สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๑

สุนี ไชยรส หารือเรื่องการตรวจสอบและรายงานผลการตรวจสอบปัญหาสิทธิมนุษยชน โดยแสดงความเห็นเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบและข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล และเรียกร้องให้ร่วมมือกันสร้างวัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

นางสุนี ไชยรส คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ในนามของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดิฉัน สุนี ไชยรส ก็ขอขอบพระคุณต่อท่านประธาน และท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน เพราะว่าได้รับคําแนะนําที่เปึนประโยชน์ ทั้งใน เชิงของภาพรวมและก็ข้อเสนอแนะที่เปึนรูปธรรมหลายประการ และคิดว่าอีกไม่นานนัก รายงานประจําป้ ๒๕๕๐ ก็คงจะได้มีโอกาสกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ในเวลาไม่นานนี้เอง ร่วมกับรายงานผลการตรวจสอบที่ดิฉันได้นําเสนอไปแล้วว่าต้องขอ พึ่งสภาให้ช่วยดําเนินการในหลาย ๆ เรื่องที่ไม่สามารถจะแก้ไขเยียวยาได้ ดิฉันเอง ในฐานะที่เปึนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอยู่มาประมาณ ๗ ป้ ขอเรียนตรง ๆ ว่าเคยได้ทํางานร่วมกับกรรมาธิการหลายชุดของสภาผู้แทนราษฎร หรือกรรมาธิการ ของวุฒิสภาในการช่วยแก้ไขเยียวยาปัญหาหรือว่าช่วยกันรณรงค์แก้ไขนโยบายของรัฐ หรือตัวกฎหมายบางประการ อันนี้ก็เปึนหลายชุดสภานะคะ ก็หวังว่าจะมีโอกาสได้ทํางาน ร่วมกันกับทางกรรมาธิการสภาต่อไป ดิฉันฟังเรื่องราวของเหตุการณ์วันที่ ๗ ตุลาคม ด้วยความสะเทือนใจเช่นเดียวกันกับท่าน และคิดว่าทุกท่านที่อยู่ในสังคมไทยวันนี้ล้วนแต่ สะเทือนใจและเจ็บปวดกับเหตุการณ์วันที่ ๗ ตุลาคม ไม่ว่าท่านจะอยู่มุมไหนของเหตุการณ์ เช่นดังที่ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติได้กรุณาเล่าให้เห็นบรรยากาศความสะเทือนใจและ ปัญหาของท่านที่อยู่ในสภาในช่วงเวลาของเหตุการณ์เช้าวันที่ ๗ ตุลาคม ดิฉันคิดว่า กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเองเรียนสั้น ๆ ว่าก็ถูกวิจารณ์จากหลายฝ์ายเช่นกัน ไม่ว่า ฝ์ายใดก็ตาม เพราะฉะนั้นที่ท่านอาจจะตั้งข้อสังเกตว่ากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง ขอเรียนว่าเราถูกวิจารณ์จากทุกฝ์าย ขณะเดียวกันกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติเองพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่เหมือนทําหน้าที่คนกลางเสียทีเดียว เพราะ เราไม่มีอํานาจหน้าที่โดยตรงอย่างนั้น แต่ได้พยายามเป่ดเวทีที่จะรับฟังความเห็นของคน ที่อาจจะไม่ใช่คนอยู่ฝ์ายใดฝ์ายหนึ่ง เพื่อให้สังคมได้ร่วมกันสะท้อนความรู้สึกหรือว่า ช่วยกันคิดหาทางออก เพราะคิดว่าวันนี้สังคมไทยเห็นปัญหาร่วมกัน แต่ว่านั่นก็เปึนเพียง มุมหนึ่งที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติดําเนินการไปบ้าง แต่ไม่สามารถที่จะไป มีผลสะเทือนหรือว่าแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้โดยตรง

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่า ดิฉันขออนุญาตตอบคําถามที่ท่านสมาชิกได้เป่ด ประเด็นไว้ แต่ว่าแม้ท่านจะไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่หวังว่าท่านจะได้รับฟังด้วย ก็คือท่าทีของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต่อการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน เนื่องจากว่า รายงานฉบับนี้เกิดขึ้นหลังจากรัฐประหาร ๑๐ วัน ดังที่มีบางท่านช่วยกรุณาเตือนให้ อันที่ ๒ ก็คือในรายงานประจําป้ ๒๕๕๐ ซึ่งจะเข้ามาเร็ว ๆ นี้ก็จะมีบางประเด็นที่ คาบเกี่ยวกับการรัฐประหารมากขึ้น แต่เรียนว่าเราเองในนามของคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติก็แสดงท่าทีวิจารณ์หรือมีข้อเสนอต่อคณะ คมช. แล้วก็รัฐบาลที่แต่งตั้ง โดย คมช. เปึนระยะ ๆ ทําเสมือนหนึ่งว่านี่คือกระบวนการปกติในความหมายว่ากรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติตรวจสอบในความเปึนอิสระแล้วก็วิจารณ์รัฐบาล รัฐบาลทุกยุค ทุกสมัยเองก็วิจารณ์กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาโดยตลอดว่ากรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาตินั้นทําตัวเสมือนเปึนฝ์ายค้าน เนื่องจากว่ามีข้อเสนอ มีข้อวิจารณ์ ติติง รัฐบาลอยู่ตลอดเวลาเนื่องจากว่าคิดว่าการทํางานเชิงรุกของสิทธิมนุษยชนนั้นต้องแก้ไข กฎหมายหลายฉบับที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในขณะเดียวกันก็ต้องเร่งรัดให้หน่วยงานของรัฐ ตระหนักจึงจะแก้ไขปัญหารูปธรรมได้ เพราะฉะนั้นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงโดนข้อหานี้มาตลอดทุกยุค ทุกสมัยของรัฐบาลตั้งแต่เกิดขึ้น คือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกิดขึ้นว่าทําตัว เสมือนหนึ่งฝ์ายค้านของรัฐบาล อันนี้ก็เนื่องจากภารกิจที่จําเปึนจริง ๆ ส่วนที่ ๒ ก็คือว่า หลายท่านได้ติติงว่าทําไมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงไม่ตรวจสอบเรื่องนั้น เรื่องนี้ ดิฉันลองยกตัวอย่าง ๒ เรื่อง เช่นกรณีที่มีการไปยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีอันนี้ก็ไป เข้าข่ายของกระบวนการซึ่ง พ.ร.บ. ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้มีข้อห้ามไว้ว่า ถ้าอยู่ในกระบวนการของศาลหรือเปึนประเด็นเดียวกันท่านจะ สังเกตเห็นว่ากรณีเอ็นบีทีนั้นมีการจับกุมคน แล้วก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้น ก็อยู่ในกระบวนการที่ศาลอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไม่ควร จะต้องไปตรวจสอบซ้ําซ้อน อันนี้ดิฉันยกเปึนตัวอย่างว่าเรามีมาตรา ๒๒ ที่บางอย่าง ก็ไม่สามารถก้าวล่วงอํานาจของศาลได้ ข้อที่ ๒ หลายเรื่องเช่นกรณีที่ท่านอาจจะวิจารณ์ พันธมิตรว่าไปยึดทําเนียบรัฐบาล อันนี้อาจจะเปึนข้อสังเกตโดยส่วนตัว ดิฉันคิดว่ากรณี ของรัฐบาลมีอํานาจรัฐ มีกลไกของรัฐ เพราะฉะนั้นหลายเรื่องในกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติจะย้ําอยู่ในแถลงหรือจดหมายเสมอบอกว่าเคารพเอกสิทธิ์ของรัฐบาล เพราะฉะนั้นการทํางานของรัฐบาลหลายเรื่อง ก็ต้องเปึนเอกสิทธิ์ของรัฐบาล เรื่องนี้ เปึนประเด็นทางการเมือง เรื่องนี้เปึนความขัดแย้งทางการเมือง เพราะฉะนั้นคณะรัฐบาล เองจะต้องแก้ปัญหาตรงนั้น คือดิฉันไม่ได้ปฏิเสธว่ากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ไม่ควรไปตรวจสอบพันธมิตร เพราะมีข้อร้องเรียนมาอยู่แล้ว ซึ่งเดี๋ยวเราก็คงจะต้อง ดําเนินการบางประเด็นต่อไป แต่ว่าบางเรื่องนั้นอยู่ในกลไกอํานาจรัฐ ปกติสามารถ ดําเนินการได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นบางเรื่องอาจจะไม่ได้อยู่ในประเด็นที่กรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติตรวจสอบ ข้อที่ ๓ ก็คือว่า ๗ ตุลาคม ดิฉันขอย้ําอีกครั้งหนึ่งว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติยังไม่ได้จบภารกิจ แล้วก็กําลังเดินหน้า ซึ่งท่าน สมาชิกก็ได้กรุณาให้ข้อมูลที่เปึนประโยชน์หลายเรื่อง แล้วก็หวังอย่างยิ่งว่าถ้าท่านเต็มใจ แล้วก็พร้อมที่จะให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสอบถามเพิ่มเติม หรือมี ข้อแนะนําว่าควรจะรับฟังเรื่องอะไรเพิ่มเติม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็ยินดีเสมอ เพราะว่ายังอยู่ ในกระบวนการของการตรวจสอบให้ครบถ้วน ข้อเสนอสุดท้าย อยากจะเรียนอย่างนี้ค่ะว่าสิทธิมนุษยชนนั้นไม่สามารถใช้กฎหมายบังคับได้ เพราะฉะนั้น หลายเรื่องคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงเสนอในเชิงของการรณรงค์หรือ นโยบายของรัฐที่เปลี่ยนแปลง แต่ว่าพยายามย้ําเสนอต่อรัฐบาลโดยตลอดว่ากรุณา อย่าใช้แต่กฎหมาย เพราะว่าความขัดแย้งในสถานการณ์ทางการเมืองหรือปัญหาของ คนจน หรือปัญหาของแรงงานที่กําลังประท้วง วันนี้มีผู้คนประท้วงด้วยความเดือดร้อน มากมาย จึงไม่สามารถใช้แต่กฎหมายมาเปึนตัวตั้ง เฉกเช่นกรณีของความขัดแย้งทาง การเมืองปัจจุบัน ซึ่งไม่สามารถใช้กฎหมายใด ๆ อย่างเดียวอย่างหนึ่งมาได้ เพราะฉะนั้น ก็คงจะต้องร่วมมือกับท่านว่าเราจะทําอย่างไรมิให้ความเห็นที่ต่างกัน ณ วันนี้ พัฒนาไปสู่ ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น แล้วทําอย่างไรจะรณรงค์สร้างวัฒนธรรมสิทธิมนุษยชน แห่งชาติที่ความเห็นต่างสามารถอยู่ได้ โดยไม่ปล่อยให้ใครใช้ความรุนแรง คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติท่านเปึนผู้ตั้งขึ้นมาโดยวุฒิสภาจากการสรรหา คณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติจึงมีหน้าที่สร้างบรรทัดฐานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติร่วมกับท่าน แล้วก็จะต้องช่วยกันปัองกันไม่ให้ใครก็ตามใช้อํานาจความรุนแรง ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะทาง การเมืองสูงแค่ไหน อันนี้ก็เปึนหลักการโดยทั่วไป ในขณะเดียวกันผู้ต่ําต้อยแม้แต่นักโทษ ผู้ต้องขัง ผู้ค้ายา หรือแม้แต่คนที่ถูกหาว่าเปึนผู้ก่อความรุนแรงบางระดับ เช่น กรณีของ ภาคใต้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติย่อมต้องสร้างบรรทัดฐานเช่นเดียวกัน ดิฉัน ก็ขออนุญาตที่จะรบกวนเวลาของท่านประธาน แล้วก็ขอขอบพระคุณที่ให้โอกาส คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชี้แจงมาโดยตลอด ขอบคุณค่ะ