สิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ พูดถึงการแก้ไขพระราชบัญญัติสหกรณ์ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกรอบความคิดในการจัดตั้งสหกรณ์ในประเทศไทย เพื่อให้สหกรณ์สามารถมีความเข้มแข็งและประสบความสําเร็จได้ เช่นเดียวกับสหกรณ์ในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหกรณ์ร้านค้าที่สามารถรวมกลุ่มกันเพื่อต่อสู้กับธุรกิจขนาดใหญ่
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคชาติไทย ท่านประธานครับ วันนี้เรากําลังพิจารณากันเรื่องร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ ซึ่งผมเห็นว่าร่างนี้นั้นไม่ว่าจะ เปึนผู้เสนอท่านใดที่ได้เสนอเข้ามา ล้วนแล้วแต่เปึนประโยชน์อย่างยิ่งครับ สําหรับพี่น้อง ประชาชนของพวกเราทุกคน เปึนที่น่าสังเกตท่านประธานครับว่าในประเทศไทยนั้นมีสหกรณ์ อยู่จํานวนมาก ไม่ว่าจะเปึนสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ประมง สหกรณ์นิคม สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนหรือสหกรณ์บริการ แต่ก็เปึนที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่าเหตุใดสหกรณ์ซึ่งเปึนองค์กรที่มีมาตั้งแต่ หลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ มีประวัติอันยาวนาน แต่ดูเหมือนว่าสหกรณ์ส่วนมากจะไม่ค่อย ประสบความสําเร็จสักเท่าไร ท่านประธานครับ วันนี้ได้เห็นร่างของท่านคณะรัฐมนตรี ท่านจัดมานั้น ผมเชื่อว่าในร่างเหล่านี้นั้นน่าจะเปึนส่วนหนึ่งที่ทําให้องค์กรสหกรณ์นั้น มีความเข้มแข็งมากขึ้น และผมก็คงต้องขอฝากประเด็นที่นอกเหนือจากร่างที่ท่านนําเสนอ มาในบางประเด็น อย่างเช่นท่านประธานครับ ผมขอยกตัวอย่างให้ฟังครับว่าในประเทศ ในกลุ่มสแกนดิเนเวียมีสหกรณ์ประเภทหนึ่งเรียกว่า สหกรณ์ร้านค้าที่เขามีความเข้มแข็ง เปึนอย่างมาก สหกรณ์ร้านค้านั้นรวมกลุ่มกันเพื่อจะต่อสู้กับธุรกิจขนาดใหญ่ที่เรียกว่า ไฮเปอร์ มาร์ท (Hyper mart) ธุรกิจค้าส่งขนาดใหญ่และเขาสู้ได้ เขาอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง แต่พอเรากลับมาดูสหกรณ์ในประเทศไทย สหกรณ์ร้านค้าเช่นเดียวกันกลับกลายเปึน สหกรณ์รูปแบบที่กําลังจะหมดไปจากประเทศไทย ทั้งที่โดยหลักการแล้วนั้นสหกรณ์ ก็คือการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการที่มีเจตนารมณ์เดียวกันที่ต้องการจะช่วยเหลือกัน แล้วต้องการจะหากําไรร่วมกันแทนที่สหกรณ์ร้านค้าเหล่านี้นั้นจะสามารถรวมกลุ่มกันได้ รวมเงินกันได้แล้วไปต่อรองกับผู้ค้าส่งและมาต่อสู้กับห้างขนาดใหญ่ แต่กลับทําไม่ได้ครับ หลายคนเขาบอกว่าเนื่องจากหลักคิดในการตั้งสหกรณ์นั้นเปึนแบบท็อปดาวน์ แอพโพรช (Top down approach) ก็คือคิดจากบนลงมาข้างล่าง และความยืดหยุ่นน้อย จึงทําให้ หลักการในการจัดตั้งสหกรณ์แต่ละแบบนั้นที่ลงมาในรูปแบบนโยบายนั้นมันเหมาะกับ สหกรณ์เพียงบางรูปแบบ และไม่เหมาะกับสหกรณ์หลาย ๆ รูปแบบ สหกรณ์ในต่างชาตินั้น รวมกันจากข้างล่างครับท่านประธาน รวมกันแล้วเขาหาว่าอาชีพแบบของเขานั้นควรจะมี การดําเนินการเช่นไร เขากําหนดกฎเกณฑ์ของเขาได้รัฐบาลรับฟังออกกฎหมายมารองรับ แต่ของเรากําหนดกรอบเอามาไว้ แล้วบอกว่าคุณต้องทําตามแบบนี้ ๆ แล้วเราจะสังเกตได้ อีกอย่างหนึ่งท่านประธานครับ ว่าสมาชิกสหกรณ์ในประเทศไทยนั้นส่วนมากจะไม่มี ความผูกพันกับสหกรณ์ ที่ผมหมายถึงส่วนมากคือสหกรณ์ที่ไม่ประสบความสําเร็จจะไม่มี ความผูกพันกับสหกรณ์ กรอบความคิดของเขานั้นจะคิดเพียงในกรอบที่ว่าเจ้าหน้าที่ ของรัฐมาแนะนําแบบไหนและสอนให้เขาคิดอย่างไร และการกลุ่มนั้นเปึนการรวมกลุ่ม แบบหลวม ๆ บางครั้งรวมกลุ่มขึ้นมาเพื่อที่จะรองรับประโยชน์ที่จะได้จากรัฐบาล เปึนการเฉพาะกิจหรือบางครั้งนักวิชาการเขาก็ยังบอกว่ารูปแบบในการจัดตั้งสหกรณ์ของ เมืองไทยนั้นเปึนรูปแบบในการจัดตั้งทางการเมือง ดังนั้นเรื่องเหล่านี้ท่านประธานครับ ที่ผมอยากจะขอฝากเพิ่มเติมในรูปในกรอบวิธีคิดกระบวนการว่าวันนี้ถ้าท่านคิดว่า ท่านจะมีการยกร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ขึ้นมาใหม่ อยากจะฝากเรื่องนี้ท่านจะมี วิธีการใดบ้างที่จะได้ช่วยให้มันมีการยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ในการดําเนินการในสหกรณ์ แต่ละสหกรณ์ ท่านประธานครับที่ผมยกตัวอย่างมานั้นมีสหกรณ์บางประเภทประสบ ความสําเร็จ ซึ่งถ้าเราจะพูดถึงสหกรณ์ที่ประสบความสําเร็จนั้นทุกคนคงไม่ปฏิเสธว่า สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเปึนหนึ่งในสหกรณ์ที่ประสบความสําเร็จเปึนอย่างสูง ผมขอยกตัวอย่างนะครับ อย่างเช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดศรีสะเกษซึ่งเปึนจังหวัด ของกระผมมีสมาชิกอยู่ทั้งหมดประมาณ ๑๔,๐๐๐ คน มีมูลค่าหุ้นทั้งหมดประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาท เงินกู้ ๔,๐๐๐ ล้านบาท เงินหมุนเวียนป้ละหมื่นกว่าล้านบาท มากยิ่งกว่าธนาคารพาณิชย์ หลาย ๆ ธนาคารอยู่ในจังหวัดศรีสะเกษ แต่ความคล่องตัวในการทํางานก็ยังไม่มีเท่าที่ควร การตรวจสอบ ความโปร่งใสก็ยังไม่มีเท่าที่ควร ผมได้ปรึกษาคณะครูที่เปึนสมาชิกสหกรณ์ ออมทรัพย์ครูหลายท่าน เขาก็ได้เสนอแนะมาบอกว่า ในกรอบความคิดของสหกรณ์นั้น ที่กระทรวงมีมาให้ เขาบอกว่าสหกรณ์ที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องนั้นจะมีกรรมการ ได้ไม่เกิน ๑๕ คน หมายความว่าสหกรณ์ที่มีสมาชิก ๑๐๐ – ๒๐๐ – ๓๐๐ – ๕๐๐ คน หรือ ๑๐,๐๐๐ คน หรือ ๒๐,๐๐๐ คน ก็มีกรรมการได้ไม่เกิน ๑๕ คน จังหวัดศรีสะเกษนั้น มีทั้งหมด ๒๒ อําเภอ ในอดีตที่ผ่านมากรรมการสหกรณ์มีทั้งหมด ๓๙ คน เฉลี่ยแล้ว บางอําเภอก็จะมีกรรมการ ๑ คน เพื่อคอยรับฟังปัญหาแล้วคอยบริการสมาชิก บางอําเภอ ก็มี ๒ คน แต่ตอนนี้ ๒๒ อําเภอเหลือ ๑๕ คน บางคนถามครับ ถามว่า การมีกรรมการ จํานวนมากนั้นมีความจําเปึนอย่างไร ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งบริษัทเอกชนหลายแห่ง มีกรรมการเพียงไม่กี่คนครับ ๑๕ คน ๑๐ คน แล้วแต่องค์กร เขาก็ยังสามารถบริหารเงิน เปึนแสน ๆ ล้านบาท เปึนหมื่น ๆ ล้านบาทได้ กรอบความคิดต่างกันครับ บริษัทเอกชนนั้น แต่ละสิทธิแต่ละเสียงนั้นเขาคิดจากมูลค่าหุ้นที่เขาถืออยู่ ประธานในที่ประชุม ผมเชื่อว่า จะต้องเปึน ผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่สมาชิกสหกรณ์นั้นทุกคนมี ๑ หุ้นเท่ากันหมด ดังนั้นถ้าท่าน จะได้กรุณาขยายกรอบในการเพิ่มจํานวนคณะกรรมการสหกรณ์ขึ้นมาได้โดยท่านอาจจะ แบ่งเปึนขั้นบันไดว่า ถ้ามีสมาชิกต่ํากว่า ๕,๐๐๐ คน อาจจะมีสักเท่าไร ๑๐,๐๐๐ คน ขึ้นไปอาจจะมีสักเท่าไร เพราะผมเชื่อครับว่าถ้ามีจํานวนสมาชิกมากขึ้นนั้น มีจํานวน กรรมการมากขึ้นนั้นเขาสามารถที่จะช่วยกันร่างนโยบาย และช่วยกันตรวจสอบกันเองได้ ท่านประธานครับประเด็นหนึ่งที่ผมได้อ่านดูในร่างฉบับนี้ และผมเห็นว่าเปึนประโยชน์ อย่างยิ่ง นั่นก็คือมาตรา ๘ ที่ท่านได้เสนอขึ้นมา นั่นก็คือการที่อนุญาตให้ทางสหกรณ์นั้น สามารถหักเงิน กับต้นสังกัดของผู้ที่กู้ยืมเงินจากสหกรณ์ได้ เหตุเกิดจากว่าในอดีต ที่ผ่านมาครับ สหกรณ์หลายต่อหลายสหกรณ์เขาก็ได้มีการหักเงินจากต้นสังกัด แต่ระยะเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งผู้กู้ก็ทําหนังสือถึงต้นสังกัด ก็บอกว่าต่อไปนี้เขาจะ ไม่ชําระ จะไม่ยอมให้หักเงินผ่านสหกรณ์แล้วนะ ต้นสังกัดก็ไม่ทราบครับ ต้นสังกัด ก็ทําหนังสือแทงออกมาว่าต่อไปไม่อนุญาตให้หักเงินแล้ว เจ้าหน้าที่สหกรณ์จะไปทวงเงิน เขาก็ไม่กล้าทวง เพราะมันไม่มีกฎหมายรองรับ พอไม่มีกฎหมายรองรับ แต่ทําอย่างไร ล่ะครับ ภาระทางแพ่งก็ยังมีอยู่ เพราะเขายังชําระเงินไม่หมดแล้วเขาก็ไปกู้เงินสหกรณ์อื่น ซึ่งมันไม่ได้มีการตรวจบูโร (Bureau) ไม่ได้มีการตรวจเครดิตว่าคนนี้เครดิตเปึนอย่างไร ดังนั้นเมื่อพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกมาตรา ๘ มา ผมจึงเห็นว่ามาตรานี้จะมีส่วนเปึนอย่าง ยิ่งครับ ที่จะทําให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งขึ้น ความเข้มแข็งส่วนหนึ่งเราต้องยอมรับครับ ว่าการปล่อยหนี้และการเก็บหนี้ได้มันก็เปึนความเข้มแข็งอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ปล่อยไปเท่าไร ก็เปึนหนี้เสียแล้ว นอกจากนั้นแล้วผมก็ยังเห็นว่ามันยังเปึนการสร้างวินัย สร้างวินัยของผู้กู้ ว่าเมื่อเขากู้แล้วนะ เขาก็จะต้องมาชําระให้มันครบถ้วนตามภาระหนี้สินที่เขาได้ก่อขึ้น ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมจะฝากคงจะมีเพียงสั้น ๆ เท่านี้ แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ก็ต้องขอฝากท่านทางคณะรัฐมนตรี และกรรมาธิการวิสามัญที่จะได้มีขึ้นได้นําไป พิจารณาด้วย ขอกราบขอบพระคุณครับ