ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ หารือเรื่องสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ โดยรายงานผลการปฏิบัติงานในปี 2550 และขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ให้ข้อเสนอแนะและข้อสังเกต นอกจากนี้ยังหารือเรื่องหลักการในการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญและอธิบายถึงความแตกต่างของหลักการในการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 และยังหารือเรื่องอํานาจถ่วงดุลของทั้ง 3 อํานาจของรัฐ และบทบาทของศาลในการตรวจสอบร่างกฎหมายก่อนใช้บังคับ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องมาตรฐานการวินิจฉัยคดีของศาล โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของหลักการยุติธรรมและความเคารพต่อพระมหากษัตริย์ และเสนอแนะว่ากระบวนการตราร่างกฎหมายที่ผ่านรัฐสภานี้ต้องแยกแยะระหว่างร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้เป็น 2 ลักษณะ และเสนอแนะว่าควรตรวจสอบความชอบด้วยก่อนที่จะประกาศใช้เป็นกฎหมาย
กราบเรียนท่านประธานสภา และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ ในฐานะเลขาธิการสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ ในวันนี้ ทางสภาผู้แทนราษฎรได้เป่ดโอกาสให้ทางสํานักงานได้มารายงานประจําป้ของ ศาลรัฐธรรมนูญ และสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก่อนอื่นต้องขอกราบ ขอบพระคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งที่ได้มีการอภิปรายแนะนํา ให้ข้อเสนอแนะ รวมถึงข้อสังเกตที่จะเปึนประโยชน์ ต่อไปนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านสมาชิกนะครับ ท่านณัฐวุฒิ ท่านทศพล ท่านนคร ท่านจตุพร ท่านนิพิฏฐ์ ท่านนายแพทย์ประสิทธิ์ ที่ได้กรุณาอภิปรายแสดงความคิดเห็น พร้อมทั้งให้ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะที่เปึนประโยชน์นะครับ ในประเด็นเท่าที่ผมรับฟังและ รวบรวมนะครับ จะขอแยกใช้เวลาสภาแห่งนี้สักเล็กน้อยนะครับ โดยจะขออนุญาตตอบ เปึนประเด็นในภาพรวมสัก ๖ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นแรกนะครับ ที่ท่านหรือหลายท่านได้อภิปรายในเรื่องของ หลักวิธีพิจารณาของศาล ตรงจุดนั้นผมเรียนเปึนประการแรกนะครับ ว่าหลักประกัน ขั้นพื้นฐาน ในวิธีพิจารณาความของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งบรรจุอยู่ในระเบียบวาระต่อจากนี้ไปนะครับ เข้าใจว่าจะเข้าในวันพรุ่งนี้ ตรงจุดหลักวิธี พิจารณาขั้นพื้นฐานที่ผมอยากจะกราบเรียนสภาแห่งนี้ด้วยความเคารพนะครับ จะต้อง ประกอบไปด้วยการพิจารณาคดีโดยเป่ดเผย
ประการที่ ๒ การให้โอกาสคู่กรณีได้แสดงความเห็นของตนก่อน การวินิจฉัยคดี
ประการที่ ๓ เพื่อให้โอกาสคู่กรณีได้ตรวจดูเอกสารที่เกี่ยวกับตน
และประการสุดท้าย การให้เหตุผลประกอบคําวินิจฉัยหรือคําสั่งของ ศาลรัฐธรรมนูญ
ในวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมานะครับ ต้องเรียนว่าถ้าดูถึง รัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ ก็มีบทบัญญัติในเรื่องของวิธีพิจารณาความของศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวคือในรัฐธรรมนูญได้วางหลักการไว้นะครับ ว่าวิธีพิจารณาของศาลให้เปึนไปตาม ข้อกําหนดของศาลรัฐธรรมนูญ โดยศาลรัฐธรรมนูญมติเอกฉันท์ ออกข้อกําหนดเอง แต่ใน รัฐธรรมนูญฉบับ ป้ ๒๕๕๐ ได้เปลี่ยนหลักการในจุดนี้ออกไปเปึนว่า ในมาตรา ๒๑๖ ก็ได้ บัญญัติให้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ขึ้นโดยเฉพาะ ซึ่งก็ต้องผ่านฝ์ายนิติบัญญัตินั่นเอง แต่ในบทเฉพาะกาลมาตรา ๓๐๐ ในระหว่างที่ยังไม่มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาล รัฐธรรมนูญ ก็ให้ศาลออกข้อกําหนดว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทําคําวินิจฉัยได้ ซึ่งขณะนี้ ก็ได้ใช้บังคับอยู่นะครับ ตรงนั้นเปึนประเด็นที่มาในเรื่องของหลักวิธีพิจารณาในเรื่อง ของจําเปึนต้องมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญขึ้น
ประเด็นที่ ๒ มีท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายในเรื่องของอํานาจถ่วงดุล ของทั้ง ๓ อํานาจ ในประเด็นนี้นะครับผมเรียนด้วยความรู้สึกเห็นด้วยกับท่าน ก็คืออํานาจ ทั้ง ๓ อํานาจนี้จะต้องทําหน้าที่ตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกฎหมายกําหนดและถ่วงดุลซึ่งกัน และกันไม่ก้าวล่วงซึ่งกันและกัน ตรงจุดนั้นผมเรียนด้วยความเคารพนะครับ ว่าทางศาล เองถึงแม้จะใช้อํานาจตุลาการ แต่ก็ให้ความเคารพกับฝ์ายบริหารหรือฝ์ายนิติบัญญัติมา โดยตลอดครับ เรามีอํานาจตามที่รัฐธรรมนูญให้ในการที่จะตรวจสอบร่างกฎหมายก่อนใช้ บังคับ ตรวจสอบกฎหมายที่ใช้บังคับแล้ว การตรวจสอบร่างกฎหมายก่อนใช้บังคับนี้ ทางศาลก็จะพิจารณาเปึนพิเศษก็คือใช้อํานาจตุลาการเท่าที่กรอบรัฐธรรมนูญให้ไม่ได้คิด เปึนฝ์ายนิติบัญญัติเสียเองที่จะไปบัญญัติกฎหมายเสียเองในจุดนั้นนะครับ
ในประเด็นต่อมาครับ ในเรื่องของบทละเมิดอํานาจศาลนี้ต้องยอมรับครับ ว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องใหม่ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งแต่เดิมนั้นรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ที่ผม นําเรียนท่านสมาชิกด้วยความเคารพไปนะครับว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ให้ทางศาล ออกเปึนข้อกําหนดเท่านั้นเอง ทีนี้ก็มีปัญหาว่าข้อกําหนดที่ศาลออกเองจะบัญญัติโทษ หรือสภาพบังคับในการละเมิดอํานาจศาลได้หรือไม่ เพียงใด ตรงจุดนั้นก็คงไม่เหมาะ นะครับ เพราะออกข้อกําหนดเองที่จะทําในเรื่องของสภาพบังคับในการละเมิดอํานาจศาล แต่ถ้าดูถึงในเรื่องบทบัญญัติว่าด้วยการละเมิดอํานาจศาล ซึ่งเปึนหลักการพื้นฐาน ที่ประกันความเปึนหรือความมีอิสระของศาลเปึนที่ตั้งในการดํารงความยุติธรรมและ เปึนการรักษาความสงบเรียบร้อยในกระบวนการยุติธรรมของศาล การบัญญัติเรื่อง การละเมิดอํานาจศาลนี้นะครับ ผมเรียนว่ามันเปึนหลักการในเชิงสากลที่คู่กับองค์กรศาล ที่ใช้อํานาจตุลาการเปึนการสร้างบรรทัดฐานเพื่อให้การปฏิบัติตนโดยเฉพาะบุคคล ที่ปฏิบัติต่อศาล ซึ่งมิใช่เฉพาะคู่กรณีเท่านั้นนะครับ ได้ให้ความเคารพในกระบวน พิจารณาของศาล และเพื่อควบคุมความสงบเรียบร้อยและให้การดําเนินกระบวน พิจารณาของศาล ซึ่งต้องอํานวยความยุติธรรมเปึนไปอย่างเรียบร้อยมีประสิทธิภาพ อํานวยความยุติธรรมอย่างเต็มที่ ทีนี้ประเด็นนะครับ ประเด็นก็คือว่าศาลรัฐธรรมนูญ ควรมีอํานาจบังคับแก่ผู้ละเมิดในการพิจารณาคดีของศาลหรือไม่อย่างไร เรื่องนี้ ผมขอกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกที่เคารพครับ ว่าถ้าเราดูถึงระบบองค์กรที่ใช้ อํานาจตุลาการหรือทางศาลนั้นก็จะพบว่าทุกศาลล้วนมีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการละเมิด อํานาจศาล เช่น ทางศาลยุติธรรม ศาลปกครอง หรือแม้แต่ศาลทหาร ซึ่งการใช้อํานาจ บังคับก็เพื่อให้กระบวนการสามารถรักษาความยุติธรรมและผลประโยชน์ของมหาชน ในระหว่างการพิจารณาคดี แต่ในเรื่องของการสั่งลงโทษฐานละเมิดอํานาจศาลนี้ ผมเรียนว่า ศาลที่จะใช้บทนี้ในเชิงของสภาพบังคับนะครับ ก็จะต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เปึนอย่างยิ่งและเท่าที่จําเปึนตามพฤติการณ์แห่งคดีเท่านั้น คงไม่ใช้อํานาจตามอําเภอใจ ของศาลนะครับ ประกอบกับมันต้องมีเหตุเกิดขึ้น แล้วก็เท่าที่จําเปึน มิฉะนั้นก็จะเปึน การกระทบถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคลเช่นกัน ซึ่งการใช้อํานาจก็อยู่ในกรอบอยู่แล้ว โดยเฉพาะในตัวร่างพระราชบัญญัติที่เสนอมานะครับ ในมาตรา ๑๖ ที่ผมกราบเรียน เหตุผลไป ในมาตรา ๑๗ ที่เปึนร่างอยู่นะครับ ผู้ใดวิจารณ์การพิจารณา หรือการวินิจฉัยคดีของศาลโดยสุจริตด้วยวิธีการทางวิชาการ ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานละเมิดอํานาจศาล หรือดูหมิ่นศาล หรือตุลาการ ก็กราบเรียนท่าน สมาชิก ท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่า ตรงจุดนี้ทางศาลระมัดระวังอยู่แล้ว แต่ในเรื่องนี้นะครับ เปึนเพียงร่างพระราชบัญญัติที่จะนําเสนอต่อสภาแห่งนี้ในวันพรุ่งนี้ แล้วในชั้นการพิจารณานะครับ หากสภาจะกรุณารับหลักการและไปอภิปรายในชั้น กรรมาธิการเพื่อดูรายละเอียดในส่วนนั้นนะครับ ตรงจุดนี้ผมก็เรียนด้วยความเคารพ ในประเด็นนี้ก่อนครับ
ต่อมาในประเด็นที่ว่ามาตรฐานการวินิจฉัยคดีของศาล ตรงจุดมาตรฐาน ในการวินิจฉัยคดีของศาล ที่ผ่านมาผมอยู่ในองค์ประชุมของศาลนะครับ มาเปึน ระยะเวลาพอสมควร ในมาตรฐานการวินิจฉัยคดีนี้ท่านก็จะปฏิบัติให้เปึนไปตาม รัฐธรรมนูญอยู่แล้วทุกฉบับ โดยเฉพาะฉบับนี้ ในมาตรา ๑๙๗ ที่การพิจารณาพิพากษา อรรถคดี เปึนอํานาจของศาลซึ่งต้องดําเนินการให้เปึนไปตามรัฐธรรมนูญตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ นอกจากนั้นต้องทําด้วยความยุติธรรม แล้วตรงจุดนี้ผมสังเกตเห็นท่านตุลาการในขณะที่ถวายสัตย์ปฏิญาณ ในการถวายสัตย์ ปฏิญาณนะครับ ตุลาการทุกท่านก็ต้องเปล่งคําปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรงจุดนั้นด้วยความเคารพครับ ในการมาใช้ปฏิบัติจริง ตุลาการทุกท่านก็จะยึดถือ คําปฏิญาณเปึนหลักด้วยความชื่อสัตย์สุจริต ปราศจากอคติทั้งปวง แล้วก็เพื่อความ สงบสุขแห่งราชอาณาจักรเปึนที่ตั้ง เพราะฉะนั้นในมาตรฐานการวินิจฉัยคดีนะครับ ผมเรียนว่าในการอํานวยความยุติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญที่ต้องดําเนินการตามกรอบ ของรัฐธรรมนูญ ของกฎหมาย ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่จะมีต่อไป หรือข้อกําหนดวิธีพิจารณาและการทําคําวินิจฉัยของศาลที่มีขณะนี้ ตรงจุดที่ตุลาการ ในการอํานวยความยุติธรรม ที่ผมเรียนว่าต้องมีหลักประกันขั้นพื้นฐานในการอํานวย ความยุติธรรมต่าง ๆ ซึ่งเปึนพื้นฐานของการพิจารณาหรือการพิพากษาคดีในเชิงของ ตุลาการ สรุปเปึนฐานต่างๆ ที่จะได้มาตรฐานในจุดเหล่านี้
ในเรื่องแรกก็คงจะต้องดูฐานของข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ฐานต่อมาก็ต้องเปึนฐานในเรื่องของฐานวิชาการ ฐานวิธีพิจารณา ในฐานของปรัชญา ในฐานของจริยธรรม แล้วก็ต้องปราศจากอคติทั้งปวงนะครับ ตรงจุดนี้ถ้าได้มีการปฏิบัติ ตามนี้ และผมก็เชื่อมั่นว่าทางศาลรัฐธรรมนูญก็ปฏิบัติตามนี้ อาจจะปฏิบัติมากกว่าที่ผม กล่าวด้วยซ้ํานะครับ
ในประเด็นต่อมาในเรื่องของการพิจารณาร่างกฎหมายที่ผ่านรัฐสภานี้ ก็คงต้องแยกแยะ เมื่อร่างกฎหมายนั้นมีอยู่ ๒ ลักษณะ ลักษณะแรกที่บัญญัติไว้เปึน ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ แล้วก็จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย วินิจฉัยอะไรได้บ้าง ก็วินิจฉัยถึงกระบวนการตรา ว่าถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ วินิจฉัยถึงเนื้อหาสาระว่ามีข้อความขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เหตุการณ์ที่ผ่านมาในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไป ๓ ฉบับ ว่าองค์ประชุมไม่ครบ กระบวนการตราจึงไม่ถูกต้อง นะครับ ก็ต้องทําให้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมี ๓ ฉบับ ซึ่งก็คือ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่าด้วย ป.ป.ช. ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน องค์ประชุมใน สนช. สภานิติบัญญัติแห่งชาติในวาระที่ ๑ ไม่ครบ ก็จึงทําให้วาระที่ ๒ วาระที่ ๓ เสียไป ตราไม่ถูกต้อง ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ จึงตกไป ฉะนั้นในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีบทเฉพาะกาล ยกเว้น ย่อมไม่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในเรื่องนี้ ตามมาตรา ๓๐๕ (๓) ที่ไม่ให้ นํามาตรา ๑๔๑ ก็คือเรื่องส่งศาลรัฐธรรมนูญดูความชอบก่อนประกาศใช้ มาใช้บังคับกับ มาตรา ๒๙๕ ก็คือพระราชบัญญัติเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. พระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีบทยกเว้นตามมาตรา ๓๐๕ (๓) ศาลรัฐธรรมนูญ ก็เลยไม่ได้ดูในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ ดังกล่าว เนื่องจาก ในมาตรา ๒๙๕ ผมเข้าใจว่าในสภาร่างรัฐธรรมนูญขณะนั้นต้องการ เมื่อมีการประชามติ รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ประสงค์ที่จะให้มีการเลือกตั้งขึ้นโดยเร็ว จึงกําหนดเวลา กําหนดวิธีการไว้เปึนการเฉพาะ แต่ในเรื่องของการพิจารณาตรวจสอบความชอบด้วย รัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติทั่วไป ตรงจุดนั้นก็กําหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจ โดยท่านสมาชิกแห่งสภานี้ หรือทางสมาชิกวุฒิสภาจะเข้าชื่อตามจํานวนที่รัฐธรรมนูญ กําหนด ก็สามารถที่จะส่งให้ท่านประธานสภา แล้วเสนอไปที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ เช่นเดียวกัน ตรงจุดที่ผมนําเรียนนี้ ในเชิงของข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเมื่อในสมัยของ สนช. ที่ตราพระราชบัญญัติ แล้วอาจจะมีปัญหาในเรื่องขององค์ประชุม ผมเรียนว่าในเชิงของ การโต้แย้งกระบวนการตราร่างพระราชบัญญัติต้องทําก่อนนําขึ้นทูลเกล้าฯ ก็หมายถึง เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ก่อนนําขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เปึนกฎหมาย ตรงจุดนั้นทางสมาชิกสภาหรือ ทางท่านนายกรัฐมนตรีก่อนนําขึ้นทูลเกล้าฯ ก็อาจจะส่งไปตรวจสอบถึงการตราว่าถูกต้อง หรือไม่ ตรวจสอบในเรื่องข้อความว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เมื่อผ่าน ในกระบวนการนี้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ในความหมายก็คือว่าจุดในเรื่องการโต้แย้ง กระบวนการตราก็ไม่อาจที่จะกระทําได้
ในประเด็นต่อมาในเรื่องของโครงสร้างหรือองค์ประกอบของบรรดา ท่านตุลาการ รวมไปถึงหน่วยธุรการของศาล ผมเรียนด้วยความเคารพครับ ที่ท่าน ได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะมาในหลายประการ ทางสํานักงานเองก็จะนําข้อเสนอแนะ ของท่านไปปฏิบัติ แล้วก็ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ทางศาลมี ให้สอดคล้องกับ วิสัยทัศน์ ให้สอดคล้องกับพันธกิจต่าง ๆ ตรงจุดนั้นผมเรียนด้วยความเคารพ ส่วนในคําถามในเชิงแปลความหมายของรัฐธรรมนูญ โดยเหตุที่บางประเด็นมีปัญหา ในเชิงของอยู่ในกรอบอํานาจของศาล ตรงจุดนั้นผมเรียนด้วยความเคารพนะครับ พอดีอยู่ในกรอบอํานาจของศาล การจะแปลความในจุดนี้ก็ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ผมยังไม่อาจที่จะแปลในจุดนี้ได้เนื่องจากว่าเปึนอํานาจของศาลโดยตรง สิ่งต่าง ๆ ที่ท่าน ได้กรุณาให้ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ ทางผมเองพร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ก็จะนําประเด็น ต่าง ๆ กราบเรียนท่านประธาน กราบเรียนท่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อรับทราบ ในสิ่งที่สภาแห่งนี้ได้ให้ข้อเสนอแนะ ข้อสังเกตที่เปึนประโยชน์ และเราทางศาลก็พร้อม ที่จะรับไปพัฒนาการให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนต่อไป กราบเรียน ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ