ประกอบ รัตนพันธ์ เสนอร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมตามสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับเงินเดือนบำนาญ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมและคณะได้เสนอร่างพระราชบัญญัติกองทุนบําเหน็จบํานาญ ข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ด้วยหลักการและเหตุผลดังต่อไปนี้ครับท่านประธาน
หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ พุทธศักราช ๒๕๓๙ ดังต่อไปนี้
(๑) กําหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจ้างผู้ที่จะดํารงตําแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๒)
(๒) กําหนดให้สมาชิกกองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการมีสิทธิได้รับ บํานาญเพิ่มขึ้น (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๖๓)
(๓) กําหนดให้คณะกรรมการกองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ ต้องรายงานผลการบริหารกิจการและงบการเงินของกองทุนต่อสภาผู้แทนราษฎร (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๘๒/๑๗)
(๔) กําหนดให้ผู้รับบํานาญสามารถนําสิทธิในบําเหน็จตกทอดไปเปึน หลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินได้ (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๕๗/๒ มาตรา ๕๗/๓ มาตรา ๕๗/๔ มาตรา ๕๗/๕ และมาตรา ๖๕/๑)
เหตุผล โดยที่พระราชบัญญัติกองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติกองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ ฉบับที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้บัญญัติให้ผู้รับบํานาญมีสิทธินําบําเหน็จดํารงชีพมาใช้ได้ก่อน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และเพื่อให้ผู้รับบํานาญสามารถดํารงชีพอยู่ได้ โดยเหมาะสม กับสภาวะเศรษฐกิจ แต่การดําเนินการดังกล่าวสามารถช่วยเหลือผู้รับบํานาญได้เพียง บางส่วน และปรากฏว่ายังมีผู้รับบํานาญอีกจํานวนมากที่ได้รับบํานาญรายเดือนในอัตราต่ํา ทําให้ ได้รับบําเหน็จดํารงชีพในอัตราไม่เพียงพอต่อการครองชีพ ดังนั้นเพื่อบรรเทา ความเดือดร้อนของผู้รับบํานาญและจะเปึนการส่งเสริมการลงทุนอันเปึนการกระตุ้น เศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมอีกทางหนึ่ง สมควรกําหนดให้ผู้รับบํานาญสามารถนํา สิทธิในบําเหน็จตกทอดไปเปึนหลักทรัพย์ในการประกันเงินกู้กับสถาบันการเงินที่ กระทรวงการคลังกําหนดได้ ตลอดจนกําหนดหลักการและวิธีการในการบริหารกิจการ กองทุนให้เปึนไปอย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงจําเปึนต้องตราพระราชบัญญัติ นี้ ท่านประธานที่เคารพครับ กองทุนบําเหน็จบํานาญ พระราชบัญญัติบํานาญข้าราชการ เปึนที่ทราบมาเปึนอย่างดีนะครับว่าทางราชการพึ่งประสงค์ที่จะให้ข้าราชการที่ซึ่ง รับราชการมายาวนานไม่น้อยกว่า ๒๕ ป้ ได้รับเงินตอบแทนตอนที่เกษียณอายุราชการ หรือได้รับเงินตอบแทนตอนที่อายุมากแล้ว คือรับราชการมายาวนาน ทีนี้ พ.ร.บ. บําเหน็จ บํานาญเริ่มแรกเลยท่านประธาน เมื่อป้ พ.ศ. ๒๕๙๔ ทั้งนั้นกฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะให้ ข้าราชการซึ่งเปึนบุคคลที่ตรากตรําในการทํางานให้กับทางราชการ เสียสละการทํางาน ทั้งชีวิตให้กับทางราชการ แต่ท่านประธานครับ ข้าราชการที่ปฏิบัติราชการนั้นไม่มีใคร ร่ํารวยหรอกครับ เพราะทํางานพออยู่พอกิน ไม่ได้สะสมทรัพย์สมบัติให้ตกทอดกับ ลูกหลาน ผมหมายความว่าข้าราชการที่ดี เพราะทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจเพื่องานราชการ หลังจากสําเร็จการศึกษา อายุ ๑๘ ป้บริบูรณ์ ไปรับราชการ ท่านประธานครับ เงินเดือน น้อยนิดพอเลี้ยงตัวได้ เพราะฉะนั้นทางราชการบอกว่าถ้าเปึนอย่างนี้แล้วก็อยากให้คนที่ ทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตให้กับราชการในเมื่ออายุมากแล้ว เมื่อเกษียณอายุ ๖๐ ป้แล้ว หรือเมื่อ รับราชการมายาวนานถึง ๒๕ ป้ ได้รับบําเหน็จบํานาญเพื่อที่ชีวิตวัยแก่พออยู่ได้พออยู่ พอกิน ท่านประธานครับ ใน พ.ร.บ. ๒๔๙๔ เขาได้กําหนดในเรื่องของบํานาญไว้ค่อนข้าง จะยุติธรรม ก็คือเอาเงินเดือนขั้นสุดท้ายคูณด้วยอายุราชการ หารด้วย ๕๐ แต่ไม่เกิน เงินเดือนสุดท้ายที่ข้าราชการบําเหน็จบํานาญผู้นั้นได้รับ ทําไมกําหนดอย่างนี้ ท่านประธานครับ เพราะว่าข้าราชการบางท่านไปรับราชการในพื้นที่ในดินแดนที่เสี่ยง อันตรายได้เวลาทวีคูณ ถ้าเกิดไม่กําหนดวรรคสุดท้ายเอาไว้ บางคนเมื่อเกษียณอายุแล้ว เงินเดือนจะสูงกว่าเงินเดือนสุดท้ายก็เปึนไปได้ เพราะฉะนั้นกฎหมายรอบคอบได้กําหนด เอาไว้บอกว่าเงินเดือนสุดท้ายคูณอายุราชการหารด้วย ๕๐ แต่ไม่เกินเงินเดือนสุดท้าย ข้าราชการก็พออยู่ได้ตามสถานะเศรษฐกิจในเวลานั้น และก็เปึนเรื่องที่ดีมาก ท่านประธานครับ ถ้าตราบใดข้าราชการขึ้นเงินเดือนข้าราชการบํานาญก็ได้รับ ผลประโยชน์ตอบแทน เหมือนกับข้าราชการ อันนี้ผมคิดว่าเปึนแนวคิดที่ดีมาก เพียงแต่ว่า เมื่อมีกองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ แนวความคิดในเรื่องบําเหน็จบํานาญข้าราชการ เริ่มเปลี่ยนแปลงไป นั่นผมหมายถึงพระราชบัญญัติกองทุนบําเหน็จบํานาญ พุทธศักราช ๒๕๓๙ ก็มีเงื่อนไขที่แตกต่างกันเหมือนที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กรุณา กราบเรียนท่านประธาน ก็คือเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ จากเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณอายุราชการ หารด้วย ๕๐ ที่แตกต่างกันเหมือนที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กรุณากราบเรียนท่านประธาน ก็คือเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ จากเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณอายุราชการ หารด้วย ๕๐ ไม่เกิน เงินเดือนสุดท้ายเปึนสิ่งที่ข้าราชการได้รับ ก็ปรับเปลี่ยนเปึนว่า เราเอาเงินเดือน ๑๐ เดือน สุดท้าย ๕ ป้ท่านประธาน ๕ ป้นะครับ ถัวเฉลี่ย คูณด้วยอายุราชการ หารด้วย ๕๐ และก็ มีเงื่อนไขที่ผมกราบเรียนว่าเพื่อนข้าราชการบํานาญไม่สบายใจมาก ก็คือเงื่อนไข ต่อท้ายอันที่ ๒ บอกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้นเงินเดือนบํานาญต้องไม่เกิน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๖๐ เดือนเฉลี่ย ตรงนี้แหละครับท่านประธาน ก็ทําให้ข้าราชการบําเหน็จบํานาญ ท่านไม่สามารถที่จะดํารงชีพได้อย่างพออยู่พอกินในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ก็เปึนที่มาว่า จําเปึนครับ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติในส่วนที่ไม่สอดรับกับสถานภาพ ในปัจจุบัน ผมกับคณะเพื่อนในพรรคประชาธิปัตย์ได้ปรึกษาหารือในที่ประชุมพรรคครับ ว่า เงื่อนไขตรงนี้จําเปึนจะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรซีกรัฐบาลบอกว่า เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง แต่ก็เขาคิด ๒๔ เดือน ๒๔ เดือนสุดท้ายคือ ๒ ป้ใช่ไหมครับ หารด้วย ๕๐ คูณด้วยอายุราชการ และเงินบํานาญ ไม่เกิน ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนว่าถ้าอย่างนี้เราขยักไว้ทําไม นิดเดียวครับ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ เหลืออีก ๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราต้องการที่จะเพิ่มขวัญกําลังใจ ให้กับบุคคลที่เขาตรากตรําทั้งชีวิต ทุ่มเทกับราชการ เราให้เขาเต็มได้ไหมครับ แนวความคิดของพรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ไม่ต้อง ๒๔ เดือนครับวันนี้ เพราะเศรษฐกิจนี่มัน ไม่ไหวครับ ข้าวของมันแพงทุกอย่าง เงินเดือนข้าราชการบํานาญ ผู้น้อยนะครับที่ตําแหน่งไม่สูงได้ ๘,๐๐๐ – ๙,๐๐๐ บาท ไม่ถึงหมื่นบาทก็มี เว้นแต่ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อาจจะ ๒๐,๐๐๐ – ๓๐,๐๐๐ บาท อันนี้มันน้อยมากครับ แต่ว่า คนส่วนใหญ่เขาเดือดร้อน ถ้าเปึนอย่างนี้พรรคประชาธิปัตย์เราเสนออย่างนี้ท่านประธาน ว่าให้ใช้เงินเดือนสุดท้ายเลยครับ ใช้เงินเดือนสุดท้ายเลยไม่ต้องมาเฉลี่ย ๒๔ เดือน เหมือนที่ เพื่อนเสนอ หรือ ๖๐ เดือนนี่แน่นอนครับ ตรงนี้ไม่เห็นด้วย เอาเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วย เวลาปฏิบัติราชการ หารด้วย ๕๐ แล้วก็ไม่เกินเงินเดือนขั้นสุดท้ายเหมือนกับพระราชบัญญัติ พุทธศักราช ๒๕๓๙ เพราะวันนี้มีความจําเปึนเลยท่านประธาน ผมกราบเรียน ท่านประธานว่า ถ้าเปึนอย่างนี้จะเปึนตัวส่งเสริมให้คนดี ๆ หันมาปฏิบัติหน้าที่ หันมารับราชการมากยิ่งขึ้น วันนี้คนเก่งที่เขามีความรู้ความสามารถ ท่านประธานครับ เขา หลีกระบบราชการไปทํางานเอกชน เราเลยบ่นว่าราชการของไทยนั้นประสิทธิภาพต่ํา เพราะอะไร ท่านประธานครับ เพราะระบบราชการไทยไม่จูงใจคนเก่งมารับราชการ คนที่มารับราชการ ท่านประธานครับ ท่านก็เคยรับราชการ ผมก็เคยรับราชการ เรามี ความคิดหลักอันที่ ๑ รับใช้ชาติ แต่ส่วนที่ ๒ ท่านอย่าลืมว่าเราเห็นแก่ตัวเหมือนกันครับ เพราะเราต้องการให้ราชการคุ้มครองเราในยามที่เราไม่สามารถทํางานได้ คือกําลัง มันถดถอยแล้วใช่ไหมท่านประธาน เพื่อตรงนี้ครับ ก็คือเพื่อสวัสดิการในขณะที่เปึน ข้าราชการ และสวัสดิการเมื่อเราเกษียณอายุราชการไปแล้ว พอเปึนอย่างนี้ผมเลย กราบเรียนท่านประธานว่า เราจําเปึนครับ ที่จะแก้ไขเพื่อเพิ่มความมั่นคงให้กับราชการ โดยการแก้พระราชบัญญัติบําเหน็จบํานาญ พุทธศักราช ๒๕๓๙ ให้ทันสมัย แล้วก็เปึนประโยชน์กับผู้ที่เสียสละให้กับทางราชการ โดยนําเอาพระราชบัญญัติ พุทธศักราช ๒๔๙๔ ในเรื่องของวิธีคิดคํานวณบําเหน็จบํานาญนํามาใช้ ผมกราบเรียนว่า ถ้าสามารถแก้ไขพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ.ร.บ. กองทุนบําเหน็จ บํานาญ พุทธศักราช ๒๕๓๙ ในเงื่อนไขที่ข้าราชการบํานาญไม่สบายใจท่านประธาน ก็คือเงื่อนไขเรื่องการคํานวณเงินบํานาญ ถ้าเราปลดล็อกตรงนี้ได้ผมเรียนว่า ๑. คนเก่ง อยากที่จะเข้าสู่ระบบราชการ ประการที่ ๒ ข้าราชการที่เขาทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจให้กับ ข้าราชการเขามีขวัญกําลังใจ และประการที่ ๓ สอดรับกับภาวการณ์เปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจของประเทศและของโลก ผมและคณะจึงได้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมา ครับ เพื่อจะเปลี่ยนแปลงหลักการข้อเท็จจริงบางประการให้สอดรับกับความเปึนจริง ในขณะนี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานมากครับ