วรงค เดชกิจวิกรม หารือหลักการ พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญ ข้าราชการ โดยชี้แจงความแตกต่างระหว่างบำเหน็จตกทอดกับบำเหน็จดำรงชีพ และเสนอข้อสังเกต ๖ ข้อต่อร่างกฎหมาย วรงค เดชกิจวิกรม ชี้ให้เห็นปัญหาความสับสนในสิทธิประโยชน์และเรียกร้องให้รัฐมนตรีสร้างสมดุลเงินทั้งสองประเภทโดยต้องรักษาสิทธิลูกหลานในการดูแลผู้สูงอายุหลังเสียชีวิต พร้อมชี้ว่าธนาคารทหารไทยและกรุงไทยให้กู้เงินได้ 11 เท่าของเงินบำนาญรายเดือน ซึ่งอาจทำให้กระทรวงการคลังต้องพิจารณาเป็นพิเศษ วรงค เดชกิจวิกรม ยังหารือประเด็นสิทธิในการรับบำนาญตกทอดเมื่อผู้รับบำนาญประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และตั้งข้อสังเกตว่าหากกระทรวงการคลังต้องรับผิดชอบแทนกองมรดกที่อาจไม่มีอยู่จริง รวมถึงชี้ให้เห็นความขัดแย้งระหว่างเจตนาส่งเสริมการลงทุนกับกลุ่มผู้รับบำ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพิษณุโลก วันนี้โดยหลักการนี้ผมเห็นด้วยนะครับ ที่ท่านรัฐมนตรีได้นํา พ.ร.บ. บําเหน็จบํานาญข้าราชการ และ พ.ร.บ. กองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ เข้ามา พิจารณา แต่ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า เรื่องนี้สําหรับคนที่ไม่ได้เปึนข้าราชการ มันเข้าใจยากนะครับ ผมได้ยินเพื่อนสมาชิกหลายคนเขาบอกว่าเขาไม่เคยเปึนข้าราชการ เวลาพูดถึงเรื่องบําเหน็จ พูดถึงเรื่องบํานาญไม่ค่อยเข้าใจ ผมเลยอาจจะต้องขออนุญาต ตีความสั้น ๆ อย่างนี้ว่า บําเหน็จบํานาญนั้นเปึนสวัสดิการครับ ที่เปึนตัวเงินที่ทางราชการ ได้ส่งมอบให้กับข้าราชการที่ทําความดีความชอบมาในช่วงชีวิตหนึ่งมา ในส่วนของ บําเหน็จนั้นคือเงินตอบแทนความชอบที่ทางราชการได้มอบให้กับข้าราชการโดยที่จ่าย ครั้งเดียว ถ้าเปึนบํานาญนั้นเปึนเงินตอบแทนที่รับราชการมา และจ่ายให้รายเดือน ความสําคัญของการที่ได้รับบํานาญนั้นมักจะมีข้อบ่งชี้ เช่น จะต้องรับราชการมาถึงอายุ ๖๐ ป้ หรือว่าลาออกเมื่ออายุ ๕๐ ป้บริบูรณ์ หรือรับราชการมาแล้วไม่น้อยกว่า ๒๕ ป้ หรืออาจจะมีเหตุทุพพลภาพ จึงเปึนเหตุที่รับบํานาญได้ และมีคําอยู่ ๒ คํา ที่เพื่อนสมาชิก พูดถึงคือคําว่า บําเหน็จตกทอด และบําเหน็จดํารงชีพ ผมเชื่อว่าสมาชิกหลายท่านก็ยังงง อยู่ว่าบําเหน็จตกทอดคืออะไร และบําเหน็จดํารงชีพคืออะไร ผมจําเปึนต้องขอขยายความ เผื่อสมาชิกบางท่านที่มีการพูดถึงประเด็นปัญหาของคําจํากัดความนะครับ คนที่ รับราชการที่ได้รับบํานาญในวันที่เกษียณอายุราชการจะได้รับบําเหน็จตกทอด บําเหน็จ ตกทอดนี้คิดแล้วเปึน ๓๐ เท่าของบํานาญ นี่คือบําเหน็จตกทอด โดยเจตนารมณ์ของ บําเหน็จตกทอดนั้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของทายาท ผมต้องขออนุญาตย้ําอย่างนี้ เนื่องจากว่าเมื่อถึงประเด็นในการพิจารณาจะต้องเอา ๒ คํานี้มาเปรียบเทียบกัน ผมต้องย้ําว่า คําว่าบําเหน็จตกทอดที่ได้รับ ๓๐ เท่า เจตนารมณ์ของกฎหมายที่ให้บําเหน็จตกทอดนั้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของทายาท บรรเทาความเดือดร้อนของผู้ตายคือทายาท ในส่วนของบําเหน็จดํารงชีพนั้นเปึนการบรรเทาความเดือดร้อนของผู้รับบํานาญ ซึ่งกฎหมายกําหนดให้ว่าหลังจากที่เกษียณแล้ว รับบํานาญแล้ว มีสิทธิได้รับบําเหน็จดํารง ชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ๑๕ เท่าของเงินเดือนที่ได้รับบํานาญ โดยที่ในช่วงต้นนั้น กําหนดไว้ว่า คนหนึ่งต้องได้รับไม่เกิน ๒ แสนบาท เท่าที่ผมทราบท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังได้เซ็น มีการเปลี่ยนแปลงตัวเลข เมื่อวันที่๑๑ กันยายน ป้ ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา โดยเพิ่มให้ไม่เกิน ๔ แสนบาท จํากัดอายุไว้ว่า ถ้าต่ํากว่า ๖๕ ป้ ๒ แสนบาท ถ้า ๖๕ ป้ ขึ้นไป จึงมีสิทธิได้รับอีก ๒ แสนบาท นี่คือหลักการพื้นฐานโดยทั่วไป เพราะมิฉะนั้นแล้วสมาชิกหลายท่านจะสับสน คําว่า บําเหน็จตกทอดและบําเหน็จดํารงชีพ เมื่อถึงวันนี้แล้วท่านรัฐมนตรีได้เอาร่าง พ.ร.บ. เสนอเข้าสู่ที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ โดยกรอบของกฎหมายฉบับนี้มีเจตนารมณ์ที่จะนําบําเหน็จตกทอดไปเปึน หลักทรัพย์ค้ําประกันเงินกู้ได้ เหตุผลของการที่จะเอาบําเหน็จตกทอดไปเปึนหลักทรัพย์ ค้ําประกันเงินกู้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้รับบํานาญและเปึนการส่งเสริมการลงทุน ผมถึงย้ํา อย่างนี้ว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ต้องการเอาบําเหน็จตกทอดไปเปึนหลักทรัพย์ ในการค้ําประกัน นั่นหมายความว่าเมื่อข้าราชการคนหนึ่งเกษียณอายุราชการรับบํานาญ รายเดือน หลังจากรับบํานาญรายเดือนแล้วเบื้องต้นมีสิทธิได้รับบําเหน็จดํารงชีพ ๑๕ เท่า เท่ากับ ว่าข้าราชการผู้นี้มีสิทธิที่จะเอาไปเปึนหลักทรัพย์ในการค้ําประกันที่เหลืออีก ๑๕ เท่า เท่านั้น เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วทุกคนต้องรับ ๑๕ เท่านี้ เพราะว่า ๑๕ เท่านี้ไม่มีดอกเบี้ย แต่ถ้าเอาไปค้ําประกันเงินกู้ก็มีสิทธิที่จะได้รับ ๑๕ เท่าที่เหลือในการไปค้ําประกันเงินกู้ ผมมีข้อสังเกตที่จะเรียนกับท่านรัฐมนตรีทั้งหมด ๖ ข้อ ซึ่งอาจจะเปึนข้อสังเกตเชิงซักถาม หรือเปึนข้อสังเกตเชิงเสนอแนะข้อสังเกต
ข้อที่ ๑ วันนี้ความสับสนระหว่าง คําว่าบําเหน็จตกทอดกับบําเหน็จดํารง ชีพ ผมต้องย้ําว่าในอดีตที่ผ่านมาในระบบราชการคงให้ความสําคัญกับทายาท เพราะว่า สังคมไทยลูก หลานจะเลี้ยงพ่อ แม่จนกระทั่งพ่อ แม่มีอายุมากขึ้น ๖๐ ป้ไปแล้ว สมัยนี้ ๖๐ ป้ถือว่ายังหนุ่มยังสาวอยู่ ๗๐ ป้ ๘๐ ป้ หรือ ๙๐ ป้แล้วเสียชีวิตไป จึงจําเปึนจะต้องมี เงินอยู่ก้อนหนึ่งเพื่อให้ลูก หลานไว้ทําศพหรือว่าดูแลอะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับพ่อ แม่จึงตั้ง เปึนบําเหน็จตกทอดให้มา จนกระทั่งกระทรวงเองเห็นว่าวันนี้คนที่รับบํานาญอยู่ลําบากขึ้น จึงมี บําเหน็จดํารงชีพให้อยู่ ๑๕ เท่า แต่วันนี้ผมอยากจะถามว่ากฎหมายฉบับนี้ออกมา โดยหลักการผมเห็นด้วยในหลักการ แต่สิ่งที่ผมเปึนห่วงว่าท่านต้องเซท (Set) สมดุล ระหว่างเงิน ๒ ก้อนนี้ครับ ถ้าสมมุติว่าเอาอีก ๑๕ เท่าที่เหลือไปเปึนหลักทรัพย์ในการ ค้ําประกันให้กับสถาบันการเงิน เพื่อให้ผู้รับบํานาญเอาเงินก้อนนี้ออกมาใช้ก็เท่ากับว่าจาก เดิม ๑๕ เท่า ในฐานะเปึนบําเหน็จดํารงชีพกับ ๑๕ เท่าที่เหลือก็จะหมดไป ผมเกรงว่าสมดุล ของสังคมไทยจะเปลี่ยนไป ในฐานะที่ผมเปึน ส.ส. ต่างจังหวัด ผมก็มักจะเคยได้ยินว่า ลูกหลานเขามักจะคิดอยู่เสมอวันหนึ่งวันที่ปู์ ย่า ตา ยาย ที่มีอายุประมาณ ๗๐ – ๘๐ ป้ไปแล้ว วันที่เสียชีวิตท่านจะมีเงินอยู่ก้อนหนึ่งที่ให้เราต้องดูแล ในการดูแลเรื่องการทําศพเรื่อง อะไรก็แล้วแต่ที่จะต้องดูแล ดังนั้นผมฝากเปึนข้อสังเกตว่าท่านรัฐมนตรีต้องสร้างสมดุล ของเงิน ๒ ก้อนนี้ว่าทําอย่างไรก็แล้วแต่ให้ลูก หลานมีความรู้สึกว่าเขาดูแลผู้ใหญ่ จนกระทั่งเสียชีวิตแล้ว เขายังมีโอกาสที่มีเงินอยู่ก้อนหนึ่งในการที่ฌาปนกิจหรือแก้ปัญหา หลายสิ่งหลายอย่างที่ผู้อาวุโสท่านนี้ทําไว้ ท่านต้องเซทสมดุลเรื่องนี้ครับ ถามว่าจะ เซทสมดุลอย่างไร ใจลึก ๆ แล้วผมกังวลครับว่า ๑๕ เท่าที่เหลือไปให้ค้ําประกันเงินกู้ มันหมดจริง ๆ เปึนไปได้ไหมว่าท่านจะลดสัดส่วนเงินก้อนนี้อาจจะให้กําหนดไป ๑๐ เท่า หรือ ๑๒ เท่าเหลือไว้สัก ๓ เท่า ถึง ๕ เท่าไว้ให้ลูกหลานไปใช้ในการแก้ปัญหาเฉพาะเจ้าตัว ก็คือตัวผู้รับบํานาญที่เสียอายุไปให้ลูกหลานเอาเงินก้อนนี้ไปแก้ปัญหา โดยเฉพาะเรื่อง การทําศพในคนที่มีอายุหรือมีฐานะทางการเงินที่ต่ําครับ ข้อสังเกต
ข้อที่ ๒ คือเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้มาบรรเทาความเดือดร้อน ทําอย่างไรที่จะให้การกู้เงินก้อนนี้เปึนการบรรเทาความเดือดร้อนจริง ๆ เพราะว่ามิฉะนั้น แล้วถ้ากู้ง่ายขึ้นมาแล้วก็จะเปึนการใช้เงินฟุ์มเฟ๋อยเปึนการเอาเงินอนาคตมาใช้โดยเปล่า ประโยชน์ แล้วสุดท้ายก็จะสร้างปัญหาตามมา ผมสังเกตดูว่าที่ผ่านมาผมมีโอกาส ได้พูดคุยกับธนาคารหลาย ๆ ธนาคารในช่วงที่กฎหมายฉบับนี้จะเข้า เห็นมีธนาคารอยู่ ธนาคารหนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยนามก็คงไม่ได้ทําให้ธนาคารเสียหาย คือธนาคารทหารไทย ผมเช็คไปที่ธนาคารกรุงไทยเหมือนกันและธนาคารกรุงไทยก็มีเหมือนกัน ในการที่จะ ให้ผู้รับบํานาญสามารถกู้เงินได้ เขาให้กู้ได้ ๑๑ เท่า ท่านรัฐมนตรีคงจะแปลกใจว่า ส่วนใหญ่โดยธรรมชาติของคนรับบํานาญก็จะเอาบําเหน็จดํารงชีพ ๑๕ เท่าไปแล้ว หลังจากเอา ๑๕ เท่านี้ไปแล้วก็จะเหลือ ๑๕ เท่าเมื่อตัวเองเสียชีวิตโดยที่กฎหมายนี้ ยังไม่ออกมีธนาคารให้กับข้าราชการที่รับบํานาญผ่านธนาคารสามารถกู้เงินได้ ๑๑ เท่า ของเงินบํานาญรายเดือน ซึ่งผมถือว่าก็เท่ากับว่าวันนี้ธนาคารเขาล้ําหน้าราชการ ไปเรียบร้อยแล้ว เขาให้ผู้รับบํานาญสามรถกู้เงินได้ ๑๑ เท่า โดยที่รายเดือนจะหักอย่างไร ก็แล้วแต่เปึนข้อตกลงที่ทําความตกลงกันไป โดยที่รัฐบาลหรือกระทรวงการคลังไม่ต้องไปรับภาระตรงนี้ ผมถือว่าเปึนข้อสังเกต ที่อาจจะเผื่อทําให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาเปึนกรณีพิเศษต่อไป
เรื่องที่ ๓ ที่เปึนข้อสังเกตคือ มันมีคําอยู่คําหนึ่งคือถ้าผู้รับบํานาญนั้น ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เพราะอย่าลืมว่าสิทธิในบําเหน็จตกทอดนั้นยังเปึนสิทธิของ ราชการอยู่ ถ้าผู้รับบํานาญนั้นประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงก็เท่ากับว่าสิทธิในการรับบํานาญ ก้อนนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น ถามว่าถ้ากระทรวงการคลังเปึนคนค้ําไปแล้วการแก้ปัญหานี้จะแก้ อย่างไร จริงอยู่ในกฎหมายเขียนไว้ว่าจะต้องไปเรียกเอาคืนจากผู้รับบํานาญหรือเรียกจาก กองมรดก ผมไม่เชื่อข้าราชการเหล่านี้จะมีกองมรดกที่เหลือนี้ เพราะท่านคงจะทราบดีว่า ข้าราชการส่วนใหญ่เปึนข้าราชการระดับกลางถึงระดับล่าง ซึ่งรับบํานาญรายเดือนนี้ น้อยมาก ตัวเลขของกรมบัญชีกลางเมื่อป้ ๒๕๕๐ เขียนไว้ว่า สัดส่วนของผู้รับบํานาญ รายเดือนนั้นต่ํากว่า ๑๕,๐๐๐ บาท ป้ละประมาณ ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ถ้าต่ํากว่า หมื่นบาทนี้ประมาณ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเปึนคนส่วนใหญ่ของคนผู้รับบํานาญ ดังนั้น อยากจะถามท่านว่าท่านมีแนวทางในการที่จะแก้ไขปัญหาอย่างไร เกิดถ้าผู้รับบํานาญ คนนั้นถูกกําหนดว่าเปึนผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เท่ากับว่ากระทรวงการคลัง ต้องรับผิดชอบโดยเปล่าประโยชน์จริงหรือไม่
ข้อสังเกตข้อที่ ๔ คือเนื่องจากว่าเจตนาของท่านนอกจากว่าเปึนการ แก้ปัญหาความเดือดร้อนแล้ว มีการเขียนไว้ว่าเพื่อเปึนการส่งเสริมการลงทุน ผมเปึนห่วง ครับ เมื่อสักครู่นี้ผมเรียนไปแล้วว่าท่านจะมาส่งเสริมการลงทุนในคนที่อายุเยอะ ๆ ก็คือ คนที่มีอายุ ๖๐ ป้ขึ้นไปและมาลงทุน และเงินส่วนใหญ่แล้วข้าราชการระดับ ที่รับบํานาญรายเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท เปึนกลุ่มคนส่วนใหญ่ ถ้าคิด ๑๕ เท่านี้ก็โดยเฉลี่ย ประมาณแสนกว่าบาทถึง ๒ แสนบาท ถามว่าเงินแสนกว่าบาทในอายุขนาดนี้จะเอาไป ลงทุนอะไร แล้วทําให้เกรงว่าคนหนุ่มนี้มันล้มได้ ท่านรัฐมนตรีครับ แต่ถ้าคนหนุ่มเวลาล้ม แล้วยังพอลุกได้ แต่ถ้าคนอายุมากแล้ว แต่ถ้าพูดภาษาชาวบ้านคือคนแก่ล้มแล้วลุกยาก จึงอยากจะฝากเปึนข้อสังเกตให้รัฐมนตรี
และสุดท้ายคือตอนที่ผมได้ฟังเพื่อนสมาชิกบางท่านได้พูดถึงเรื่อง กบข. กองทุน กบข. ในไตรมาส ๓ นี้พบว่าติดลบอยู่ ๔.๕๕ เปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับว่าถ้าคนที่รับ รายเดือนบํานาญจาก กบข. ที่มีอายุ ๖๕ ป้ขึ้นไปจะขาดทุน ผมฟังดูแล้วน่าเปึนห่วง ยิ่งภาวการณ์เอาเงินไปลงทุนของ กบข. นี้ และภาวะตลาดหุ้นเปึนอย่างนี้จึงอยากจะเรียน กับท่านรัฐมนตรีว่าท่านมีมาตรการอย่างไรในการตรวจตราหรือควบคุมกํากับการ ดําเนินงานของกองทุน กบข. เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ขอบคุณครับ