สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๑

ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ แสดงความขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีส่วนร่วมในกระบวนการยื่นร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ และนำเสนอรายละเอียด 6 ประเด็นของวาระนี้ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา และมีบทบังคับในการดำเนินการในกรณีที่ไม่เสร็จตามกำหนด นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการคัดค้านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ การเป็นพยาน บทบัญญัติเกี่ยวกับบทละเมิดอํานาจศาล พนักงานคดีรัฐธรรมนูญ และการปฏิบัติหน้าที่ของศาล โดยเรียกร้องการปฏิบัติตามหลักการในเชิงสากลและสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสม เพื่อให้พนักงานคดีรัฐธรรมนูญสามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเต็มที่

นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ

กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติที่เคารพ ทุกท่านครับ ผมไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่ ทางศาลรัฐธรรมนูญได้นําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ ก่อนอื่นในนามของ ศาลรัฐธรรมนูญต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้อภิปรายไป นะครับ ที่ผมโน้ตไว้ ๘ ท่าน ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านกุเทพ ใสกระจ่าง ท่านจตุพร พรหมพันธุ์ ท่าน พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน ท่านจุมพฏ บุญใหญ่ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ท่านทิวา เงินยวง ท่านนคร มาฉิม และท่านทศพล เพ็งส้ม ในประเด็นของท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายในวาระ ๑ ขั้นรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ เท่าที่ผม ประมวลประเด็นที่อยากจะกราบเรียนนําเสนอรวม ๖ ประเด็นด้วยกัน

ในประเด็นแรกก็มีความห่วงใยของท่านสมาชิกในเรื่องของระยะเวลา การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งทางศาลรัฐธรรมนูญ เปึนผู้เสนอนะครับ ในประเด็นของระยะเวลา ถ้าดูถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๐ ในวรรคห้า ที่ให้ตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ป้ นับแต่ วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๐ ใช้บังคับ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ครบ ๑ ป้ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ ในประเด็นนี้กราบเรียนท่านนะครับว่า สําหรับ สาระสําคัญในประเด็นนี้ที่เกี่ยวกับผู้มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ก็จะเปึนไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๙ ที่บัญญัติว่า ร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญจะเสนอได้ก็แต่โดย ๓ ทางด้วยกัน ทางแรกเปึนเรื่องของคณะรัฐมนตรี เปึนผู้เสนอ ทางที่ ๒ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจํานวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมกับ สมาชิกวุฒิสภามีจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ ทั้งสองสภา หรือหลักการใหม่ที่รัฐธรรมนูญกําหนด ก็คือทางศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา หรือองค์อิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งประธานศาลหรือประธานองค์กรนั้น ซึ่งเปึนผู้รักษาการ เปึนผู้เสนอ ทั้งนี้ในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญในฐานะที่เปึนส่วนหนึ่งซึ่งมีสิทธิเสนอ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๙ (๓) คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนที่จะ มีศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๕๐ นี้ คณะตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญตามที่มีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ก็ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึนเบื้องต้น แต่ด้วยเหตุที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญชุดนั้น เห็นว่าในสาระสําคัญจริง ๆ ควรจะเปึนเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันเปึนผู้เสนอ เมื่อดูเหตุผลในเรื่องนี้แล้ว ประเด็นก็คือว่า ในการเสนอของศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน ศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันได้รับพระบรม ราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เมื่อ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑ แล้วก่อนเข้ารับหน้าที่ก็ต้อง ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งได้ดําเนินการไปเข้าเฝัาถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๑ แล้วหลังจากนั้นไม่กี่วัน ท่านก็ประชุมกันทันทีหลังจากที่เข้าเฝัา ถวายสัตย์ ๑๑ มิถุนายน ๒๕ มิถุนายน ท่านก็ส่งมาที่สภาผู้แทนราษฎรแล้ว ตามที่ท่าน สมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายประกอบไปแล้วนะครับ ทีนี้ในกําหนดเวลาตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๐ วรรคห้า ที่ให้มีการตราร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ป้ นับแต่วันประกาศใช้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในความเห็นส่วนตัวเห็นว่าเรื่องนี้เปึนเพียงระยะเวลาเร่งรัดเท่านั้น ไม่ใช่ระยะเวลาบังคับที่หากไม่ดําเนินการให้แล้วเสร็จตามกําหนด จะต้องมีบทบังคับให้ ต้องดําเนินการอย่างไร หรือมีผลเปึนอย่างไร แต่อาจจะอยู่ที่ความเหมาะสม อีกทั้ง ในระหว่างที่กระบวนการตราร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญถ้ายังไม่แล้วเสร็จ ก็มีบทบัญญัติรองรับที่ศาลรัฐธรรมนูญยังคงใช้ ข้อกําหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทําคําวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งได้ตราขึ้นโดยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๐ เช่นกัน ก็มีผลใช้บังคับต่อไปก่อน เพื่อไม่ให้ การพิจารณาต้องล่าช้าหรือเสียหาย ผมเรียนในประเด็นนี้เพิ่มเติมว่าถ้าดูถึงบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๕ วรรคสอง มาตรา ๒๙๕ วรรคสอง ได้เขียนในทํานองว่า ในกรณีที่ สนช. พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับ ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งพรรคการเมือง แล้วก็คณะกรรมการการเลือกตั้ง ถ้าพิจารณาไม่เสร็จ ไม่เสร็จในที่นี้ก็คือ ๔๕ วัน นับแต่ได้รับ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง ๓ ฉบับจาก คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๔๕ วันไม่เสร็จ บทบังคับก็คือให้ประธาน สภานิติบัญญัตินําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญจัดทําขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายใน ๗ วัน เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โดยถือเสมือนว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญดังกล่าวแล้ว ตรงนี้ดูเสมือนเปึนเรื่องบังคับถ้าทําไม่เสร็จและรัฐธรรมนูญ ก็จะบอกต่อว่าให้ทําอย่างไรต่อไป ถ้าดูถึงรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ ที่ผมขออนุญาต กราบเรียนตรงนี้ว่าในบทเฉพาะกาล มาตรา ๓๒๓ ก็มีสภาพบังคับอยู่ ที่ให้ทางสภา ผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งพรรคการเมือง คณะกรรมการการเลือกตั้งโดยบังคับไว้ในมาตรา ๓๒๓ ที่บัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎร ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วัน วุฒิสภาต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน ๙๐ วัน ถ้าไม่เสร็จ รัฐธรรมนูญก็ได้บังคับว่าให้สมาชิกภาพของ ส.ส. หรือ ส.ว. สิ้นสุดลง อันนี้ ชัดเจนนะครับในเรื่องของสภาพบังคับ ถ้าดูเทียบเคียงอีกนิดเดียวรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เช่นกัน ในมาตรา ๓๒๐ ที่ให้เลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญภายใน ๔๕ วัน นับแต่วัน ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ใช้บังคับ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ ๔๕ วัน ก็จะประมาณวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ แต่ข้อเท็จจริงได้มีการโปรดเกล้าฯ ในเรื่องนี้ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๑ หลังจากเวลาที่กําหนดโดยรัฐธรรมนูญมานาน ตรงนี้ในความเห็น หรือทรรศนะส่วนตัวที่ผมอยากจะกราบเรียนว่าเปึนเรื่องที่รัฐธรรมนูญเขียนเปึนเรื่องเร่งรัด ว่าหน่วยงานไหนมีหน้าที่อย่างไร คงไม่ใช่ลักษณะบังคับเด็ดขาด ตรงนี้เปึนประเด็นแรก ที่อยากจะกราบเรียน

ในประเด็นต่อมาในเรื่องของการคัดค้านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมี สมาชิกหลายท่านได้อภิปรายในประเด็นของมาตรา ๑๐ ในร่างมาตรา ๑๐ ก็ได้เขียนไว้ ในหลายลักษณะด้วยกันว่าตุลาการอาจถูกคัดค้านได้ในเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็มีอยู่ ๕ อนุมาตรา ในเหตุคัดค้านตุลาการที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติแห่งนี้นะครับ เมื่อการคัดค้านตุลาการเปึนหลักการพื้นฐาน ประการหนึ่งในการอํานวยความยุติธรรม ซึ่งทุกศาลจะมีในสิ่งเหล่านี้ การอํานวย ความยุติธรรมที่เปึนหลักการพื้นฐานก็จะมีอยู่ ถ้าผมประมวลก็คงมีอยู่ ๕ ประการ

ประการแรก เปึนเรื่องหลักการพื้นฐานเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี โดยเป่ดเผย

ประการที่ ๒ การให้โอกาสคู่กรณีได้แสดงความเห็นของตนก่อนวินิจฉัย

ประการที่ ๓ การให้โอกาสคู่กรณีได้ตรวจดูเอกสารที่เกี่ยวกับตน

ประการที่ ๔ การให้เหตุผลประกอบคําวินิจฉัยหรือคําสั่งของศาล

แล้วก็จะมีประการที่ ๕ อีกครับซึ่งเปึนเรื่องสําคัญ เปึนเรื่องของการคัดค้าน ตุลาการได้นะครับ

ในประเด็นที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายในมาตรา ๑๐ ส่วนใหญ่ จะอภิปรายใน (๓) ใน (๓) ตรงจุดที่ว่าเคยถูกอ้างเปึนพยานโดยที่ได้รู้เห็นเหตุการณ์ เว้นแต่เคยมีส่วนร่วมในกระบวนการทางนิติบัญญัติหรือเคยแสดงความเห็นในฐานะเปึน ผู้เชี่ยวชาญ มีความรู้เปึนพิเศษในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวข้องกับคดีนั้น ผมเรียนที่ประชุม สภาแห่งนี้ว่าในความหมายที่ว่าเคยมีส่วนร่วมในกระบวนการทางนิติบัญญัติหมายถึง อะไร ตรงจุดนี้เท่าที่ดูในข้อกําหนดก่อนหน้านั้นต้องยอมรับว่าคํานี้มีมาตั้งแต่ข้อกําหนด ของศาลรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๑ ข้อกําหนดของศาลรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๖ และข้อกําหนดของศาลรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๙ ก็มีในเรื่องนี้อยู่ ทีนี้ในข้อกําหนดของ ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งได้อนุวัตตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๙ ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ทางคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในยุคนั้นได้ออกข้อกําหนดของ ศาลรัฐธรรมนูญ โดยมติเอกฉันท์ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเองทั้งสิ้น ก็มีในเรื่องนี้อยู่ ความหมายก็อาจจะเปึนในเรื่องของถ้ามีส่วนร่วมเปึนกรรมาธิการ เช่น ในฝ์าย นิติบัญญัติ ตรงจุดนี้ก็จะอยู่ในความหมาย ทีนี้คําถามก็คือว่าตรงจุดที่เหตุคัดค้านตุลาการ ในเรื่องนี้ถ้าตัดออกจะเสียหายหรือไม่อย่างไร ผมก็เรียนในประเด็นนี้ก็คงได้มีการอภิปราย ในชั้นของกรรมาธิการหลังจากที่สภาแห่งนี้ถ้ากรุณารับหลักการในเรื่องนี้ไปแล้ว ในจุดที่ อภิปรายในสมัยที่ออกข้อกําหนดในเรื่องเหล่านี้ ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์กระมล ทองธรรมชาติ ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สุจิต บุญบงการ รวมไปถึงท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์อมร รักษาสัตย์ ก็ได้ดู ข้อกําหนดในส่วนเหล่านี้ที่มีมา และเราก็ยังคงหลักการเดิมอยู่

ในจุดต่อมานะครับ ในประเด็นของบทละเมิดอํานาจศาล ในประเด็นของ บทละเมิดอํานาจศาลได้มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติอภิปรายทั้งในเชิงสงสัย ในเชิงที่มี ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ ในเชิงไม่เห็นด้วย ในเชิงสนับสนุน ตรงจุดนี้ผมเรียนความเปึนมา นิดเดียวว่า ในเรื่องความเปึนมาของบทละเมิดอํานาจศาล ถ้าเราไปดูศาลที่ใช้ อํานาจตุลาการในเชิงสากลก็จะพบบทละเมิดอํานาจศาลทั้งสิ้น เพราะเปึนองค์กรที่ใช้ อํานาจตุลาการ แต่ในเรื่องนี้ในความเปึนมา ถามว่าทําไมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ไม่มีบทละเมิดอํานาจศาล ในจุดบทละเมิดอํานาจศาล ความจริงคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ทําหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ก็มีแนวคิดที่จะมีบทละเมิดอํานาจศาล แต่ว่าในกลไกวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ในขณะนั้นก็คือตามรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ เปึนเรื่องที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ ศาลรัฐธรรมนูญออกข้อกําหนดเอง เมื่อออกข้อกําหนดเอง คณะตุลาการในชุดนั้นก็เห็นว่า ข้อกําหนดที่จะไปกระทบสิทธิเสรีภาพประชาชนในบางส่วนที่กระทําละเมิดก็อาจจะ มีปัญหา ก็ไม่ได้ออกโดยองค์กรที่ใช้อํานาจนิติบัญญัติ สภาพของข้อกําหนดที่ออกเอง แม้จะเปึนมติเอกฉันท์ก็อาจจะถูกโต้แย้งว่าทางศาลไม่ใช่นิติบัญญัติ ทําไมไปกําหนดโทษถึงขั้นจําคุกในลักษณะนั้น ความเปึนมาในสิ่งเหล่านี้นะครับ เมื่อมาถึงการใช้รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๐ ก็มีบทบัญญัติที่ทางศาลก็เห็นว่าตรงจุดนี้จะถึง เวลาสมควรที่จะต้องมีบทละเมิดอํานาจศาลหรือไม่ อย่างไร ในประเด็นที่มีการอภิปราย กันว่าบทละเมิดอํานาจศาล ถ้าดูแล้วเปึนหลักการพื้นฐานที่ประกันความมีอิสระของศาล ในการดํารงความยุติธรรม และเปึนการรักษาความสงบเรียบร้อยในกระบวนการยุติธรรม ของศาล การบัญญัติในเรื่องของการละเมิดอํานาจศาลนี้ เปึนหลักการในเชิงสากลคู่กับ องค์กรศาลที่ใช้อํานาจตุลาการ กราบเรียนด้วยความเคารพนะครับ ในเรื่องนี้เปึนการสร้าง บรรทัดฐานเพื่อให้การปฏิบัติตน โดยเฉพาะบุคคลต่าง ๆ ที่ปฏิบัติต่อศาล ซึ่งไม่ใช่คู่กรณี เท่านั้น ได้ให้ความเคารพในกระบวนการพิจารณาของศาล และเพื่อควบคุมความสงบ เรียบร้อยในระหว่างที่การดําเนินกระบวนพิจารณาของศาลได้ดําเนินไป ซึ่งต้องอํานวย ความยุติธรรมเปึนไปอย่างเรียบร้อยมีประสิทธิภาพอํานวยความยุติธรรมอย่างเต็มที่ ทีนี้ในศาลทุกศาลล้วนมีบทบัญญัตินี้ทั้งสิ้น และทางศาลเองก็มีอํานาจที่จะพิจารณา พิพากษาอรรถคดีเปึนไปตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย ด้วยความยุติธรรม แล้วก็ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ตรงนี้ก็ถือเปึนความจําเปึนอย่างหนึ่ง เพราะกระทําในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ดังเช่นศาลอื่น ศาลยุติธรรมก็มี บทละเมิดอํานาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ท่านสมาชิกได้ อภิปรายไว้แล้ว ศาลปกครองก็มี ทางศาลทหารก็มี ซึ่งการใช้อํานาจบังคับก็เพื่อให้ กระบวนการสามารถที่จะรักษาความยุติธรรมและผลประโยชน์ของมหาชนเปึนที่ตั้ง จุดที่ผมอยากจะนําเรียนว่าทําไมถึงรักษาประโยชน์ของมหาชน ไม่ใช่เปึนผลประโยชน์ของ ศาลโดยตรงนะครับ ไม่ใช่ว่าเพื่อปัองกันตนเอง ตรงจุดนี้ ก็เพื่อประโยชน์ที่จะให้การ ดําเนินกระบวนการยุติธรรมเปึนไปด้วยความเรียบร้อย การสั่งลงโทษฐานละเมิดอํานาจ ศาลจะต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ที่สมาชิกท่านก็อภิปรายสนับสนุนในจุดนี้ และก็เท่าที่ จําเปึนตามพิธีการแห่งคดีเท่านั้น คงไม่ใช้อํานาจตามอําเภอใจที่ศาลนึกจะใช้ก็ใช้ ในมาตรฐานตรงจุดนั้น มิฉะนั้นถ้าศาลใช้ไปตามอําเภอใจ ก็อาจจะเปึนการกระทบถึง สิทธิเสรีภาพของบุคคลเช่นกัน เพราะฉะนั้นในการใช้อํานาจในจุดนี้ผมเรียนว่าจะต้องอยู่ ในกรอบตามที่สภาแห่งนี้จะบัญญัติขึ้น นอกจากนั้นในมาตรา ๑๗ ขออนุญาตอ่าน นิดหนึ่งว่า ผู้ใดวิจารณ์การพิจารณาหรือการวินิจฉัยคดีของศาลโดยสุจริตด้วยวิธีการ ทางวิชาการผู้นั้นไม่มีความผิดฐานละเมิดอํานาจศาลหรือดูหมิ่นศาลหรือตุลาการ ตรงประเด็นนี้ ผมเรียนว่าการวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงนี้สามารถทําได้อยู่แล้วด้วยเหตุด้วยผล และทางศาลก็ยินดีที่จะรับฟังในสิ่งเหล่านี้เพราะถือว่าเปึนพัฒนาการอย่างหนึ่งในเชิงของ ศาลมหาชนที่ต้องฟังหลากหลาย และในคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเอง รวมถึง คําวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละท่านก็จะส่งไปประกาศราชกิจจานุเบกษา การส่งประกาศนั่นแหละเปึนการให้การศึกษา แล้วก็ให้ความจริงที่ปรากฏในความคิด ของตุลาการแต่ละท่านที่วินิจฉัยในเรื่องนั้น ๆ ไป แต่ในประเด็นที่ท่านเสนอตัดว่าจะเหลือ วิจารณ์โดยสุจริต พอนะครับ แล้วก็ตัด ทางวิชาการ ออกไปนะครับ หรือจะด้วยเหตุผลใด ก็แล้วแต่นะครับ ตรงจุดนั้นก็คงไปอภิปรายกันด้วยเหตุด้วยผลในขั้นกรรมาธิการ ผมอยากเทียบเคียงอีกนิดหนึ่ง ในสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ตามรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๐ ถ้าดูกลไก สภาพบังคับขององค์กรนิติบัญญัติเองก็มีบทบัญญัติในมาตรา ๑๓๕ วรรคสอง ที่มีสภาพ บังคับในอํานาจของกรรมาธิการที่จะเรียกเอกสารหรือเชิญบุคคลใดมาให้ข้อเท็จจริงหรือ แสดงความเห็นในที่ประชุม คําสั่งเรียกของกรรมาธิการ ซึ่งแต่เดิมไม่มีสภาพบังคับ ต่อไปนี้ก็จะมีสภาพบังคับเช่นกัน ถ้าเทียบเสมือนนะครับ ก็คือหมายทางนิติบัญญัติ นั่นเอง ตรงจุดนี้ เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้กระผมเรียนที่ประชุมแห่งนี้ด้วยความเคารพว่า ในความจําเปึนของการใช้อํานาจตุลาการควรจะมีบทละเมิดอํานาจศาล แต่มีอย่างไร หรือว่าสภาพบังคับเปึนอย่างไร ก็คงต้องให้รายละเอียดที่ชัดเจนในที่ประชุม

ในประเด็นต่อมาครับ ในเรื่องของพนักงานคดีที่บัญญัติไว้ในร่างมาตรา ๕ มาตรา ๕ บัญญัติว่า ให้มีพนักงานคดีรัฐธรรมนูญทําหน้าที่ช่วยเหลือในกระบวนการ พิจารณาของศาลตามที่มอบหมาย และวรรคสอง วิธีการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานคดี รัฐธรรมนูญให้เปึนไปตามข้อกําหนดของศาล จุดนี้ผมนําเรียนที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรติว่าเหตุผลในเรื่องนี้ที่บัญญัติในเรื่องนี้ขึ้นมาก็คือว่าในอํานาจหน้าที่ของ ศาลรัฐธรรมนูญที่มีท่านสมาชิกได้อภิปรายในเชิงของอํานาจที่จะให้ประชาชนเข้าถึงศาล ได้ง่ายขึ้น ซึ่งแต่เดิมไม่เคยมีอยู่เลย ในจุดที่จะให้ประชาชนได้เข้าถึงศาลในเรื่องของบุคคล ใดที่ถูกกระทบหรือถูกละเมิดในเรื่องของสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่วางกรอบไว้ มีบทบัญญัติที่ให้อํานาจศาลที่จะพิจารณาวินิจฉัยในกรณีที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และบุคคลนั้นที่ถูกกระทบสิทธิหรือกระทบเสรีภาพจะใช้สิทธิ ต่อศาลได้โดยตรง ตรงจุดนี้ก็บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๑๒ ซึ่งเราเรียกกันว่า ฟัองตรง ตรงจุด ฟัองตรงนี้การมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่บอกว่าองค์คณะไม่น้อยกว่า ๕ ก็มี องค์คณะเดียว ตรงจุดนี้ก็เห็นกันว่าการมีพนักงานคดีรัฐธรรมนูญคงจะช่วยแบ่งเบาภาระ โดยเฉพาะในการที่จะช่วยเหลือประชาชนในการเข้าถึงในกรณีที่บทบัญญัติแห่งกฎหมาย ไปกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยตรง พนักงานคดีนอกจากจะช่วยทางด้าน ประชาชนที่เข้ามาติดต่อแล้วก็จะมีลักษณะเช่นเดียวกับพนักงานคดีปกครอง พนักงาน คดีคุ้มครองผู้บริโภคอยู่ด้วย ตรงจุดประเด็นก็คือว่าพนักงานคดีมีคุณสมบัติ อย่างไร มีอํานาจหน้าที่อย่างไร อํานาจหน้าที่ผมกล่าวไปบางส่วน ตามที่ท่านตุลาการ จะมอบหมาย ส่วนในเรื่องของที่มา ที่มาก็จะเปึนข้าราชการของสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ นั่นเอง ซึ่งต้องมีพระราชบัญญัติสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญที่ให้อํานาจคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เปึนองค์กรกลางบริหารงานบุคคล อย่างเช่น ของสภาก็มี ก.ร. (คณะกรรมการ ข้าราชการฝ์ายรัฐสภา) อย่างนั้นเปึนต้น ก็จะกําหนดโครงสร้าง อัตรากําลัง ซึ่งจะเปึน ข้าราชการของสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ไม่มีบุคคลภายนอก แล้วขณะนี้ ทางข้าราชการสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ช่วยเหลือในสิ่งเหล่านี้ต่อท่านตุลาการก็จะ เปึนการพัฒนาบุคลากรขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ก็กราบเรียนท่านด้วยความเคารพครับ

ในประเด็นในเรื่องของอํานาจศาลที่มีท่านสมาชิกอภิปรายประเด็นเรื่อง ระยะเวลาที่กําหนดในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ประเด็นการใช้ดุลยพินิจของตุลาการ ประจําคดี รวมถึงการวินิจฉัยของศาลตุลาการที่เปึนองค์คณะที่เขียนไว้ว่าจะมีความหมาย อย่างไร ซึ่งเปึนรายละเอียดที่ผมเรียนว่าในประเด็นเหล่านี้ หากจะเปึนการไม่รวบกวนเวลาสภา ก็จะได้มีโอกาสชี้แจงในที่ประชุมคณะกรรมาธิการต่อไป กราบเรียนในชั้นนี้ ด้วยความเคารพ ขอบคุณครับ