สันติ พร้อมพัฒน์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการซื้อหัวรถจักรของการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยชี้ให้เห็นว่ากรมชลประทานควรเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมหารือเรื่องการขาดทุนของการรถไฟแห่งประเทศไทย และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการพัฒนาและเพิ่มรายได้ให้กับสถานบริการรถไฟ
ท่านประธาน ต่อคําถามข้อที่ ๒ ในอันดับแรก ในอันดับที่ ๑ ของคําถามข้อที่ ๒ ของท่านนคร มาฉิม ในกรณีเรื่องของหัวรถจักรที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ขอซื้อไปที่ ครม. ๒๐ หัว แล้วก็มีแคร่ด้วย แคร่ที่เปึนหางลากส่วนหนึ่ง แล้วก็ได้รับอนุมัติมา ๗ หัว ซึ่งก็ต้องยอมรับ กับท่าน ส.ส. นะครับว่า ขอไป ๒๐ หัว แล้วก็ได้มา ๗ หัวนั้นน้อยเกินไป ซึ่งการขอเข้าไป ใน ครม. นั้นก็ต้องผ่านสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็ไปดูถึงความจําเปึน ความเหมาะสมของหัวรถจักรอันนี้แล้ว สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติเองมีความละเอียด ก็คือไปดูถึงว่าระบบรางของเราที่มีอยู่นั้นสามารถที่จะ รองรับใน ๒๐ ขบวนนี้ได้หรือไม่ ดังนั้นสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติไปดูแล้วก็เห็นว่าเรามีรางที่สามารถที่จะรองรับหัวรถจักรชุดนี้ได้ ในเบื้องต้นนี้ประมาณ ๗ หัวเท่านั้น ทางสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติก็เลยเห็นควรมีข้อเสนอแนะว่าควรจะซื้อแค่ ๗ หัวก่อน แต่ถึงอย่างไร ก็ดี การที่จะสั่งซื้อหัวรถจักรในวันนี้นั้นก็ต้องใช้เวลาประมาณถึง ๓ ป้ ถึงจะส่งมอบได้ ท่านประธานครับ หัวรถจักร ๗ หัวนี้ ตามแนวคําแนะนําของสํานักงานคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั้น และก็ของการรถไฟแห่งประเทศไทยนั้นก็จะ นํามาวิ่งในเส้นทาง กรุงเทพ – แหลมฉบัง มาขนถ่ายสินค้า ซึ่งขณะนี้ต้องบอกว่าหัวรถจักร ของเรานั้นขาดแคลนมาก ส่วนอีก ๓ หัว ที่สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติเห็นว่าควรจะชะลอออกไปก่อนนั้นก็เนื่องมาจากความจริงแล้วการ รถไฟได้ขอเงินจากรัฐบาลมาหลายป้แล้ว ในเรื่องที่จะขอรีแฮช (Rehash) หรือขอปรับปรุง รางของการรถไฟแห่งประเทศไทยในช่วง แก่งคอย แก่งเสือเต้น และสถานี สุรนารายณ์ - สถานีชุมทางบัวใหญ่ และสถานีชุมทางถนนจิระ – สถานีชุมทางบัวใหญ่ พื้นที่เส้นทางประมาณ ๓๐๘ กิโลเมตร จะใช้เงินประมาณ ๙,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะรีแฮช คําว่า รีแฮช นั้นหมายความว่า จะเปลี่ยนทั้งราง เปลี่ยนทั้งหมอน ปรับปรุงหินต่าง ๆ ที่ใส่ลงไปเปึนตัวรองรับกําลังนะครับ แล้วก็อีกเส้นทางหนึ่ง ก็คือบัวใหญ่ – หนองคาย รวมแล้วประมาณ ๕๐๐ กว่ากิโลเมตร ทั้ง ๒ ส่วนจะต้องใช้เงินประมาณ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ก็ได้รับการถูกตัดมาโดยตลอด ในป้นี้การรถไฟแห่งประเทศไทยก็จะขอรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งแผนการปรับปรุงของการรถไฟแห่งประเทศไทยนั้นจะใช้เวลาประมาณ ๕ ป้ สําหรับ โครงการรีแฮชของ ๒ เส้นทาง ประมาณ ๕๐๐ กว่ากิโลเมตร ก็คือเปึนเส้นทางของอีสาน นั่นเอง ถ้าโครงการนี้แล้วเสร็จก็จะใช้ขบวนรถอีกประมาณ ๑๓ หัว ซึ่ง ๒๐ หัว ที่การรถไฟ แห่งประเทศไทยได้ขอจัดซื้อนั้นเปึนหัวรถจักรซึ่งมีความกดเพลา ๒๐ ตัน ของเดิม การรถไฟแห่งประเทศไทยที่มีอยู่นั้นเปึนหัวรถจักรที่มีแรงกดเพลา ๑๕ ตันเท่านั้น แล้วถ้าหากว่าการรีแฮชนี้แล้วเสร็จ รางมีความแข็งแรง ขนาดรางมีความใหญ่ขึ้น ไม่ใช่กว้างขึ้นนะครับ ขนาดรางมีความใหญ่ขึ้นก็จะทําให้สามารถรองรับหัวรถจักรที่มี แรงกดเพลา ๒๐ ตันได้ นั่นหมายความว่าหัวรถจักรนี้ก็สามารถที่จะลากหางพ่วงลากแคร่ได้เพิ่มขึ้น มีกําลังมากขึ้น ดังนั้นทางการรถไฟแห่งประเทศไทยก็กําลังพิจารณาร่นระยะเวลาในการรีแฮชรางจาก ๕ ป้ มาเหลือ ๓ ป้ แล้วถ้าหากว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยได้รับงบประมาณ อีก ๑๓ คัน ก็คงจะขอพร้อม ๆ กัน แต่ขณะนี้ในเมื่อสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติให้มา ๗ คัน การรถไฟแห่งประเทศไทยก็จะเร่งในการจัดซื้อ ๗ คันนี้ก่อน นี่คือคําตอบในส่วนแรกของข้อที่ ๒ เรื่องของนโยบายเวลาการเดินทางของการเดินทาง รถไฟและความเร็วก็เช่นเดียวกัน ตามที่ได้กราบเรียนไว้ตั้งแต่ต้นว่าการซ่อมรางของ การรถไฟแห่งประเทศไทยนั้นต้องใช้เงินจํานวนมาก แล้วก็ในอดีตที่ผ่านมาก็ถูก ปล่อยปละละเลยไปค่อนข้างมาก เนื่องจากว่าไม่ได้รับงบประมาณ ก็ทําให้รางที่ใช้อยู่นั้น เสื่อมสภาพไปเปึนจํานวนมาก แล้วก็การรถไฟแห่งประเทศไทยก็ไม่สามารถใช้ความเร็วได้ ขณะนี้จริง ๆ แล้วรถไฟใช้ความเร็วประมาณ ๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้นเปึนอย่างสูง แล้วถ้ารางช่วงใด หมอนช่วงใดที่ยังไม่ได้รับงบประมาณมาปรับปรุง มาพัฒนา รถไฟก็ใช้ วิธีเปึนศัพท์ใหม่ที่ผมเพิ่งได้ยิน ใช้วิธีเบาราง คําว่า เบาราง ก็คือวิ่งช้าหน่อย ก็เลยทําให้ ความเร็วลดลง เมื่อความเร็วลดลงการถึงเปัาหมายก็คลาดเคลื่อน ดังนั้นที่ตอบไปข้อแรก ในชุดแรกนั้น ก็คือเรื่องของการสร้างรถไฟทางคู่ใหม่ขึ้นมา ซึ่งรถไฟทางคู่ที่จะสร้างใหม่นั้น มีความเร็วประมาณ ๑๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเหมาะสมกับโครงสร้างการเดินทางของ ประเทศไทย แต่ถึงอย่างไรก็ดีการรถไฟแห่งประเทศไทยเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีเงินเท่าไร ก็พยายามเร่งรัดผลักดันเท่าที่การรถไฟแห่งประเทศไทยมีสตางค์อยู่หรือได้รับงบประมาณมา ในขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทยกําลังก่อสร้างเส้นทางสายฉะเชิงเทรา - แหลมฉบัง อยู่ ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในป้นี้ แล้วก็ในป้ ๒๕๕๒ ก็จะมีการก่อสร้างเส้นทางสายแก่งคอย คลอง ๑๙ ฉะเชิงเทรา ก็จะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ ๓ ป้ ๒ เส้นทางนี้ก็คงจะแล้วเสร็จ แล้วก็จะใช้ได้อย่างบริบูรณ์ประมาณป้ ๒๕๕๕
ตอบข้อถาม คําถามที่ ๒ ในส่วนที่ ๓ ในเรื่องของการขาดทุนที่ท่านนคร มาฉิม ได้กรุณาบอกว่าอยากจะขอแย้งว่าทําไมไม่นํารายได้ของทรัพย์สินมาชดเชยตรงนี้ ก็ต้องกราบเรียนว่าในนิยามของการรถไฟแห่งประเทศไทยนั้นก็คงไม่ได้ไปคํานึงถึงในเรื่อง ของจะนําอสังหาริมทรัพย์หรือที่ดินไปสร้างรายได้เพื่อมาชดเชยในเรื่องของการขาดทุน เปึนคนละส่วนกัน ต้องเรียนว่าเปึนคนละส่วนกัน ตัวการรถไฟแห่งประเทศไทยเอง เดินรถแล้วต้องพัฒนาให้สามารถเลี้ยงตัวได้ แล้วที่ได้กราบเรียนว่าการรถไฟแห่ง ประเทศไทยเพื่อสังคม ก็ต้องเรียนว่าเปึนของคนยากคนจนที่ใช้บริการ ขณะนี้ยกตัวอย่าง กรุงเทพ – อยุธยา ก็ยังเก็บอยู่ประมาณ ๕ บาท ถึง ๑๐ บาทเท่านั้นเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้น ทางรัฐบาลก็ได้คํานึงถึงความสามารถในการจ่ายค่าโดยสารของพี่น้องในชนบทอยู่ ก็ยังรับภาระในส่วนนี้อยู่นะครับ
ส่วนเรื่องของที่ได้ถามว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยมีที่ดินที่มีศักยภาพสูง ๆ แล้วที่บอกว่าที่ดินตรงสามเหลี่ยมลาดพร้าว แล้วก็ที่ท่านนคร มาฉิม บอกว่า พูดตรง ๆ ก็คือเรื่องที่ดินของเซ็นทรัล คงต้องกราบเรียนนะครับว่าเราคงจําได้ว่าพระราชบัญญัติ ร่วมทุนกับเอกชนป้ ๒๕๓๕ ได้มีพระราชบัญญัติ โดยเฉพาะในเรื่องของพระราชบัญญัติ ร่วมทุน แล้วพระราชบัญญัติร่วมทุนนั้นก็ได้กําหนดคณะกรรมการตามมาตรา ๑๓ ขึ้นมาดู ทั้งหมด ซึ่งต้องเรียนว่าทางกระทรวงเองได้มีแนวคิดว่าจะเข้าไปดูแล จะเข้าไปให้ คําแนะนําเพื่อให้การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ผลประโยชน์สูงสุด แต่มาตรา ๑๓ บอกว่า กระทรวงไม่เกี่ยว เปึนอํานาจของมาตรา ๑๓ ที่จะพิจารณา กระทรวงไม่เกี่ยว เพราะว่า มาตรา ๑๓ มีอํานาจ แต่ถึงอย่างไรก็ดีทางกระทรวงก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลย ทางกระทรวงก็ได้ติดตามเพื่อให้การรถไฟแห่งประเทศไทยไม่เสียประโยชน์แล้วให้ได้ ประโยชน์สูงสุด แล้วรายได้เท่าที่กระทรวงได้ติดตามเปึนเรื่องแค่ของติดตามเท่านั้น ก็ทราบว่าในสัญญาใหม่ที่จะเกิดขึ้นตามที่มาตรา ๑๓ ได้ดําเนินการตั้งแต่ต้นจนจบนั้น ก็น่าจะอยู่ที่หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งดูแล้วก็น่าจะพอเปึนไปได้ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น อํานาจเหล่านี้อยู่ที่มาตรา ๑๓ ขอบคุณครับ