สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๑

พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความอาญาของศาลรัฐธรรมนูญ และเสนอแนะการแก้ไขมาตรา ๑๐ ของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการไม่กำหนดข้อโต้แย้งในข้อความที่ ๓ และไม่นําการพิจารณาความแพ่งมาใช้ในศาลรัฐธรรมนูญ

พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน แบบสัดส่วน

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน จังหวัดร้อยเอ็ด ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญวิธีพิจารณาความอาญาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. .... มาให้สภา พิจารณานั้น กระผมได้พิจารณาในตัวร่างพระราชบัญญัติถึงความจําเปึนในการ ที่จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของ ศาลนั้น เห็นว่ามีความจําเปึนอย่างยิ่ง เพราะรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ ไม่ได้กําหนดที่ตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมา ไม่ได้กําหนดวิธีพิจารณาความไว้ ซึ่งออกเปึนระเบียบหรือข้อบังคับ ของศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาการดําเนินคดี ในรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ นั้น ถึงแม้ว่า เปึนระเบียบของศาลรัฐธรรมนูญ การพิจารณาคดีในศาลรัฐธรรมนูญก็เปึนไปด้วยความ เรียบร้อย และรู้สึกที่ผ่านมานั้นการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญในป้ที่ผ่านมาตลอด ของป้ ๒๕๔๐ รู้สึกว่าการดําเนินการของศาลรัฐธรรมนูญนั้นเปึนไปด้วยความเรียบร้อย ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องคําวินิจฉัยหรือคําพิจารณาคดี ได้ มีแสดงความคิดเห็น มีทางออก มีทางแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ เมื่อกี้นี้ท่านผู้อภิปราย ๒ ท่านที่ผ่านมานี้ เปึนห่วงเปึนใยในมาตรา ๑๐ ว่าด้วยเรื่องการที่จะยื่นคัดค้าน ศาลรัฐธรรมนูญหรือข้อโต้แย้งศาลรัฐธรรมนูญนั้น นั่นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ในมาตราที่ ๑๖ และ ๑๗ เรื่องการนําวิธีพิจารณาความแพ่ง มาใช้ในกระบวนการของการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการละเมิดอํานาจศาล ซึ่งเรื่องนี้ครั้งก่อนที่ผ่านมา ไม่ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้มาตรานี้ ไม่ได้นําความ พิจารณาความแพ่งมาใช้ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่การที่นํามาพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญนี้ ก็เปึนเหตุหนึ่งที่ต้องเสนอต่อท่านศาลรัฐธรรมนูญและผู้ที่เสนอ เข้ามา และเสนอต่อท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาในเรื่องนี้โดยรอบคอบ เพราะเราจะผ่านในเรื่องสําคัญเรื่องนี้หรือไม่

ในเรื่องที่ ๑ ที่ผมจะพิจารณา ที่อยากเสนอต่อท่านประธานผ่านไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญและผ่านไปยังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือมาตรา ๑๐ ตุลาการอาจจะ ถูกคัดค้านด้วยเหตุใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ หรือตั้งข้อรังเกียจศาลที่จะมานั่งพิจารณาคดี เราเคยชินกับการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรม ข้อโต้แย้งต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่นี้ ในประมวล วิธีพิจารณาความอาญาก็ตาม เขาก็ไม่ได้กําหนดไว้ แต่ศาลยุติธรรมที่ผ่านมา ท่านก็ กํากับข้อโต้แย้งต่าง ๆ และพิจารณาให้สามารถคัดค้านได้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งปรากฏในวิธี พิจารณาความแพ่งก็นําไปใช้ แต่สิ่งที่ท่านนํามาใช้ในขณะนี้ กําหนดไปในวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ผมเห็นว่าเหมาะสมดี แต่สิ่งที่ยังต้องฝากว่าให้สมาชิกได้ช่วย พิจารณาก็คือ ถูกอ้างเปึนพยานโดยรู้เห็นเหตุการณ์ เว้นแต่เคยมีส่วนร่วมในกระบวนการ ทางนิติบัญญัติหรือเคยแสดงความคิดเห็นในฐานะผู้เชี่ยวชาญหรือความรู้พิเศษในปัญหา ข้อกฎหมายหรือเกี่ยวข้องในคดีนั้น เรื่องนี้นะครับศาลอื่นไม่ได้เขียนไว้นะครับ แต่ศาลรัฐธรรมนูญนี้ และศาลสูงสุดนะครับ ไม่ว่าศาลยุติธรรมพิจารณาคดีแล้วมีข้อโต้แย้งรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าศาลปกครอง ไม่ว่า องค์กรอิสระทั้งหลาย องค์กรต่าง ๆ มีข้อโต้แย้งกัน ต้องการให้ท่านเปึนคนกลางแม้แต่ พิจารณาคดีพิจารณาความอาญาในศาลฎีกาก็ตาม กําหนดว่าให้ตุลาการนี้เปึนกลางครับ คนที่จะเข้ามาอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญต้องเปึนกลาง การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเปึน ปัญหาที่โต้แย้งระหว่างคนถ้าคนรู้สึกว่าไม่เปึนธรรมแล้วปัญหาบ้านเมืองมันจะขยายลงไป กระจายความขัดแย้งออกไปอย่างกว้างขวาง ฉะนั้นในข้อโต้แย้งตรงนี้ในข้อยกเว้น ไม่อยากจะให้ปรากฏไว้ใน (๓) มาตรา ๑๐ ตัดไปเสียครับ ให้ท่านมีวินิจฉัยของตัวท่านเอง ให้ท่านมีความรู้สึกว่าคู่ความสามารถที่จะโต้แย้งได้ว่าเขาไม่ได้รับความเปึนธรรมกับ ตัวเขา หรือองค์กรต่าง ๆ เขาสามารถที่จะโต้แย้งได้เปึนสิทธิที่น่าจะต้องพิจารณาครับ เรื่องนี้เปึนเรื่องสําคัญครับ เรื่องที่ ๒ ที่ผมพูดถึงเรื่องการนําพิจารณาความแพ่งมาใช้ ในศาลไม่เท่าไรหรอกครับแต่การวิพากษ์วิจารณ์ของศาลรัฐธรรมนูญหรือว่าศาลปกครอง ไม่ใช่ผ่านมาในป้ ๒๕๔๐ เราวิพากษ์วิจารณ์กันได้เต็มที่ไม่ว่าผู้สื่อข่าวก็ตาม สื่อมวลชน ก็ตาม ภาคประชาชนก็ตาม สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างความเต็มใจและ ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่เคยเอาไปใช้แล้วปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่เคยใช้ในกรณีไหนเลย แล้วท่านมาบัญญัติเข้าคราวนี้ไป ถ้าจะพิจารณากันรู้สึกว่าจะเปึนการป่ดปากทําให้ ประชาชนไม่สามารถที่จะแสดงข้อคิดเห็นอะไรได้ สิ่งที่น่าจะต้องพิจารณาก็คือว่า การนําเอาการพิจารณาความแพ่งมาใช้ตรงนี้เอามาใช้ผมว่าศาลรัฐธรรมนูญองค์กรต่าง ๆ เข้ามา บุคคลทางการเมืองท่านเปึนศาลทางการเมืองท่านต้องพิจารณาข้อคิดเห็นใช้ทาง รัฐศาสตร์แล้วไม่ปรากฏว่าองค์กรไหนที่จะไปก่อความเดือดร้อนวุ่นวายอะไร ภาคประชาชนต่าง ๆ ในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ทั้ง ๒ มาตรา คือมาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๗ ผมว่าไม่ควรจะนํามาใช้วิจัยปัญหาความในศาลรัฐธรรมนูญครับ น่าจะต้องตัดออก ประมวลกฎหมายอาญากําหนดไว้ชัดเจนแล้วครับว่าผู้กระทําผิดอาญาละเมิดต่อศาล ก็ตามอะไรก็ตามสามารถใช้ได้อยู่แล้ว อย่านํามาใช้โดยวิธีการตัดสินความโดยไม่เข้าสู่ กระบวนการพิจารณาเลยครับ เห็นว่าศาลตัดสินวิธีพิจารณาความแพ่งว่าละเมิดศาล ตัดสินว่าจะให้ดําเนินการอย่างโน้นอย่างนี้ มีโทษจําคุกบ้าง มีโทษให้แก้ข่าวหนังสือพิมพ์ อะไร อย่าให้ใช้อํานาจโดยไม่มีวิธีพิจารณาความเลยครับ ให้มีการสู้คดีอย่างโดยรอบคอบ นะครับ ผมขอฝากให้สมาชิกและฝากทางนี้ ถึงแม้ว่าพวกเราจะรับหลักการแต่เรื่องนี้ ควรพิจารณาควรจะตัดออกไป ผมขอเสนอเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ