กรุณาสรุปเป็นประโยคเดียวสั้นแต่ครอบคลุม (ไม่เกิน 30 คำ) อธิบายว่าผู้พูดพูดเรื่องอะไร ห้ามคัดลอกข้อความต้นฉบับ ห้ามเริ่มด้วยตัวเลข ห้ามใส่คำนำหน้าเช่น นาย/นาง/นางสาว/ยศทหาร/ตำแหน่งวิชาการ หน้าชื่อผู้พูดในสรุป
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ผมขออนุญาตร่วมแสดงความคิดเห็นสั้น ๆ ใช้เวลาไม่มากนักต่อข้อเสนอของทาง ท่านรัฐมนตรีต่อร่างพระราชบัญญัติบําเหน็จบํานาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผมถือว่าเปึนข้อเสนอกฎหมายที่น่าสนใจ แล้วก็มีประเด็นที่มีความสําคัญในหลักการ และในรายละเอียดอยู่ประเด็น ๒ ประเด็น ที่ผมอยากจะขออนุญาตนําเสนอ เพื่อความ ถูกต้องก็อยากที่จะเท้าความว่าข้าราชการที่ปลดเกษียณและมีอายุราชการกว่า ๒๕ ป้ ทุก ๆ ท่านมีสิทธิในการที่จะเลือกระหว่างบําเหน็จก็คือเงินก้อน หรือรายได้ประจําเดือน ก็คือบํานาญ ณ ปัจจุบันก็มีข้าราชการรับบํานาญอยู่ประมาณ ๓๗๐,๐๐๐ ท่าน ซึ่งทุก ๆ ท่านก็จะมีสิทธิต่อบําเหน็จตกทอด ซึ่งเปึนเงินก้อนที่จะได้รับเมื่อท่านเสียชีวิต แล้วก็ตามหลักการก็คือเปึนเงินที่จะตกทอดไปสู่ลูกหลานของท่าน สูตรการคํานวณ ก็ไม่ซับซ้อนก็คือบํานาญสุดท้ายคูณ ๓๐ เพราะฉะนั้นวันนี้ที่เราพิจารณากันก็คือ สืบเนื่องจากความเดือดร้อนในแง่ของการดํารงชีวิตของข้าราชการบํานาญ ว่าเรา จะเป่ดโอกาสให้ข้าราชการบํานาญมีโอกาสที่จะเข้าถึงแหล่งเงินส่วนนี้ในวิธีใดหรือไม่ ก็ต้องขออนุญาตเรียนว่าแนวคิดนี้ก็เปึนแนวคิดต่อเนื่องจากแนวคิดในป้ ๒๕๔๖ ที่ได้ มีการเสนอกฎหมายผ่านรัฐสภาไปแล้วในเรื่องนี้ ก็คือพระราชบัญญัติบําเหน็จบํานาญ ข้าราชการ ฉบับที่ ๒๑ เรื่องของการกําหนดบําเหน็จดํารงชีพ ในการร่างกฎหมายฉบับนั้น ก็เปึนการเป่ดโอกาสให้ข้าราชการบํานาญสามารถที่จะหยิบยกบําเหน็จตกทอดในวงเงิน ครึ่งหนึ่งก็คือ ๑๕ เท่าบํานาญ เพื่อมาใช้ในการดํารงชีพก็คือแก้ปัญหาในเรื่องของ การดํารงชีวิต สืบเนื่องจากมีการพิจารณาว่าบํานาญนั้นอาจจะมีมูลค่าโดยรวม ไม่เพียงพอต่อการรักษาคุณภาพชีวิตของข้าราชการ มาถึงวันนี้เรากําลังจะมาพิจารณาว่าส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่ยังเหลืออยู่สําหรับท่านที่ได้ใช้สิทธิ บําเหน็จดํารงชีพไปแล้วควรที่จะมาใช้เปึนหลักทรัพย์ค้ําประกันในการกู้ยืมเพื่อดํารงชีวิต ยกระดับคุณภาพชีวิตของข้าราชการเกษียณหรือไม่ ผมก็จะต้องขออนุญาตเรียนว่า ในหลักการส่วนตัวผมมองว่าสิทธิที่ลูกหลานของข้าราชการบํานาญจะได้รับในส่วนของ บําเหน็จตกทอดนั้นก็เปึนสิทธิที่ได้มาจากความเสียสละของข้าราชการในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อชาติมาอย่างน้อย ๒๕ ป้ เพราะฉะนั้นผมคงไม่เกี่ยงว่าในกรณีที่ข้าราชการเกษียณ ท่านเดือดร้อนที่ท่านจะมีโอกาสที่จะใช้สิทธิกับเงินก้อนนี้แทนที่จะตกเปึนสมบัติของ ลูกหลานในอนาคต แล้วก็ในฐานะลูกข้าราชการผมก็เพิ่งได้รับสิทธิในส่วนของบําเหน็จ ตกทอดของทางบิดาของผม ณ วันที่ได้รับก็ต้องขออนุญาตเรียนต่อท่านประธานว่า ความรู้สึกคือถ้าสมมุติในช่วงที่คุณพ่อยังมีชีวิตอยู่คุณพ่อเดือดร้อนผมก็คงไม่เกี่ยงที่ท่าน ควรจะต้องมีสิทธิที่จะเข้าถึงเงินก้อนนี้ แล้วคนที่จะมีสิทธิก่อนผมในฐานะลูกหรือหลาน ของท่าน แต่ข้อเท็จจริงผมว่าที่เราจะต้องพิจารณานั่นก็คือโดยธรรมชาติเราควรที่จะต้อง ไม่หลอกตัวเอง ในกรณีที่ข้าราชการบํานาญมีความจําเปึนที่จะต้องเข้าถึงเงินส่วนนี้ ในลักษณะของการกู้ยืมโดยใช้บําเหน็จตกทอดไปเปึนหลักทรัพย์ค้ําประกัน ผมคิดว่า เราไม่ควรหวังว่าข้าราชการท่านนั้นจะมีความสามารถในการชําระคืนหนี้ส่วนนั้น คือโดย ธรรมชาติข้าราชการบํานาญไม่มีรายได้อื่น ๆ อยู่แล้ว เมื่อเงินบํานาญไม่เพียงพอ มีความจําเปึนต้องกู้ยืมโดยใช้บําเหน็จตกทอดเปึนหลักทรัพย์ค้ําประกัน โอกาสที่ท่าน จะหาเงินก้อนจากที่ใดก็แล้วแต่โดยไม่ต้องไปกู้ยืมจากแหล่งอื่นมาชดใช้เงินกู้ส่วนนี้นี่ ผมคิดว่าเราต้องยอมรับครับว่ามีน้อยมาก เพราะฉะนั้นถ้าเราเห็นชอบกับกฎหมายฉบับนี้ เราก็เสมือนกับกําลังพิจารณาเห็นชอบว่าบุตรและหลานที่ในอดีตอาจจะเคยได้สิทธิ ในส่วนของบําเหน็จตกทอดนั้นอาจจะถือว่าสละสิทธินี้โดยถาวร ผมก็ไม่แน่ใจว่าสุดท้าย แล้วจะมีข้าราชการบํานาญกี่ท่านที่จะใช้สิทธินี้ แต่ผมมีความเชื่อว่าส่วนใหญ่ท่านที่ใช้ สิทธินี้สุดท้ายแล้วคงจะไม่มีความสามารถที่จะชําระคืนหนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเราตกผลึกกัน ในประเด็นนี้ในขณะเดียวกันเราพร้อมที่จะยอมรับในหลักการว่าเอาเถอะก็ขอให้ท่านมี สิทธิถ้าท่านเดือดร้อนจริง ผมคิดว่าเราก็ควรจะต้องพิจารณาในรายละเอียดนะครับว่า นิยามคําว่า เดือดร้อน นั้นควรจะมีหรือไม่ พูดง่าย ๆ ก็คือเราจะเป่ดโอกาสให้ข้าราชการ บํานาญสามารถที่จะเข้าถึงบําเหน็จตกทอดในทุกกรณี หรือเราจะกําหนดเงื่อนไขในการ ใช้เงินส่วนนี้ นอกจากนั้นผมคิดว่าเราต้องตั้งคําถามว่ามีวิธีอื่นหรือไม่ในการที่จะเป่ด โอกาสให้ข้าราชการบํานาญสามารถเข้าถึงเงินก้อนส่วนนี้ วิธีหนึ่งที่ผมคิดได้ท่านประธาน ก็คือจากพระราชบัญญัติ ๒๕๔๖ ที่ผมพูดถึงก็คือบําเหน็จดํารงชีพ ผมก็มีคําถามต่อ ท่านรัฐมนตรีช่วยและก็ต่อเพื่อนสมาชิกในระดับกรรมาธิการที่อาจจะเอาไปพิจารณาว่า มันมีความเปึนไปได้ไหมแทนที่เราจะร่างพระราชบัญญัติขึ้นมาอีกฉบับหนึ่งในส่วนของ บําเหน็จตกทอดเพื่อนําไปใช้เปึนหลักทรัพย์ค้ําประกันที่เราจะพิจารณาทางเลือกให้เป่ด ช่องให้ข้าราชการบํานาญสามารถเข้าถึงบําเหน็จตกทอดได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยการ ขยายวงจาก ๑๕ เท่าในพระราชบัญญัติป้ ๒๕๔๖ ฉบับเดิมให้เปึน ๓๐ เท่าเต็มจํานวน ของเม็ดเงินบําเหน็จตกทอด ผมคิดว่าในแง่ของการบริหารจัดการจะง่ายกว่าการที่เรา จะต้องเข้าสู่กระบวนการการเอาเงินก้อนนี้มาเปึนหลักทรัพย์ค้ําประกันแล้วก็ข้าราชการ บํานาญต้องไปติดต่อกับสถาบันการเงินในการกู้ยืม อนาคตถ้าเกิดปัญหาไม่สามารถชําระ คืนหนี้ได้ตัวกระทรวงการคลังต้องมีภาระต่อการชําระในส่วนของหลักทรัพย์ค้ําประกัน อีกต่างหาก ถ้าเราพิจารณาที่จะแก้ไขพระราชบัญญัติ ๒๕๔๖ ให้แปลงเงินทั้งก้อนนี้ เปึนบําเหน็จดํารงชีพผมไม่แน่ใจแต่คิดว่าอาจจะทําให้การบริหารจัดการนั้นคล่องตัว มากขึ้น อีกแนววิธีหนึ่งก็คือพิจารณาว่า ถ้าในกรณีที่ข้าราชการบํานาญประสบปัญหาสภาพคล่องในลักษณะนี้สามารถที่จะ กลับไปเปลี่ยนบํานาญของตนให้เปึนบําเหน็จได้หรือไม่ อย่าลืมว่า ณ วันที่ท่านเกษียณ ท่านเลือกได้ ระหว่างบําเหน็จกับบํานาญท่านเลือกที่จะรับเงินบํานาญ ปรากฏว่ารายได้ ต่อเดือนที่ท่านได้รับไม่เพียงพอต่อการดํารงชีวิต อยากที่จะเข้าถึงเงินก้อนไม่ว่าด้วยเหตุใด ก็แล้วแต่ เราสามารถที่จะพิจารณาได้ไหม ณ เวลานั้นให้ท่านกลับไปเสมือนกับพิจารณา ใหม่แล้วรับส่วนที่เหลือเปึนบําเหน็จก็คือเปึนเงินก้อนเบิกไปเลย ไม่จําเปึนต้องเข้าสู่ กระบวนการการกู้ยืม เพราะว่าตามที่เรียนถึงเข้าสู่กระบวนการกู้ยืมโอกาสที่จะชําระคืน ผมคิดว่าก็ริบหรี่อยู่แล้ว
ในส่วนข้อเสนอที่ ๓ ก็คือ ถ้าเราจะดําเนินการตามข้อเสนอ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมคิดว่าเราก็คงต้องให้ความสําคัญกับเงื่อนไขในการกู้ยืม เราอาจจะตั้งหลักว่าไม่เปึนไร ถ้าเราถือว่าเงินก้อนนี้เปึนสิทธิของข้าราชการบํานาญ อยู่แล้ว ก็ไม่ต้องกําหนดเงื่อนไขเลย อันนั้นก็คือแนววิธีคิดวิธีหนึ่ง แต่ถ้าเรามองว่า วัตถุประสงค์เดิมคือเราอยากให้มีเงินก้อนส่วนหนึ่งที่จะตกทอดสู่ลูกหลานของข้าราชการ บํานาญ เราก็ควรที่จะกําหนดระเบียบการใช้ในแง่ของวัตถุประสงค์ขึ้นมาเหมือนกัน ก็ได้รับเอกสารนะครับซึ่งเปึนการพิจารณาของกรรมาธิการชุดสมัย สนช. ก็กําหนดมา ๗ ข้อ ในแง่ของเงื่อนไขการกู้ยืม แต่ก็ต้องเรียนท่านประธานว่าเปึนเงื่อนไขที่ครอบจักรวาล จริง ๆ คือพูดถึงเรื่องของการลงทุนในทรัพย์สินถาวรอะไรต่าง ๆ นานา ยกตัวอย่าง ข้อ ๖ เขียนว่า เพื่อชําระหนี้เงินกู้นอกระบบ พอมีข้อนี้ขึ้นมามันก็เสมือนกับว่าสามารถที่จะ ไปกู้ยืมไปใช้ทําอะไรก็ได้ ก็เพียงแค่ไปกู้ยืมมา สุดท้ายแล้วก็ใช้เหตุในการไปชําระเงินกู้ ส่วนนั้นในการมากู้ยืมโดยใช้บําเหน็จตกทอดเปึนหลักทรัพย์ค้ําประกัน เพราะฉะนั้น อาจจะต้องรัดกุมกว่านี้ถ้าเราพิจารณากันว่าควรที่จะมีการกําหนดเงื่อนไข
ผมก็เลยจะขออนุญาตสุดท้ายก็ไปพิจารณาในส่วนของแนวคิด ของประเทศอื่น ๆ ขอเวลาเพียงแค่ประมาณ ๓๐ วินาทีครับท่านประธาน ว่าเขาคิด อย่างไรกันในเรื่องนี้บ้าง ก็ต้องเรียนว่ามันก็มีระบบการกู้ยืมจากบําเหน็จบํานาญทั้งใน ส่วนของภาคเอกชนแล้วก็ภาครัฐในประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึนประเทศอเมริกา ประเทศสิงคโปร์ ประเทศนิวซีแลนด์หรืออีกหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งผมคิดว่าทางกรรมาธิการ ก็ควรจะหยิบยกขึ้นมาเปรียบเทียบ ในอเมริกานี่ประเด็นสําคัญก็คือเขาเป่ดโอกาสให้กู้ยืม ได้ในลักษณะคล้าย ๆ กัน แต่เขามีค่าปรับในกรณีที่ไม่มีการชําระคืน ซึ่งตรงนี้ก็คงเปึน ประเด็นที่เราจะต้องพิจารณาว่าเราอยากให้เปึนเช่นนั้นหรือไม่ หรือที่ประเทศสิงคโปร์ การกู้ยืมนี่เฉพาะกิจเลยก็คือเพื่อซื้อบ้านและต้องเปึนบ้านหลังแรกเท่านั้น หรือจะกู้ยืม เพื่อ ในกรณีของประเทศนิวซีแลนด์ที่จะสนับสนุนการเรียนการศึกษาของลูกหลาน ก็อาจจะเปึนเงื่อนไขหนึ่งที่ทางสภาพร้อมที่จะพิจารณา เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ก็เปึน ข้อสังเกตแล้วก็ฝากไว้กับทางท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานแล้วก็สมาชิกที่จะพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในรายละเอียดในระดับกรรมาธิการครับ ขอบคุณครับ