จตุพร พรหมพันธุ์ หารือเรื่องการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ โดยวิพากษ์วิจารณ์ถ้อยคำของรัฐธรรมนูญที่ไม่เหมาะสม และเรียกร้องการแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการของสิทธิเสรีภาพของประชาชน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการถูกคัดค้านการรับฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีส่วนได้เสียในคดีนั้น และเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อให้แน่ใจว่าศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการอย่างยุติธรรมและเป็นกลาง
ท่านประธานที่เคารพ ผม จตุพร พรหมพันธุ์ แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน ขอกราบเรียนท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ผมได้อภิปรายในรายงานประจําป้ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทางท่านเลขาธิการ ท่านได้ให้ความกรุณาในการเข้ามาชี้แจง แต่ประเด็นร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. .... ฉบับนี้นั้นนะครับ ท่านประธาน ที่เคารพ เนื่องจากว่าศาลรัฐธรรมนูญเปึนองค์กรที่ต้องยึดหลักรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่า ในหนังสือที่ท่านทํามายังประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ ๒๕ มิถุนายน ป้ ๒๕๕๑ นั้น เหลือระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้นที่จะครบตามกําหนด วันที่ ๒๕ มิถุนายนนั้น อยู่ในช่วงการเป่ดสภาสมัยวิสามัญ ซึ่งมีวาระครบถ้วนจนล้น แล้วก็หลังจากนั้น ก็ป่ดสมัยประชุม แล้วก็เป่ดสมัยประชุมอีกครั้งก็คือวันที่ ๑ สิงหาคม นี่เปึนที่รับรู้ ในหนังสือที่ทางประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ทํามายังประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น ท่านระบุอย่างนี้ว่า ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๑๖ วรรคหก ได้บัญญัติให้วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญให้เปึนไปตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ และที่สําคัญก็คือ มาตรา ๓๐๐ วรรคห้า ได้บัญญัติให้ตราพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งป้ นับตั้งแต่ วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ประกาศ ลงในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญที่พิมพ์แจกจ่ายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ทุกคนก็คือว่า ได้ประกาศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ลงพระปรมาภิไธยวันที่ ๒๓ สิงหาคม และประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๒๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐ นั่นหมายความว่าจะต้องมีการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ ต้องให้แล้วเสร็จ ตราเปึนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๒๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ ผมถามว่าเทวดาที่ไหนจะไปพิจารณาให้แล้วเสร็จ วันนี้จะมีการพิจารณา ๓ วาระรวด ผมยังไม่แน่ใจเลยนะครับว่า สัปดาห์หน้าวุฒิสภา จะว่ากันต่อหรือไม่ แต่ถ้าจะมีการพิจารณาให้ครบถ้วนตามกระบวนความกันนั้น ในขั้นตอนของสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีการพิจารณาตั้งแต่วาระที่ ๑ เข้าวาระที่ ๒ จนกระทั่งพิจารณาวาระที่ ๓ ๑๒๐ วัน จะนํามาใช้ไม่ได้เลย วันนี้วันที่ ๑๔ เหลือเวลา ๑๐ วัน จะต้องพิจารณากันให้แล้วเสร็จ ๒ สภา แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะไม่มีบทบัญญัติ ลงโทษว่า ถ้าไม่สามารถตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ป้ ได้ตามกําหนดนั้น จะมีบทบัญญัติลงโทษกัน อย่างไร แต่ว่าเรื่องนี้มันสะท้อนอย่างชัดเจนว่าคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจากชุดที่แล้วมาเปึนชุดปัจจุบันก็ตาม ท่านอาจจะมีเหตุผลให้ ก็ตาม แต่ท่านต้องรับรู้ว่าท่านเปึนองค์กรสูงสุดในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะฉะนั้นท่านก็ควรที่จะเปึนแบบอย่าง โดยเฉพาะในเรื่องของรัฐธรรมนูญ ผมไม่แน่ใจ เลยว่า ถ้าสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาไปแล้ว ไม่สามารถทําให้แล้วเสร็จภายในกําหนด แล้วมีอ้ายบ้าที่ไหนไม่รู้ไปยื่นถอดถอน แล้วสุดท้ายจะมีอันเปึนไปกันทั้งสภาหรือเปล่า เรื่องเหล่านี้ที่เราพูดก็คือว่าวันนี้สภาผู้แทนราษฎร ขอกราบเรียนไปยังท่านประธานนะครับ ว่ารัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ ที่ให้โอกาสองค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระแต่ละวันของ การเป่ดสมัยประชุมสภา เราก็พิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ เนื้อหา ถ้อยคําในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนั้น เปึนการเลือกอาวุธสังหารนักการเมืองทั้งสิ้น นี่ถ้าเปึนการเปรียบเปรยว่า กฎหมายแต่ละฉบับจะต้องควบคุมนักการเมืองอย่างไร กันบ้าง หมายความว่านักการเมืองที่อยู่ในสภามีโอกาสอย่างเดียวก็คือว่า ชี้ว่าองค์กรนี้ สามารถใช้อาวุธนี้ในการสังหารนักการเมืองได้ ประหารชีวิตพรรคการเมืองได้ มีหน้าที่กัน อย่างนี้เท่านั้นเอง จะเห็นได้ชัดว่าไม่ว่าจะเปึนกฎหมายที่แต่ละฉบับโดยองค์กรอิสระ หรือหน่วยงานอื่นใดตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด เปึนกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการที่จะ บังคับใช้กับนักการเมืองทั้งสิ้น ผมจึงบอกว่าในฐานะที่เปึนนักการเมือง ผมเองไม่ได้ มีปัญหาที่จะต้องไปเคยขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ แต่ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่า ผมเองเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้บอกกับเพื่อนสมาชิกและกราบเรียนไปยัง ท่านตัวแทนจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่าในการพิจารณาร่างกฎหมายใด ๆ ก็ตาม ผมบอกเสมอว่าอย่าคิดในวันที่เราเปึนรัฐบาล ให้คิดในวันข้างหน้าที่เราเปึนพรรคฝ์ายค้าน อย่าคิดในวันที่เราจะได้ประโยชน์จากการพิจารณากฎหมายนี้ เพราะฉะนั้นให้คิดในวันที่ ทุกอย่างมันเปึนอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นกฎหมายที่จะออกมาในลักษณะใด ๆ ก็ตาม หมายความว่าไม่ว่าอยู่ในช่วงขณะใด ๆ ก็ตาม ความยุติธรรม ความเสมอภาคมันจะได้ ตราไว้ไม่มีส่วนได้เสีย หรือว่าเปึนคุณ เปึนโทษกับฝ์ายหนึ่งฝ์ายใดเปึนการโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นเมื่อทางท่านประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปึนองค์กรสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ได้ส่งร่างนี้มายังประธานสภาผู้แทนราษฎร และอย่างที่ผมบอกว่าส่งมาเพื่อให้ สภาผู้แทนราษฎรรับไปแล้ว แล้วไปทําผิดรัฐธรรมนูญ นี่เปึนเรื่องใหญ่เลยครับ ท่านประธานที่เคารพ เรากําลังจะทํา มีเวลา ๑๐ วัน ผมถามกับท่านประธานเลยครับว่า สัปดาห์หน้าแปลความว่าสภาผู้แทนราษฎรยกมือ ๓ วาระรวด ผมยังไม่แน่ใจว่าวุฒิสภา อย่างที่ผมได้เรียนกับท่านประธานว่าจะสามารถรับไม้กันได้ต่อไปหรือไม่ เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนเพื่อเปึนการบันทึกกับสภาในการเบื้องต้นว่า วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้ส่งเรื่อง มาให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อทําให้ผิดรัฐธรรมนูญในมาตรา ๓๐๐ วรรคห้า เพราะถึงอย่างไรจะไม่มีทางพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้แล้วเสร็จ ท่านประธานที่เคารพ ประเด็นต่อมาก็คือว่าเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้น ผมเองได้อภิปราย เมื่อวานนี้ แล้วขออนุญาตเพิ่มเติมว่าเมื่อวานนี้อภิปรายเปึนการแตกประเด็นเท่านั้นเอง มีหลายมาตราครับท่านประธาน แต่มาตราที่ผมจะหยิบยกมาอภิปรายก็คือว่า มาตรา ๑๐ ตุลาการอาจถูกคัดค้านได้ในเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(๑) มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องในคดีที่ขอให้วินิจฉัยหรือเคยพิจารณาวินิจฉัย ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีที่ขอวินิจฉัยนั้นมาก่อน เราจะเห็นได้ชัดว่าในอดีตที่ผ่านมานั้น แม้ว่าไม่มีใครร้องไปตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในต่างยุคต่างสมัยท่านได้แสดงการรู้ตัวเลย นะครับท่านก็ถอนตัวไม่เข้าไปทําหน้าที่
(๒) บอกอย่างนี้ว่าเปึนหรือเคยเปึนสามีหรือภรรยาหรือญาติของคู่กรณี ฝ์ายใดฝ์ายหนึ่ง คือบุพการีหรือผู้สืบสันดานไม่ว่าชั้นใด ๆ หรือพี่น้อง ลูกพี่ลูกน้อง นับได้เพียง ๓ ชั้น หรือเปึนญาติทางการสมรสนับได้เพียง ๒ ชั้น อันนี้เปึนเหตุผลของ การถูกคัดค้านได้
(๓) ที่ผมได้อภิปรายเมื่อวานนี้แล้วเปึนเหตุผลหนึ่งที่ผมบอกว่าเปึนการร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อคนที่เปึนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคน เคยถูก อ้างเปึนพยานโดยที่ได้รู้เห็นเหตุการณ์เว้นแต่เคยมีส่วนร่วมในกระบวน ทางนิติบัญญัติหรือเคยแสดงความเห็นในฐานะเปึนผู้เชี่ยวชาญมีความรู้เปึนพิเศษ ในปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีนั้น มาตรานี้เปึนส่วนที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่ามาตรา ๑๐ (๓) ได้กระทําเพื่อ นายจรัญ ภักดีธนากุล ในฐานะ ที่เปึนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาก่อน ในฐานะที่เปึนรองประธานคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญมาก่อน เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้น เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเปึนองค์กรที่ต้องตีความรัฐธรรมนูญเปึนส่วนใหญ่หรือวินิจฉัยสิ่งใดขัด ตามรัฐธรรมนูญบ้าง นายจรัญ ภักดีธนากุล ในฐานะที่เปึนตุลาการรัฐธรรมนูญมีส่วน เกี่ยวข้องในการพิจารณารัฐธรรมนูญในทุกขั้นตอน ผมกราบเรียนไปยังท่านประธานผ่าน ไปยังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่าผมได้อภิปรายในสภานี้หลายครั้งว่า นายจรัญ ภักดีธนากุล ได้เคยไปบรรยายในที่ต่างกรรมต่างวาระบอกว่า ในขณะที่ตัวเองเปึนประธาน คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ นั้นได้รับโจทย์มาท่านไม่ได้บอกว่ารับโจทย์ จาก คมช. หรอกครับ แต่ท่านบอกว่าท่านได้รับโจทย์มาว่าให้ร่างรัฐธรรมนูญภายใต้ สมมุติฐานว่านักการเมืองเปึนคนชั่วร้าย ส.ส. รัฐมนตรีเปึนคนเลว เปึนคนที่ใช้ไม่ได้ ท่านจึง บอกว่าจึงร่างรัฐธรรมนูญภายใต้โจทย์นี้ จึงร่างยากกันพอสมควร และท่านก็ ร่างรัฐธรรมนูญภายใต้โจทย์บนสมมุติฐานว่านักการเมืองเปึนคนชั่วร้าย ท่านร่าง รัฐธรรมนูญเสร็จตําแหน่งเดิมท่านเปึนปลัดกระทรวงยุติธรรม แต่ปรากฏว่าเมื่อ รัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ ประกาศใช้ท่านก็มาสมัครเปึนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปนั่งอยู่ใน ศาลรัฐธรรมนูญแล้วมาวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญที่ท่านมีความอคติ มาตั้งแต่ต้น ผมบอกว่านักการเมืองอย่างพวกเรานี่นะครับไม่ใช่ว่าเปึนคนกลัวผิด แต่ผม บอกกับท่านประธานเลยว่าเราจะพิจารณาสิ่งใด ๆ ก็ตามเราจะเลือกคนที่มีความอคติ มาตั้งแต่ต้นมาพิจารณาสิ่งที่เปึนคดีที่มีความชอบธรรมนั้นไม่ได้ เพราะตัวเองตั้งแต่เริ่ม การร่างรัฐธรรมนูญก็ร่างโดยสมมุติฐานโดยการสารภาพของตัวเองว่าร่างรัฐธรรมนูญ บนสมมุติฐานของนักการเมืองเปึนคนเลว เปึนคนชั่วร้าย วันนี้คดีของท่านเกือบส่วนใหญ่ แล้วครับที่เขาไปอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญล้วนแต่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น เมื่อคนที่เปึนตุลาการรัฐธรรมนูญร่างรัฐธรรมนูญมากับมือบนความอคติ ความชิงชัง นักการเมือง ผมถามท่านประธานไปยังตุลาการรัฐธรรมนูญว่าเมื่อท่านร่างว่ามาคุ้มกันใน มาตรา ๑๐ (๓) ให้คัดค้านในประเด็นนี้ไม่ได้นี่นะครับ นั่นหมายความว่าคนที่เปึน นักการเมืองที่นั่งอยู่ในสภานี่นะครับ ผมไม่เรียกร้องสมาชิกสภาทั้งหมดหรอกครับ แต่ผมเรียกร้องกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มีความรู้สึกรู้สาในทางการเมืองกันว่าถ้าเปึนอย่างนี้สภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ต้องผ่าน กฎหมายฉบับนี้เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญกระทําการอะไรก็ได้อย่างนั้นหรือ ที่ผมพูดวันนี้ ก็คือว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันต้องใช้กับคนทุกคน และวันข้างหน้ากันอีกยาวไกล เพราะฉะนั้นเมื่อกรณีนี้มันเปึนกรณีตัวอย่าง เมื่อมีการ เสนอร่าง แม้ว่าท่านได้ไปให้เหตุผลกันว่ามาตรา ๑๐ (๓) นั้น ได้มีการเขียนกันไว้ก่อนที่จะ มีการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ แต่ท่านลืมไปว่าเวลาที่ท่านให้เหตุผลต่อการยื่น ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ด้วยความล่าช้า ท่านบอกว่าเปึนเพราะรอตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ เห็นไหมครับว่าท่านให้การทั้ง ๒ เรื่องนี้ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง ผม บอกว่าผมไม่ได้มีอคติอะไรกับศาลรัฐธรรมนูญ แต่ทว่าถ้าต้องการให้สภาชุดนี้เปึนสภา ตรายางที่จะออกกฎหมายเหยียบย่ําอะไรกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือนักการเมืองได้ นั้น ผมเปึนคนหนึ่งที่มีสติที่ไม่สามารถที่จะยกมือให้ผ่านกฎหมายฉบับนี้ได้ แต่เมื่อวิป รัฐบาลก็บอกว่าให้ผ่านไปก่อนมาตราไหน ๆ ให้ไปแก้ไขในขั้นตอนของวาระที่ ๒ นี่ก็ว่ากัน ไปอย่างไม่มีปัญหาอะไร แต่ผมบอกไปยังท่านประธานว่าการร่างกฎหมายในการเอื้อ ให้กับพวกเดียวกัน ขณะตรวจสอบบุคคลอื่นด้วยความเข้มข้น แล้วปล่อยปละละเลย กับพวกเดียวกันนั้น มันไม่ยุติธรรมในการร่างกฎหมายครับท่านประธาน (๔) เปึนผู้แทน โดยชอบธรรมของคู่กรณีฝ์ายใดฝ์ายหนึ่งมาก่อน เรื่องเหล่านี้ก็ตีความกันได้มากมาย (๕) มีคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาที่ตุลาการนั้นเอง สามี ภรรยา หรือญาติสืบสายโลหิต ขึ้นลง ขึ้นไป ลงมา ของตุลาการชั้นหนึ่งอะไรนี่ ผมไม่ติดใจครับท่านประธานที่เคารพ มาตรา ๑๑ ครับท่านประธาน บอกว่าเมื่อมีเหตุที่จะคัดค้านอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามมาตรา ๑๐ เกิดขึ้นแก่ตุลาการคนใด ตุลาการคนนั้นจะแถลงต่อศาลแสดงเหตุที่ตน ถูกคัดค้านแล้วขอถอนตัวออกจากการพิจารณาคดีนั้นก็ได้ ผมเชื่อว่าถ้าตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญเหมือนในอดีตที่ผมได้เห็น ท่านเองเปึนคนแสดงความรับผิดชอบ แสดง สป่ริต (Spirit) โดยที่ไม่มีใครร้องไปเลย ท่านบอกว่าท่านจะไปพิจารณาเรื่องนี้ไม่ได้ เรื่องนี้ เปึนที่ประจักษ์กับสังคมมากมาย แต่ถ้าในกรณีเดียวกันที่มีข้อสงสัยเรื่องรัฐธรรมนูญ ผมไม่แน่ใจว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ผมได้เอ่ยชื่อมานั้นจะได้แสดงสป่ริตเหมือนอย่าง ที่ว่าหรือเปล่า ถ้ามาตรา ๑๐ (๓) ได้เป่ดเอาไว้ สมมุติว่าเปึนคนที่มีสป่ริต ผมบอกได้เลย ว่าแทบทุกคดีท่านพิจารณาไม่ได้เลย ถ้าทุกคดีท่านพิจารณาไม่ได้เลยถ้าไม่มีมาตรา ๑๐ (๓) เพราะฉะนั้นผมจึงบอกกับท่านประธานว่ามาตรานี้ถึงอย่างไรก็จะต้องให้มีการแก้ไข เพราะว่าคนที่มีส่วนได้เสีย คนที่จะต้องได้รับคําพิพากษา อย่างที่ผมบอกว่าอย่างน้อย ที่สุดในการวินิจฉัยในการจะตัดสิน อย่างน้อยคนที่เขาเปึนผู้ต้องหา เขาสามารถสบตา อย่างชื่นชมกับองค์คณะหรือคนที่ตัดสินชะตาชีวิตของเขาได้ แต่ทว่าถ้าคนที่ถูกตัดสิน มีความรู้สึกว่าการตัดสินนั้นได้ตัดสินบนแนวทางที่มีความอคติไม่ให้ความยุติธรรม ระหว่างองค์คณะผู้ตัดสินกับผู้ถูกตัดสิน มันเปึนแผลอยู่ในใจ เปึนกรรมในใจ ผมบอกว่า คนที่ผิดอย่างไรก็ผิดวันยันค่ํา ถ้าเขาได้รับกระบวนความยุติธรรมอย่างยุติธรรม เพราะฉะนั้นมาตรา ๑๐ (๓) นี่นะครับ เรื่องนี้ผมว่ากันตรง ๆ เลยว่าเพียงแค่เอื้อกับ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพียงแค่ ๑ คน คือ นายจรัญ ภักดีธนากุล มาตรา ๑๖ ครับ ท่านประธาน ผมขออนุญาตตอบประเด็นที่ทางท่าน ร้อยโท ดอกเตอร์กุเทพ ได้อภิปราย กันก็คือว่าเรื่องการละเมิดอํานาจศาล ในชีวิตของผมเองนะครับท่านประธาน ไม่ว่าจะเปึน ศาลปกติหรือศาลอะไรไม่เคยถูกต้องคดี เรื่องการละเมิดอํานาจศาล และการที่พูดทักท้วง ในมาตรา ๑๖ นั้น ไม่ได้กลัวว่าตัวเองจะต้องไปวิพากษ์วิจารณ์ศาลแล้วจะต้องถูกข้อหา ละเมิด แต่ท่านประธานต้องยอมรับกับผมเหมือนกันว่า ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเปึนศาลที่เกี่ยวข้อง กับทางการเมืองย่อมจะวิพากษ์วิจารณ์ได้ ศาลปกครองเปึนศาลหนึ่งที่คนแตะไม่ได้ ไปศาลหนึ่งแล้ว จะโดยการออกระเบียบอะไรก็แล้วแต่เถอะครับ วันหนึ่งถ้าส่งวิธีพิจารณา ทางการปกครองก็จะต้องมีการพูดเรื่องนี้ แต่จะโดยการออกบังคับใด ๆ เรื่องการห้าม วิพากษ์วิจารณ์ แปลความกันว่าเมื่อตัดสินกันไปแล้วจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ผมบอกว่าถ้าอยู่ในศาลยุติธรรม อยู่ในศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ในศาลยุติธรรมในคดีอาญา คดีแพ่ง ปกติ ผมเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยกับใครที่จะไปละเมิด หรือจะไปวิพากษ์วิจารณ์ผลทางคดี แต่คดีในศาลรัฐธรรมนูญครับท่านประธานที่เคารพ เปึนคดีที่เกี่ยวข้องกับทางการเมืองที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป ๒ ทางกันอย่างสิ้นเชิง เขาจึงไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย มาตรา ๑๙๐ มองเห็นแตกต่างกัน เขาก็ส่งให้ท่าน ไปวินิจฉัย ท่านวินิจฉัยเสร็จมาแล้ว นักวิชาการอย่างธรรมศาสตร์หรือคนในซีก พรรคการเมือง บางคนก็บอกว่า แม้กระทั่งผมเองก็เห็นด้วยว่า ท่านไปเติมคําว่า อาจจะ ลงไปในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ แต่ว่าไม่เปึนผลเรื่องคําวินิจฉัย คําวินิจฉัยของท่านก็ถือว่าเปึนอันยุติ แต่การวิพากษ์วิจารณ์นั้นท่านต้องให้โอกาส คนในสังคมเขาวิพากษ์วิจารณ์ได้ นักการเมืองย่อมมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินของ ศาลรัฐธรรมนูญได้ ประชาชนมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญได้ ท่านจะมาระบุได้ อย่างไรครับว่า ตามมาตรา ๑๗ ที่ว่า ผู้ใดวิจารณ์หรือการพิจารณาหรือการวินิจฉัยของ ศาลโดยสุจริตด้วยวิธีการทางวิชาการ ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานละเมิดอํานาจศาลหรือดูหมิ่น ศาลหรือตุลาการ ประชาชนตาสีตาสาที่เขามีความรู้สึก ถ้าเขาไปแสดงความคิดเห็นนี้ ประชาชนที่ไหนเขาจะไปแสดงความคิดเห็นทางวิชาการได้ล่ะครับท่านประธาน ผมจึงบอกว่า
๑. ก็คือว่า คําวินิจฉัยนั้นมันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ นี่ทุกคนรับรู้กัน แต่ในถ้อยคําของคําวินิจฉัยนั้น ถ้ามีการวิพากษ์วิจารณ์กันบนสาธารณะ อย่างตรงไปตรงมา ถ้ามีถ้อยคําที่ไปหมิ่นประมาท ท่านก็สามารถแจ้งความดําเนินคดี ข้อหาหมิ่นประมาทได้ตามปกติกันอยู่แล้ว แต่การวิพากษ์วิจารณ์ในเนื้อหาการวินิจฉัย ซึ่งเปึนข้อสงสัยนั้นมันเหมือนกับการไปมัดปากนักการเมืองและพี่น้องประชาชน อีกครั้งหนึ่ง ขอกราบเรียนต่อท่านประธานนะครับว่า การตัดสินแต่ละคดีอย่างที่ผมบอกว่า ถ้าวันนี้สภาผู้แทนราษฎรยอมให้ท่านผ่านกฎหมายและบอกว่าต่อไปนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปึนศาลเดียวทางการเมืองเวลานี้นะครับ ศาลปกครองแตะต้องไม่ได้แล้วนะครับ ใครแตะต้องหมิ่น ละเมิด อํานาจศาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภานี้มีบทเรียน เอ่ยชื่อนี้ ก็ขนลุกแล้ว แต่เพราะอะไรครับ ทั้งที่ศาลปกครองเองก็มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางการเมือง มากมาย ผมบอกว่าวันนี้สภาผู้แทนราษฎรของเรา มันต้องตั้งกันอยู่ในสติเหมือนกันว่า ผมเปรียบเปรยกันว่า เหมือนพวกเราเองนั่งสนทนากันในห้องกาแฟบอกว่า เหมือนไก่ ในเล้า ในเล้าดังกล่าวมีอยู่ ๔๘๐ บังเอิญว่าฝ์ายชอบฆ่าไก่เขาชอบเลือกฆ่าไก่ ทางฟากนี้ก่อน แต่ไก่ก็ย่อมเปึนไก่วันยังค่ํา สุดท้ายมันก็เหลือแต่เล้า ผมจึงบอกว่า วันนี้ครับท่านประธานที่เคารพ เนื้อหาสาระของกฎหมายฉบับนี้นั้น การที่จะไปตัดสิ่งที่ วิพากษ์วิจารณ์แล้วมีบทลงโทษนะครับ เช่น ตักเตือน หรือแม้แต่กระทั่งถึงโทษจําคุก ไม่เกิน ๑ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งปรับทั้งจํา ดูเสมือนโทษน้อย แต่ทั้งหมดนั้นเปึนการปัองกันตัวเองจากการพิจารณาของท่าน รูปแบบการพิจารณา อย่างที่ท่านได้แถลงทุกครั้งว่าแต่ละท่านมีคําวินิจฉัยเปึนการเฉพาะ เพราะฉะนั้นในแต่ละ บุคคลที่เปึนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อประชาชนได้ไปอ่านคําวินิจฉัย เขาย่อมที่จะ แสดงความคิดเห็นได้ แต่อย่างที่ผมบอกว่า ถ้าไปขีดเส้นความเปึนวิชาการกันนั้น ตาสีตาสาเขาจะเอื้อมมือมาไม่ถึงท่านเลย เพราะฉะนั้นกฎหมายมันควรที่จะบังคับกับ คนทุกคนไม่มีใครเปึนนักนิติศาสตร์ ไม่มีใครเปึนอาจารย์ทางกฎหมายกันเต็มประเทศ หมายความว่าการตัดสินของ ท่าน ชาวนา เกษตรกร ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์เหมือนกับนักวิชาการ ในมหาวิทยาลัย เหมือนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ ส.ว. บนพื้นฐานของความ เสมอภาค เพราะฉะนั้นมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ ผมไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพ โดยเนื้อหาสาระทั้งหมด ผมเองยังเห็น ว่ามีอีกหลายมาตรา แต่ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกแต่ละคนจะได้ช่วยอธิบายความกัน แต่นี่เปึนสภาผู้แทนราษฎร มีความคิด ๒ ทางอย่างชัดเจนมีฝ์ายค้าน มีรัฐบาล แน่นอน ที่สุดความคิดเห็นบางเรื่องอาจจะเห็นเหมือนกัน เรื่องโดยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ไม่เหมือนกัน นี่เปึนปกติ แต่ว่าเราในฐานะที่เปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อย่างผม ผมพูดเสมอครับ ท่านประธานว่า สภาผู้แทนราษฎรจะอยู่วันไหนไม่สําคัญ ไม่ติดยึด ไปวันไหนก็ไปวันนั้น ไม่มีปัญหาอะไรเลย ก่อนมาก็เปึนคนปกติ วันนี้ลงไปก็กลายเปึน คนปกติ ไม่เคยคิดเลยว่าการเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมันจะต้องไปกลัวในสิ่งที่ จะต้องพูดความจริงอะไรกัน แต่สิ่งที่ผมจะได้อธิบายท่านประธานไปยังตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญก็คือว่าวันนี้สิ่งที่จะดํารงอยู่หรือแก้ความแตกแยกในชาติบ้านเมืองได้ ผมก็อยู่ในฝ์ายแตกแยกอันหนึ่ง นี่ยอมรับตรง ๆ ครับท่านประธาน แต่วันนี้แต่ละฝ์าย ในบ้านในเมืองไม่มีใครฟังใครกันเลย เพราะฉะนั้นเขาจึงต้องการองค์กรที่มีความสุจริต และเที่ยงธรรม มีความยุติธรรมที่จะมาแก้ไขปัญหาเมื่อเวลาที่ในสังคมที่ไร้ทางออก และองค์กร ๆ นั้นสามารถที่จะมาตัดสินโดยความที่ไม่มีใครเคลือบแคลงสงสัยกันได้ เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนกับท่านประธานนะครับว่าการส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมเชื่อว่าท่านไม่จงใจส่งเรื่องให้สภาผู้แทนราษฎรทําผิดรัฐธรรมนูญ บังเอิญว่าคนที่อยู่ สภาผู้แทนราษฎร พูดตรง ๆ นะท่านประธาน มีชีวิตที่อาจจะดีกว่ารัฐบาล รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศนะครับ จะเจรจาความเมืองกับป้หนึ่ง ๕ ประเทศ ไม่รู้ได้ หรือเปล่า ท่านประธานลองไปเป่ดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ถ้า ๑ เรื่องเข้าข่าย ตามวรรคสอง ให้ไปดูวรรคสามทันทีเลยว่าจะต้องไปรับฟังความคิดเห็นก่อน หลังจากนั้น จะต้องมาขอกรอบการเจรจาต่อสภา สภาให้กรอบไปเจรจา เจรจาเสร็จจะลงสัญญา ต้องมาเข้าวรรคสอง สภาต้องอนุมัติภายใน ๖๐ วัน เข้าวรรคสองเสร็จ ไปเซ็นสัญญา เสร็จแล้วก็มาเข้าวรรคสี่ บอกเลยว่าจะต้องมาเป่ดเผยในที่สาธารณะแล้วก็ดูแลสิ่งที่ได้รับ ผลกระทบ แค่ขั้นตอนแรกเป่ดตามวรรคสาม กรอบการเจรจาต่างชาติรู้หมดแล้ว ท่านลองดูสิครับ ๑ เรื่องเจรจาความใน ๑ ป้ ๕ ประเทศก็ไม่ได้ จะมีเรื่องทุกเรื่องถ้าไม่มี การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านก็วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญนะครับ เรื่องจะไปถึงท่านอีกมากมาย เพราะฉะนั้นผมก็อยากฟังเหตุผล เพราะการให้เหตุผลที่แตกต่างกัน ในเรื่องที่ส่งเรื่อง ล่าช้าท่านก็บอกว่ารอตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่ พอมาตรา ๑๐ (๓) ท่านก็บอกว่า ทําก่อนได้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพ ผมจะสรุป อย่างนี้เลยก็คือว่าวันนี้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญซึ่งเปึนกฎหมายเฉพาะที่รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ก็ว่าได้ที่เป่ดช่องให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระเสนอขึ้นมาเอง กลายเปึนอํานาจที่ ๔ ในสังคมไทยแล้ว เดิมอํานาจอธิปไตย นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ครูบาอาจารย์บางคนที่มีความเปึนนักวิชาการบอกเลยว่าสังคมไทยจะสงบได้เลยวันนี้ นิติบัญญัติทําหน้าที่นิติบัญญัติ บริหารทําหน้าที่บริหาร ตุลาการทําหน้าที่ตุลาการ แต่อํานาจที่ ๔ เปึนอํานาจที่น่ากลัวนอกจากอํานาจอธิปไตยทั้ง ๓ เพราะฉะนั้นเมื่อวันนี้ สภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่จะต้องพิจารณากฎหมายฉบับนี้ เมื่อมติวิปบอกผมว่า โดยส่วนตัวผมเห็นว่ากฎหมายนี้มีข้อบกพร่อง เมื่อวิปบอกว่าให้เห็นว่าให้ผ่านกันไปก่อน ผมก็ไม่ขัดข้อง เพียงแต่ว่าหลายมาตราต้องแก้ไข เพราะว่าตุลาการรัฐธรรมนูญหรือ ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาคดีบนความเคลือบแคลงสงสัยของพี่น้องประชาชนไม่ได้ เพราะท่านเปึนที่พึ่งของประชาชน ขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน