สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๑

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย พูดถึงการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นขององค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อการถ่วงดุลอํานาจในการใช้อํานาจในประเทศ นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการยื่นกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องการปฏิบัติตามเวลาในการยื่นกฎหมาย โดยเฉพาะมาตรา ๕ ว่าด้วยพนักงานคดีรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖ และ ๑๗ ว่าด้วยการละเมิดอํานาจศาล และมีความกังวลเกี่ยวกับบทบาทและความรับผิดชอบของพนักงานคดีรัฐธรรมนูญและผู้ไต่สวนในศาล

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมเองเปึน คนหนึ่งที่ได้ติดตามเรื่องราวของการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญตลอดระยะเวลาที่ดํารง ตําแหน่งเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตลอดมา เช่นเดียวกันกับการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเปึนผู้เสนอต่อสภานี้ ก็เปึนกฎหมายฉบับหนึ่งที่ผมได้ติดตามมา โดยตลอด เนื่องจากว่าเปึนการดําเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้กันอยู่ ในปัจจุบันนี้ และเท่าที่พิจารณาดูแล้ว ก็ไม่ได้มีปัญหาในเรื่องของหลักการที่สภานี้จะต้อง รับหลักการเพื่อนําไปสู่การพิจารณาก่อนที่จะประกาศบังคับใช้เปึนกฎหมายต่อไป ทั้งนี้เพราะเหตุว่าการออกกฎหมายฉบับนี้ก็เปึนไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๖ ประกอบมาตรา ๓๐๐ ดังที่ได้มีคําชี้แจงในกฎหมาย ซึ่งได้เสนอต่อพวกเรา ซึ่งเปึนสมาชิกของสภานี้แล้ว เพียงแต่ในชั้นของการอภิปรายในวาระรับหลักการก็ดี ในชั้นของการแปรญัตติพิจารณาของกรรมาธิการก็ดี หรือในแม้แต่กระทั่งชั้นวุฒิสภา ก็ตาม ผมเข้าใจว่าคําอภิปรายของเพื่อนสมาชิกทั้งหลายนั้น เปึนคําอภิปรายที่มีนัยทางการเมือง ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ทางด้านการเมืองของ ประเทศเรานับตั้งแต่ยุคป้ ๒๕๔๐ และป้ ๒๕๔๔ จากนั้นเปึนต้นมา เหตุการณ์ทาง การเมืองในประเทศเรามีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก ความคิดเห็นที่ขัดแย้ง ความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน การแบ่งขั้วแบ่งฝ์ายทางด้านความคิดต่าง ๆ เปึนเรื่องที่ดํารงอยู่ ในสังคมไทย และยังคงดํารงอยู่จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ คําอภิปรายใด ๆ ก็ตาม คงไม่อาจ ตัดให้พ้นไปจากนัยทางการเมืองความชอบความไม่ชอบ ความอคติไม่อคติต่อบุคคลหรือ ต่อสถาบันหรือแม้แต่ต่อสิ่งที่บุคคลหรือสถาบันนั้นได้กระทําไปได้ เพียงแต่ประเด็นในการ พิจารณาของพวกเราในวันนี้นั้น ถ้าเราตัดนัยทางการเมืองทั้งหลายออกไป แล้วพิจารณา ดูการเมืองการปกครองในประเทศของเราด้วยจิตใจที่เปึนประชาธิปไตย ด้วยการทําความ เข้าใจว่านี่คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนพระประมุข เหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อป้ ๒๕๓๕ ที่ได้ก่อให้เกิดการปฏิรูปทางด้านการเมือง นับเนื่องกันมาตั้งแต่ป้ ๒๔๗๕ ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ได้บอกเราว่า ในป้ ๒๕๓๕ ผลพวงของเหตุการณ์นั้นและการปฏิรูปการเมืองเราได้พูดถึงแนวทาง รัฐธรรมนูญนิยม แนวทางดังกล่าวนั้นคือการใช้รัฐธรรมนูญในการมาเปลี่ยนแปลง ความสัมพันธ์ต่าง ๆ ระหว่างองค์กรและการใช้อํานาจ รวมถึงการถ่วงดุลขององค์กรต่าง ๆ ที่มีขึ้นในประเทศของเรา รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งหลายฝ์ายชื่นชมว่าเปึนรัฐธรรมนูญ ฉบับหนึ่งซึ่งมีความเปึนประชาธิปไตยอย่างสูง ก็ได้บัญญัติเรื่องขององค์กรอิสระและศาล ที่เรากําลังพิจารณาอยู่นี้คือศาลรัฐธรรมนูญในรัฐธรรมนูญฉบับนั้นด้วย ประเด็นนี้ชี้ให้เห็น ประการหนึ่งว่าสังคมของเราในเวลานั้นก็ต้องการที่จะมีองค์กรหรือมีองค์กรที่สามารถใช้ อํานาจในการที่จะทําให้การเมืองการปกครองของเราเปึนไปในกรอบทิศทางของ ระบอบประชาธิปไตยและนําไปสู่ความกินดีอยู่ดีของประชาชนได้ เพียงแต่ต้อง ยอมรับครับว่าหลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับนั้นบังคับใช้ไปแล้ว องค์กรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมานั้นก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก เพราะมีความเปลี่ยนแปลง ทางด้านการเมืองโดยเฉพาะในซีกการเมืองเกิดขึ้นอย่างแน่นอน บุคคลบางฝ์ายที่มีโอกาส ที่ไปกุมอํานาจทางการเมืองก็มีฐานคติอย่างหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าอํานาจซึ่งมาจากการเลือกตั้ง เปึนอํานาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในระยะเวลาที่ได้รับไป แต่การใช้อํานาจต่าง ๆ เหล่านั้น กลับมีความคิดเห็นแตกต่างกัน ๒ ทาง ทางหนึ่งก็เห็นว่าใช้อํานาจได้อย่างไม่จํากัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งอํานาจทางฝ์ายนิติบัญญัติซึ่งสามารถไปเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์กติกา ต่าง ๆ ได้ อํานาจทางฝ์ายบริหารซึ่งในที่สุดก็เข้มแข็งขึ้นจนครอบงําฝ์ายนิติบัญญัติ ในขณะนั้น เรื่องของการแทรกแซงองค์กรอิสระก็เกิดขึ้นและเปึนข้อวิพากษ์วิจารณ์กัน ผมยกตัวอย่างประเด็นนี้ให้ท่านประธานฟังก็เพราะว่าการเมืองย่อมมีพลวัตของมัน รัฐธรรมนูญองค์กรต่าง ๆ ก็เช่นเดียวกันก็ต้องมีพลวัตมีความเคลื่อนไหว มีความเปลี่ยนแปลง ผมคิดว่าถ้าตัดนัยทางการเมืองความชอบหรือไม่ชอบออกไปต้องตั้ง คําถามว่าประเทศของเราจําเปึนที่จะต้องมีองค์กรอิสระหรือมีศาลอย่างศาลรัฐธรรมนูญ เกิดขึ้นหรือไม่ ผมเชื่อว่าไม่มีใครปฏิเสธแน่นอนว่าเปึนความจําเปึน เพราะนั่นคือการทําให้ การใช้อํานาจต่าง ๆ ในประเทศของเรามีการถ่วงดุลกัน เหตุผลดังนี้ในร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญถ้าตัดนัยทางการเมือง ออกไปก็ต้องพิจารณาตรงเนื้อหาว่าเหตุผลต่าง ๆ หรือเนื้อหาต่าง ๆ ที่บรรจุในมาตรา ต่าง ๆ เหล่านั้นมีความจําเปึนที่จะต้องบรรจุไว้หรือไม่อย่างไร ผมเชื่อว่าแน่นอนครับ ต้องมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อาจจะด้วยฐานอคติเดิม ฐานความเชื่อเดิม ทัศนคติเดิม หรือเปึนความรู้สึกเดิมอย่างไรก็ตาม แต่ผมกลับเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าดูโดยเจตนารมณ์แล้วก็ประสงค์ที่จะให้มีความชัดเจนในเรื่องของ วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งแต่เดิมนั้นศาลรัฐธรรมนูญก็มีอํานาจที่จะไปออก ข้อกําหนด ซึ่งหลังสุดเข้าใจว่าเปึนข้อกําหนดของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทํา คําวินิจฉัย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ในเวลาที่มีการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ก่อนนั้นบุคคลที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องก็มักจะมีข้อสงสัยต่าง ๆ นานาว่าข้อกําหนดของ ศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องต่าง ๆ เหล่านั้นกําหนดเอาไว้อย่างไร จะปฏิบัติอย่างไร ก็เปึน ปัญหาในเชิงปฏิบัติกันค่อนข้างมาก ในที่สุดรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ ก็บัญญัติว่าต้องมี กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งบัดนี้ก็มีการร่างมาแล้ว และผมก็เห็น ด้วยว่าสมควรที่จะมีกฎหมายดังกล่าวนั้น เพราะจะทําให้ทุกฝ์ายได้รู้ว่าวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเขาดําเนินการกันอย่างไร

ประเด็นถัดมาที่มีการหยิบยกขึ้นมาพูดกันในสภานี้คือเรื่องระยะเวลา ผมก็ ดีใจครับ ที่มีเพื่อนสมาชิกหยิบยกขึ้นมาบอกว่าเวลาที่กําหนดเอาไว้ตามรัฐธรรมนูญบอก ๑ ป้นั้น นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญบังคับใช้ บัดนี้จะครบเวลาแล้วทําไมศาลรัฐธรรมนูญ จึงเพิ่งยื่นกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา แล้วก็เกรงว่าสภานี้จะทําผิดรัฐธรรมนูญนั้น ผมกราบเรียนว่าเรื่องนี้เปึนความกังวลของผมครับ เพราะยังมีกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญอีกหลายฉบับครับ ที่ยังไม่ได้เสนอเข้าสู่สภานี้ แต่กฎหมายบางฉบับ นี้ผมกราบเรียนเลยครับว่ามีการทําผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญไปแล้ว ถ้าเข้าใจว่าการเสนอ กฎหมายไม่ตรงตามเวลาเหล่านั้นเปึนการทําผิดรัฐธรรมนูญ ผมยกตัวอย่าง ให้ท่านประธานได้ทราบครับ เช่นในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๕ ในวรรคสอง (๑) เขาพูดถึง เรื่องการจัดตั้งองค์กรเพื่อทําหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกํากับดูแลการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เขาบอกว่าต้องมีกฎหมาย ดังกล่าวนี้ ซึ่งต้องไม่เกิน ๑๘๐ วันนับแต่วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา รัฐบาลนี้แถลง นโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาครับ นับเวลาจนกระทั่งถึงวันนี้ ๑๘๔ วัน เกินกว่าเวลาที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว กฎหมายฉบับดังกล่าวนั้น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ไอซีที (ICT) ก็ขอถอนจากสภาแห่งนี้ ในเวลาที่เกือบ ๆ จะครบ ๑๘๐ วัน เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้เปึนประเด็นข้อกังวล ผมยกตัวอย่างเรื่องนี้ ขึ้นมา ก็เพราะว่าถ้าเรากังวลเรื่องเวลานี่ผมคิดว่าทั้งฝ์ายรัฐบาล ฝ์ายค้านสภาจําเปึน จะต้องหยิบยกกฎหมายต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญขึ้นมาดูครับ และก็ต้องเร่งรัด เพื่อดําเนินการให้เปึนไปตามรัฐธรรมนูญได้กําหนดเอาไว้ครับ ฉบับนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ใกล้ ๆ จะครบเวลา บางฉบับก็ยังไม่มา บางฉบับก็อยู่ในชั้นกรรมาธิการ อันนี้เปึนปม ประเด็นหนึ่ง ซึ่งพวกเราที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ควรที่จะมีการหยิบยกขึ้นมา มีการพิจารณา เสีย แต่อย่างไรก็ตามครับ เมื่อกฎหมายเข้าสู่สภานี้ก็จําเปึนที่จะต้องมีการพิจารณากันไป และกระผมก็เข้าใจว่า การไปเข้าใจว่าผิดรัฐธรรมนูญนั้นก็อาจจะเปึนเรื่องที่อาจจะเข้าใจ มากเกินไปกว่าที่รัฐธรรมนูญได้เขียนบทบัญญัติดังกล่าวนั้นไว้ ซึ่งส่วนนี้ก็ต้องฟัง คําอธิบายจากผู้ที่ยื่นกฎหมายฉบับนี้แล้วมาชี้แจงต่อสภาด้วยว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวนั้น ท่านเข้าใจว่าอย่างไร และควรที่จะชี้แจงว่าเหตุไฉนจึงเพิ่งยื่นกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่สภานี้

ประเด็นถัดมาที่ผมจะหยิบยกกฎหมายนี้ขึ้นมาอภิปรายและก็ซักถาม ก็คือ ว่าในกฎหมายฉบับดังกล่าวนี้ได้มีบทบัญญัติบางประการ ซึ่งได้กําหนดกลไกใหม่ ๆ ขึ้นมา ซึ่งผมยังไม่เห็นกลไกดังกล่าวนั้นเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย เลยทําให้เกิด ข้อสงสัย เช่น ในมาตรา ๕ ครับ บัญญัติให้มีพนักงานคดีรัฐธรรมนูญ พนักงานคดี รัฐธรรมนูญทําหน้าที่ช่วยเหลือในกระบวนพิจารณาของศาล ตามที่ศาลมอบหมาย ในวรรคสองบัญญัติว่าวิธีการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานคดีรัฐธรรมนูญให้เปึนไปตาม ข้อกําหนดของศาล ก็แปลว่ามีกลไกขึ้นมาช่วยทําหน้าที่ ข้อสงสัยของผมก็คือว่า พนักงาน คดีรัฐธรรมนูญนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร อํานาจหน้าที่ตลอดจนความรับผิดชอบในส่วน ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการดําเนินการทําคดีนี้เปึนอย่างไร พนักงานคดีนี้มีสถานะอย่างไร เพราะข้อกังวลก็คือว่ามีกลไกใหม่ ๆ เกิดขึ้นเยอะครับ เช่น คําว่า ผู้ไต่สวน ในกฎหมาย วิธีพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เช่นเดียวกับ ที่มีอยู่ในบัญญัติในกฎหมายว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริตเปึนต้น ผู้ไต่สวนเหล่านั้นจะมีอํานาจบทบาทหน้าที่อย่างไร อันนี้จะมีกฎหมาย ป.ป.ช. ตามหลัง ซึ่งคงต้องซักถาม เช่นเดียวกันกับในบทบัญญัติมาตรานี้ครับ ช่วยกรุณาชี้แจงเพื่อ ความสบายใจในชั้นรับหลักการว่า เขาเหล่านี้จะมีบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างไรนะครับ ในประเด็นอื่น ๆ นี่กระผม คิดว่าเปึนเรื่องซึ่งคล้าย ๆ กับข้อกําหนดซึ่งเขียนเอาไว้ แต่ประเด็นใหญ่ที่สุดซึ่งหลายฝ์าย กังวลก็คือ มาตรา ๑๖ กับมาตรา ๑๗ ซึ่งว่าด้วยเรื่องของการละเมิดอํานาจศาล ในมาตรา ๑๖ ก็บัญญัติเอาไว้ว่า เรื่องของการละเมิดอํานาจศาล ก็เอาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่งมาใช้บังคับ แล้วก็มีอํานาจสั่งลงโทษคือตักเตือน ไล่ออกจากบริเวณศาลและ ลงโทษจําคุกไม่เกิน ๑ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ แต่ก็เขียน เอาไว้ในวรรคถัดมาบอกว่า การสั่งลงโทษฐานละเมิดอํานาจศาล พึงใช้อย่างระมัดระวัง และเท่าที่จําเปึนตามพฤติการณ์แห่งคดี รวมถึงในมาตรา ๑๗ ก็ไปเป่ดทางบอกว่า ผู้ใด วิจารณ์การพิจารณาหรือการวินิจฉัยคดีของศาลโดยสุจริตด้วยวิธีการทางวิชาการ ผู้นั้น ไม่มีความผิดฐานละเมิดอํานาจศาลหรือดูหมิ่นศาลหรือตุลาการ ทันทีที่เห็นมาตรานี้ มีการบัญญัติไว้ในกฎหมายนี้ก็คาดหมายได้ทันทีว่าจะเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก แน่นอน พวกเราวิปฝ์ายค้านก็ดี ในการประชุมของฝ์ายค้านของเราก็ดี ก็หยิบยก ๒ มาตรานี้ขึ้นมาพิจารณากัน ก็มีการแสดงความคิดเห็นกันออกไปต่าง ๆ นานาครับ ประเด็นหนึ่งที่มีการยกขึ้นมาก็มี ๒ ฝ์าย ฝ์ายหนึ่งก็เห็นว่าจําเปึนด้วยหรือที่จะต้องมี กฎหมายที่ว่าด้วยการละเมิดอํานาจศาลขึ้นมา เพราะศาลรัฐธรรมนูญเองก็เปึนศาลที่น่า ที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่อีกฝ์ายหนึ่งก็โต้แย้งว่าการเมืองของไทยก็มีลักษณะเฉพาะ ที่แตกต่างไปจากการเมืองในประเทศต่าง ๆ ประกอบกับข้อเท็จจริงในช่วงระยะเวลา ๕–๖ ป้ที่ผ่านมานี้ ความคิดเห็นที่ขัดแย้งกัน มีความคิดกระแสหนึ่งดํารงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการขยายผล ก็คือความคิดที่ต่อต้านอํานาจของตุลาการ มีการพูดถึงอํานาจ ตุลาการในเชิงที่มีคําพูดว่าอํานาจตุลาการกําลังจะครอบงําอํานาจต่าง ๆ ในสังคมนี้ และ กังวลด้วยซ้ําไปว่าอํานาจตุลาการจะสามารถที่จะทําให้อํานาจของฝ์ายนิติบัญญัติหรือ กระทั่งฝ์ายบริหารก็ตามต้องด้อยอํานาจของตัวเองลงไป กระแสความขัดแย้ง ทางความคิดเช่นนี้ก็บานปลายกลายเปึนกระบวนการที่ต่อต้านเรื่องของการใช้อํานาจของ ตุลาการในหลายเรื่อง ฝ์ายที่เห็นด้วยว่ามีละเมิดอํานาจศาล ก็มีความคิดเห็นว่าก็จําเปึน ที่จะต้องมีบทบัญญัติมาตรานี้ขึ้นมา อย่างน้อยที่สุดเพื่อคุ้มครองการทํางานของศาลเอง จริงอยู่แม้ว่าศาลนี้เปึนศาลที่จะต้องพิจารณาคดีซึ่งเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ศาลนี้ ก็มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ซึ่งบัญญัติเอาไว้ในมาตราที่ว่าด้วยเรื่องของศาล ว่าการทํา หน้าที่ของศาลนั้นเปึนไปโดยพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับ ศาลสถิตยุติธรรมทั้งหลาย ในเมื่อศาลสถิตยุติธรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเปึนศาลแพ่ง ศาลอาญา หรือศาลที่แบ่งออกเปึนชั้นต่าง ๆ รวมถึงศาลปกครองมีบทบัญญัติว่าด้วย การละเมิดอํานาจศาล ไฉนศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่สามารถที่จะมีบทบัญญัติเรื่องของ การละเมิดอํานาจศาลเอาไว้ด้วย ก็เปึนประเด็น ๒ ประเด็นที่มีการถกเถียงกันทางด้าน ความคิดความเห็น ในที่สุดแล้วพวกเราก็หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา แล้วก็ชั่งน้ําหนัก กันว่าจําเปึนหรือไม่ที่จําเปึนต้องมีบทบัญญัติว่าด้วยการละเมิดอํานาจศาล ประเด็นที่ หยิบขึ้นมาพิจารณาก็มี ๒ ประเด็นครับ ประเด็นหนึ่งคือบางฝ์ายเกรงว่าการมีบทบัญญัติ ละเมิดอํานาจศาลนั้น ก็อาจจะทําให้ศาลสามารถที่ใช้ดุลยพินิจต่าง ๆ ซึ่งอาจจะไม่ตรงกัน กับความคิดเห็น แม้กระทั่งทางวิชาการหรือทางอื่น ๆ ได้ แล้วก็กลายเปึนว่าศาลจะมี อํานาจมากเกินไป เมื่อหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพิจารณา ก็ไปดูกันว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นมี บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายว่าด้วยการถ่วงดุลเรื่องของศาลหรือไม่ ก็มีการ หยิบยกเรื่องของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๑ ว่าด้วยการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ก็เห็นว่าคาบเกี่ยวถึงผู้ดํารงตําแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการในศาล รัฐธรรมนูญเอาไว้ด้วย ก็เปึนอันว่าก็คลายใจไปประเด็นหนึ่งว่าก็มีการถ่วงดุลอํานาจ ในส่วนตรงนั้นเอาไว้ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ประเด็นถัดมาที่พิจารณากันก็คือว่า การมีบทบัญญัติว่าด้วยการละเมิดอํานาจศาลนั้นน่าจะเปึนประโยชน์ในการเมือง การปกครองของเรา หรือเปึนโทษในการเมืองการปกครองของเรา ก็เห็นกันว่าการมี บทบัญญัติละเมิดอํานาจศาลในทางหนึ่งก็น่าจะเปึนประโยชน์ เพราะเหตุว่าคาดการณ์ ไปได้โดยเห็นจากพฤติกรรมในช่วงระยะเวลา ๕–๖ ป้ที่ผ่านมา และมีคดีหลายคดีที่เกี่ยว เนื่องกันอยู่ในขณะนี้ ซึ่งอาจจะนําไปสู่ความวุ่นวายในอนาคตได้ เพราะเหตุว่ามีประวัติศาสตร์เกี่ยวเนื่องกันมา ความชอบความไม่ชอบ ขณะนี้ก็มีการ วิพากษ์วิจารณ์ไปถึงตัวบุคคล ซึ่งก็เปึนสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่การวิพากษ์วิจารณ์ ตัวบุคคลเหล่านั้นก็เห็นได้ชัดว่า ส่วนใหญ่ก็เปึนบุคคลซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการทําเรื่องคดี ที่เกี่ยวข้องกับอํานาจทางการเมืองในช่วงระยะเวลา ๕-๖ ป้ที่ผ่านมา เรื่องดังว่านี้ เปึนเรื่องส่วนตัวหรือไม่ ก็ตอบได้ว่าบางเรื่องนี้ไม่ใช่ แต่อาจจะคาบเกี่ยวไปถึง การทําหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญด้วยซ้ําไป

ประเด็นถัดมาก็คือว่า ถ้าศาลรัฐธรรมนูญได้รับผลกระทบไปแล้วในการ ทําหน้าที่มีแรงกดดันต่าง ๆ เกิดขึ้นนี้จะกระทบถึงการเมืองการปกครองหรือไม่ ก็ตอบว่า กระทบ เพราะจะมีคดีต่าง ๆ ที่มีบทบัญญัติเอาในรัฐธรรมนูญก็ดี ในกฎหมายประกอบก็ดี ในกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องก็ดี ถ้าเกิดศาลรัฐธรรมนูญสามารถที่จะถูกดําเนินการกดดัน ด้วยวิธีการอื่น ๆ ใดก็ตาม จนกระทั่งมีการบุกเข้าไปขว้างปาโห่ร้องถึงหน้าศาลรัฐธรรมนูญ ได้ หรือใช้วิธีการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าความกดดันเหล่านั้นก็อาจจะมีผลต่อการ พิจารณาคดี หรือการคุ้มครองในเรื่องของศาลก็ได้ ที่สุดก็เห็นว่ามีความจําเปึนที่จะต้องมี บทบัญญัติมาตรานี้เอาไว้ แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณาก็คือว่าอํานาจที่สภานี้ควรให้ ในกฎหมายเรื่องละเมิดอํานาจศาลนี้ควรจะให้มากขนาดไหน อันนี้ก็เปึนประเด็นที่ถกกัน เยอะครับว่า ตักเตือนหรือไล่ออกจากบริเวณศาลพอเพียงหรือเปล่า การบัญญัติโทษทาง อาญาเอาไว้ควรมีไหม ถ้ามี ควรมีขนาดไหน อันนี้ก็เปึนประเด็นที่มีการถกเถียงกัน เพราะ คนที่เขากังวลว่าถ้าไม่มีบทบัญญัติเรื่องละเมิดอํานาจศาลเอาไว้แล้วนี่สิ่งที่เขากังวลก็คือ ว่าการใช้อํานาจในฝ์ายนิติบัญญัติถ้าไม่มีการพิจารณาเรื่องนี้อย่างถ่องแท้แล้วใช้อคติ หรือฐานคติที่ไม่ถูกต้อง กําลังกังวลว่านําไปสู่การรื้อกฎหมายอื่นหรือไม่ วันนี้มีการพูดถึง เรื่องการละเมิดอํานาจศาลในศาลปกครอง จะแก้กฎหมายหรือเปล่า วันต่อไปจะมีการแก้ ไปถึงเรื่องของศาลสถิตยุติธรรมอื่นหรือไม่ ถ้าเปึนเช่นนี้แล้วกระบวนการยุติธรรมของเรา จะถูกแทรกแซงหรือไม่ นี่เปึนประเด็นซึ่งหลายฝ์ายวิตกกังวล ที่สุดแล้วก็เลยมีความเห็น กันว่า เรื่องของการละเมิดอํานาจศาลก็เปึนความจําเปึน เพียงแต่ในชั้นของกรรมาธิการนี้ ก็อยากให้ผู้ไปเปึนกรรมาธิการไปพิจารณาศึกษาฟังคําชี้แจง รวมถึงพิจารณาจากตัวอย่าง ของประเทศอื่น ๆ ในกรณีละเมิดอํานาจศาลว่าควรจะมีแค่ไหนจึงจะเหมาะสม แต่ครั้นจะ ไม่มีเลยก็คาดการณ์ได้เลยครับว่าความวุ่นวายจะเกิดขึ้น การทํางานก็จะลําบากขึ้นอย่าง แน่นอน

ส่วนข้อกังวลที่บอกว่าถ้าเปึนเช่นนั้นก็วิจารณ์ไม่ได้สิ ก็ดูว่ามาตรา ๑๗ ก็เขียนเอาไว้ค่อนข้างชัด ที่สําคัญคือมาตรา ๑๗ เขียนเอาไว้คําหนึ่งบอกว่า ผู้ใดวิจารณ์ การพิจารณาหรือการวินิจฉัยคดีของศาลโดยสุจริต ก็แปลว่า ระบุเจตนาไว้ด้วยว่าเปึนการ วิจารณ์โดยสุจริต ผมเข้าใจว่า มีคนเข้าใจว่าการวิพากษ์วิจารณ์ในทางวิชาการหมายถึง ต้องเปึนนักวิชาการทางด้านกฎหมายถึงวิจารณ์ได้ หรือต้องวิจารณ์โดยใช้ผลงานวิจัยนี้ อาจจะคิดไม่ตรงกัน แต่ข้อนี้ก็ต้องขอคําชี้แจงจากผู้มาชี้แจงว่าวิจารณ์โดยทางวิชาการมัน หมายความว่าอย่างไร แต่ความเข้าใจของผมนี้ผมเข้าใจว่าในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยไปแล้วนี้ ผมยกตัวอย่างเช่น อย่างกรณีซุกหุ้นก็ดี หรืออย่างกรณีของการยุบ พรรคการเมืองก็ดี หรือแม้แต่คดีเรื่องการเลือกตั้งเปึนโมฆะต่าง ๆ นี้ ก็มีนักวิชาการหรือคน ซึ่งไม่ใช่นักวิชาการ แต่วิจารณ์โดยเจตนาที่สุจริตก็ยกหลักของเหตุผลของข้อกฎหมาย ประเทศอื่น ๆ มาหักล้าง เช่นนี้ถือว่าเปึนความเห็นทางวิชาการใช่ไหม หรือต้องดูเจตนา ของเขาเหล่านั้นด้วย อันนี้ก็อยากให้ชี้แจงให้เกิดความสบายใจ แต่ก็เห็นว่าบทบัญญัติ เรื่องของการละเมิดอํานาจศาลก็เปึนความจําเปึนอย่างหนึ่ง ส่วนเรื่องอื่น ๆ ผมเข้าใจว่า เปึนเรื่องซึ่งเปึนรายละเอียดประกอบบางเรื่องเล็กน้อย เล็กน้อยในที่นี้ก็คือว่า อยู่ในข้อกําหนดและเปึนกระบวนการทางธุรการต่าง ๆ รวมถึงอํานาจในบางเรื่อง ซึ่งจําเปึนจะต้องมี เช่น การแก้ไขคําผิดเหล่านี้เปึนต้น อันนี้ก็คงจะไปซักถามกันในชั้นของ กรรมาธิการ และบางส่วนก็อาจจะต้องมีการแปรญัตติ ที่สุดแล้วนี้ผมคิดว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็จําเปึนที่สภาเราจะต้องรับหลักการและให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว แต่ประเด็นรายละเอียดต่าง ๆ ถ้าหากว่าท่านได้ชี้แจงข้อซักถามของเพื่อนสมาชิกให้เกิด ความกระจ่างกฎหมายฉบับนี้ก็คงจะเปึนกฎหมายที่สําคัญฉบับหนึ่งที่จะไปอํานวย ความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในส่วนอํานาจของคดีของศาลรัฐธรรมนูญได้ครับ ก็ขอรับหลักการ ของกฎหมายฉบับนี้ครับ