้ ๑. ตักเตือน โดยจะมี คําตําหนิเปึนลายลักษณ์อักษรด้วยหรือไม่ก็ได้ ๒. ไล่ออกจากบริเวณศาล ๓. ลงโทษ จําคุกไม่เกิน ๑ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจําและปรับ อันนี้ทันสมัย แล้ว ๕๐,๐๐๐ บาท วรรคสองของมาตรา ๖๔ บอกอย่างนี้ การสั่งลงโทษฐานละเมิด อํานาจศาลพึงใช้อย่างระมัดระวัง และเท่าที่จําเปึนตามพฤติการณ์แห่งกรณี และหากเปึน การสั่งลงโทษตาม (๓) คือลงโทษจําคุก ให้องค์คณะอื่นที่มิใช่องค์คณะพิจารณา พิพากษาคดีนั้นเปึนผู้พิจารณาและสั่งลงโทษ ในมาตรา ๖๕ ก็เช่นเดียวกัน ผู้ใดวิจารณ์ การพิจารณาหรือการพิพากษาคดีของศาลปกครองโดยสุจริต ด้วยวิธีการทางวิชาการ ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานละเมิดอํานาจศาล หรือดูหมิ่นศาลหรือตุลาการ
ที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานถึงศาลปกครองด้วย เพื่อที่จะนํามา ชี้ให้เห็นว่าศาลปกครองก็เกิดขึ้นโดยรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ศาลรัฐธรรมนูญก็เกิดขึ้น โดยรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และวันนี้รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ครับท่านประธาน ถ้าเราดู ในมาตรา ๑๖ ผมจะไม่อ่าน มาตรา ๑๖ ก็มีลักษณะคล้ายกับที่ผมได้กล่าว ในศาลปกครองมาแล้ว มีบทลงโทษจําคุกไม่เกิน ๑ เดือน ปรับไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท เช่นเดียวกัน มาตรา ๑๗ เรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ก็มีเช่นเดียวกัน เรื่องการลงโทษ ละเมิดอํานาจศาลก็ใช้พึงระมัดระวังเช่นเดียวกัน แต่มีแตกไปนิดเดียวว่า ถ้าลงโทษ ตามวรรคหนึ่ง เตือนแล้วอาจจะให้โฆษณาในหนังสือพิมพ์ มาดูความชอบด้วยเหตุและผล เปรียบเทียบกันระหว่างวีธีพิจารณาความแพ่ง ศาลปกครอง แล้วก็ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องยอมรับว่าวิธีพิจารณาความแพ่งนั้นเปึนหลัก แต่ผมก็กราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่าต้องใช้แบบที่กฎหมายคุ้มครองทรัพย์ ถ้าทําให้เสียคดีความ ไปอย่างนี้ ถ้าไปใช้ในลักษณะอื่นที่ส่อไปในทางป่ดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชน อย่าลืม นะครับ ท่านเปึนศาลที่สุดแล้วของสังคมการเมืองบ้านเรา ถ้าเทียบกัน ๓ ประการนี้ ท่านประธาน ขอกราบเรียนว่าเนื่องจากวันนี้ผมได้ให้เหตุผลแล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีกรอบขอบเขตอํานาจกว้างขวาง แล้วคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีผลกระทบ ต่อทั้งองค์กร ทั้งบุคคลที่มีความสําคัญ และมีบทบาทและมีอิทธิพลและมีอํานาจ ในการ วินิจฉัยรัฐธรรมนูญฉบับของนายกรัฐมนตรี ถามว่ามีอํานาจไหม คนที่ถูกวินิจฉัย คุณสมบัติของรัฐมนตรี ในการวินิจฉัยการไม่แสดงบัญชีทรัพย์สินของบุคลากร ทางการเมืองทั้งหมด คนเหล่านี้มีอํานาจมีอิทธิพลในการวินิจฉัยการยุบพรรค พรรคการเมืองมีอํานาจและอิทธิพล มีสมาชิกพรรคเยอะไหม เพราะฉะนั้นตรงนี้ที่ผมกราบเรียนว่าศาลปกครองนั้นแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐ กับเอกชน ศาลสถิตยุติธรรมแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเอกชนกับเอกชนไม่ว่า จะรุนแรงหรือเบาความผิดเล็กน้อยแค่ไหน เรายังมีบทบัญญัติคุ้มครองศาลยุติธรรม ด้วย เรื่องละเมิดอํานาจศาล ศาลปกครองล่ะครับ ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับเอกชน ท่านประธานก็ทราบนะครับ รัฐถือกฎหมายในมือ มีอํานาจในมือ เรารอกันมาหลายสิบป้ จึงมีศาลปกครอง เพราะฉะนั้นถึงความขัดแย้งระหว่างรัฐกับเอกชนซึ่งมันยิ่งใหญ่นะครับ ประชาชนเสียหาย ก็ยังมีบทบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองศาลไว้ คือบทบัญญัติว่าด้วย การละเมิดอํานาจศาล ถ้าเราเทียบศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ต้องวินิจฉัยในเรื่องที่สําคัญ ๆ ของประเทศชาติ ด้วยความเคารพครับท่านประธาน ความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าสมควร มีบทบัญญัตินี้ที่จะคุ้มครองศาลรัฐธรรมนูญไว้
ส่วนประเด็นการใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ ผมขอ กราบเรียนให้ข้อสังเกตดังนี้ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา ๑๗ เราต้องยอมรับว่า ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีอํานาจหน้าที่ทั้ง ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งอาจจะวินิจฉัยที่ไม่ค่อยมี ผลกระทบต่อบุคคล แต่อีกส่วนผลกระทบต่อองค์กรและบุคคลเยอะและเปึนผู้มีอิทธิพล มีบทบาททางการเมืองด้วย เพราะฉะนั้นการวิพากษ์วิจารณ์ท่านต้องเตรียมเป่ดใจกว้างไว้ การวิพากษ์วิจารณ์ผมคิดว่าควรจะยึดหลักสุจริตไว้ คําว่า วิชาการ แปลว่าการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความรู้โดยเฉพาะ อย่าลืมแบบที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่าน วิจารณ์ไป การวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตควรจะเปึนหลัก ในทางวิชาการนั้นจะบอกให้ ผู้ที่ทําหน้าที่สื่ออาจจะจบวิศวะ จบหลายสาขา จะวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า นี่เปึนวิชาการ แต่ผมคิดว่าคําว่าวิชาการนี้ไม่ต้องไปเลียนแบบศาลปกครอง ผมคิดว่า การวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตก็น่าจะได้รับการคุ้มครองที่เพียงพอแล้วสําหรับผู้ที่จะถูก กล่าวหาว่าเปึนผู้ละเมิดอํานาจศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นโดยรวมครับท่านประธาน ที่ผมได้กล่าวขึ้นมานั้นด้วยความเคารพท่านประธาน ผมเห็นด้วยที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ เข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎร แล้วก็เห็นด้วยที่จะรับหลักการในวาระที่ ๑ ส่วนรายละเอียดนั้น ผมเชื่อว่าโดยระบบของการจัดทําพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของเรานั้น เรายังสามารถที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขเปึนไปตามความคิดเห็นและความถูกต้อง ความชอบธรรม แล้วก็ความชอบด้วยเหตุและผลของรัฐธรรมนูญต่อไป ขออนุญาต ขอบพระคุณท่านประธานครับ