สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

สุขุมพงศ์ โง่นคํา หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติ และเรียกร้องการแก้ไขให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชนจาก จังหวัดกาฬสินธุ์ ตามที่ท่านประธานได้กรุณามีเรื่องรับทราบ ๒.๒ เรื่องนี้เปึนเรื่องประเด็น เพื่อที่จะให้ท่านประธานแจ้งให้พวกเราทราบ เพียงแต่ว่ามีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านหนึ่ง ท่านได้ทําหนังสือฉบับนี้ถึงท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรเปึนทํานองหารือ ท่านประธานว่า กรณีที่เกิดขึ้นขณะนี้จําเปึนจะต้องแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมเองในฐานะที่เปึนประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในระหว่างที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมก็ได้แจ้ง ต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการหลายครั้ง ตลอดจนครั้งสุดท้ายผมก็เรียนว่ากฎหมายฉบับนี้ เปึนกฎหมายพิเศษที่เกิดขึ้นตามบทเฉพาะกาลในมาตรา ๓๐๒ ปกติแล้วกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญนั้นก็มีวิธีการเสนอ วิธีการพิจารณาในวาระที่ ๑ วาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ก็เหมือน กฎหมายตามปกติ แต่เนื่องจากว่าเมื่อมีบทเฉพาะกาลบังคับให้ศาลฎีกาเสนอกฎหมาย ฉบับนี้ภายในกําหนดระยะเวลา ๑ ป้ ท่านก็เสนอเข้ามาแล้วก็ครบถ้วนตามกระบวนการ เมื่อเสนอมาแล้วก็หมดหน้าที่ของศาลฎีกา ท่านไม่จําเปึนจะต้องไปเสนอเข้ามาอีก ถึงแม้ว่ากฎหมายฉบับนี้จะตกไปหรือใช้บังคับเปึนกฎหมาย อันนั้นก็ครบถ้วนตามที่ท่าน กําหนดไว้ในมาตรา ๓๐๒ วรรคต้น ๆ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่าในการลงคะแนน ในวาระที่ ๓ ผมนั่งอยู่ข้างบนในฐานะที่เปึนประธานคณะกรรมาธิการก็พบว่าคะแนน ที่เห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติที่มีการแก้ไข และคะแนนที่ไม่เห็นชอบกับ ร่างพระราชบัญญัติที่มีการแก้ไข ซึ่งในวรรคห้าบอกว่า จะต้องมีคะแนนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ขณะนั้นไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งคือ ๒๓๖ เสียงขึ้นไป ก็ปรากฏว่าคะแนนที่ออกมาเห็นชอบด้วย มีการแก้ไข ๘๕ เสียง ไม่เห็นชอบคือไม่เห็นชอบกับการที่มีการแก้ไข ๑๔๖ เสียง แล้วมี ผู้งดออกเสียง ๔๐ เสียง รวมแล้ว ๒๗๑ เสียงที่ลงคะแนนในขณะนั้น ท่านสมาชิกบางท่าน อาจจะคลาดเคลื่อนไป ความจริง ๒๗๑ เสียง เกินกว่า ๒๓๖ เสียง เรื่ององค์ประชุม ไม่มีปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น ก็มีปัญหาเพียงแต่ว่าเมื่อคะแนนเห็นชอบด้วยไม่ถึงกึ่งหนึ่ง และคะแนนไม่เห็นชอบก็ไม่ถึง กึ่งหนึ่ง ขณะนี้จึงมีปัญหาว่าร่างกฎหมายฉบับนั้นที่กระผมเปึนประธานคณะกรรมาธิการอยู่ สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ได้พิจารณาเรียงมาตราจนครบถ้วนกระบวนความแล้ว และลงคะแนนในวาระที่ ๓ นี้แล้ว เมื่อในวรรคห้าของมาตรา ๓๐๒ กําหนดว่า การเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ จะต้องมีคะแนนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง คือ ๒๓๖ เสียงขึ้นไป เพราะฉะนั้นขณะนี้วันนี้กฎหมายฉบับนั้นผมเชื่อว่ายังไม่ตกไป ถึงแม้ว่าท่านประธาน จะกล่าวบนบัลลังก์ว่ากฎหมายตกไปเพราะเสียงเห็นชอบไม่เกินกึ่งหนึ่งนั้นก็เปึน ดุลยพินิจที่ท่านพิจารณาไป อาจจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ผมเชื่อมั่นโดยสุจริต ของผมว่า กฎหมายฉบับนี้ยังมีสถานภาพเปึนร่างกฎหมายอยู่ เพราะฉะนั้นแนวทาง ที่จะแก้ไข จะทําอย่างไรให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เมื่อเปึนเช่นนั้นกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๒ ก็ไม่ได้กําหนดว่า หลังจากที่ลงคะแนนแล้ว คะแนนเห็นชอบก็ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง คะแนนไม่เห็นชอบก็ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ท่านก็ไม่ได้บอกว่าจะให้ทําอย่างไรต่อไป เพราะฉะนั้น มีอยู่สถานะเดียวเท่านั้นนะครับ คือสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จะต้องลงคะแนน ให้ได้ข้างใดข้างหนึ่ง โดยมีเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ขณะนั้น ๒๓๖ เสียง ขณะนี้ อาจจะเปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นกระผมจึงมีความเห็นว่าแนวทางที่จะแก้ไขในการส่ง ศาลรัฐธรรมนูญ เปึนไปไม่ได้โดยแน่แท้ เพราะประเด็นหรือสาเหตุที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ ๒ – ๓ ทาง ที่ท่านสมาชิกได้อธิบายไปแล้ว ในมาตรา ๑๔๑ ของรัฐธรรมนูญว่าด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เมื่อรัฐสภา เห็นชอบแล้ว บังคับให้ท่านประธานรัฐสภาต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญทุกครั้ง อันนั้นต้องส่ง อยู่แล้ว แต่การที่จะส่งขณะที่ยังไม่ได้ลงคะแนนวาระที่ ๓ โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่มีทางที่จะไปหารือศาลรัฐธรรมนูญได้ ถึงส่งไปศาลก็ต้องส่งกลับ เพราะศาลไม่ใช่ ที่ปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นเราจะต้องทํากระบวนการตามมาตรา ๓๐๒ ให้เสร็จสิ้นไปก่อน กระผมเห็นว่าในทางแก้ไขก็มีอยู่หนทางเดียวเท่านั้น ท่านประธานครับ ให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้มีมติเห็นชอบไปในทางใดทางหนึ่งให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ คือถ้าเห็นชอบก็ต้องเกินกึ่งหนึ่ง ถ้าไม่เห็นชอบก็ต้องเกินกึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมเห็นว่า เปึนหน้าที่ของเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะยื่นญัตติเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เพื่อที่จะให้มีการลงคะแนนเสียงให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญครับ ขอกราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ