สุนี ไชยรส เสนอขอขอบคุณและตั้งใจตรวจสอบกรณีการละเมิดสิทธิเสรีภาพสื่อและเสรีภาพแสดงความคิดเห็น โดยอธิบายว่าไม่ได้นำสื่อเป็นหลักในการตรวจสอบ แต่จะใช้กระบวนการและรวบรวมข้อมูลจากหลายฝ่าย เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และยังพูดถึงการตรวจสอบเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2519 และเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเคารพต่อกระบวนการตรวจสอบและถอดถอน
ต้องขอขอบคุณ นะคะ คิดว่ากรณีประเด็นการละเมิดสื่อ เรียนค่ะว่าเรามีอนุกรรมการว่าด้วยสิทธิของ เสรีภาพสื่อแล้วก็อนุกรรมการว่าด้วยเสรีภาพแสดงความคิดเห็น เรื่องที่อาจจะไม่ปรากฏ ในรายงานเท่าที่ดิฉันลองทบทวนดูบางส่วนนั้นอาจจะมีการไปประชุม ไปเสวนาเรื่องสื่อ กันจํานวนมากอันนี้เปึนกรณีการละเมิดสื่อ แต่ว่าอาจจะไม่ใช่เปึนรายงานที่ปรากฏ สําเร็จรูปมาเรียบร้อยแล้วในป้ ๒๕๔๙ คืออาจจะอยู่ในกระบวนการสัมมนาบ้าง ตรวจสอบไปบ้างแล้วก็ไม่ได้ทํารายงานที่เสร็จสมบูรณ์อันนี้ก็อาจจะกรณีนั้น แต่ไม่ได้ หมายความว่าไม่มีรายงานแล้วไม่มีกระบวนการ ถ้าท่านติดตามดูจะพบว่ามีการประชุม เสวนาหรือว่าถกเถียงกันหรือข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องสื่อ อันนี้ก็ขออนุญาตอธิบายเพียงเท่านี้ แต่ว่าคิดว่าจะมีอยู่ในรายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนนี้อีกฉบับหนึ่ง แล้วประเด็นที่ ๓ ก็คือว่า ขอน้อมรับคําเสนอของท่านว่าในรายงานป้ต่อไปเราจะตรวจสอบ เรื่องราวเหล่านี้ประมวลให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ทีนี้ในส่วนข้อเสนอสุดท้าย ตอนแรกดิฉันคิดว่าจะไม่ได้ชี้แจงอะไร แต่คิดว่า มันมีประเด็นนัยสําคัญที่ขออนุญาตท่านประธาน พอดีท่านได้พูดว่าถ้าหากว่าในอนาคต เกิดอะไรขึ้น อาจารย์เสน่ห์ จามริก และดิฉันด้วย รวมทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติน่าจะต้องเหมือนกับขอโทษต่อสภา คํานี้ทําให้ดิฉันจําเปึนต้องขออนุญาต แลกเปลี่ยนด้วย เพราะว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเองถ้าท่านลองทบทวน จากที่ได้นําเสนอนะคะ ในรายงานที่มีการแถลงไปในเบื้องต้นจะอยู่ในวันศุกร์ที่ ๑๗ ตุลาคม คือเกิดเหตุการณ์วันที่ ๗ แน่นอนอาจจะมีการสัมภาษณ์หรืออาจจะมีการถามไถ่ อะไรต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทั้งรายบุคคลหรือบางกรณี แต่รายงาน ที่ออกมาเบื้องต้นที่เปึนข่าวคือวันศุกร์ที่ ๑๗ ตุลาคม แต่ว่านั่นไม่ใช่นัยสําคัญ เพราะว่า ดิฉันเข้าใจประเด็นความรู้สึกของท่านดีว่าไม่ใช่ประเด็นแค่ระยะเวลาเพียง ๑๐ วัน หรือ ๘ วัน แต่มันหมายถึงว่าท่านคิดว่ากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้นําทางไปสู่การ ทําให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น เพราะฉะนั้นขออนุญาตย้ํานิดหนึ่งนะคะว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไม่ได้ดูแต่สื่อ แต่หมายถึงว่าได้ใช้กระบวนการ และจํานวนคนจํานวนมากทีเดียวในการเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงและรับฟังจาก หลายฝ์ายในเบื้องต้น เพราะฉะนั้นเรายังไม่จบรายงาน ที่ท่านทักท้วงดิฉันเห็นชอบด้วย แต่ว่ากรณีของความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น ในภารกิจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติไม่มีทางหลีกเลี่ยงเลยว่าเราจะเห็นภาพของความรุนแรงแล้วก็ความสูญเสีย ของผู้คน ทั้งการเสียชีวิตและการสูญเสียอวัยวะ รวมทั้งการเจ็บปวด แล้วให้กรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาตินั้นนิ่งเฉย ดิฉันอยากให้ท่านลองทบทวนว่ามันมิได้หมายถึงว่า ไม่เปึนธรรมต่อใคร กรรมการสิทธิมนุษชนแห่งชาติโดนวิจารณ์จากทั้งพันธมิตร จากทั้งหลาย ๆ ฝ์ายอยู่มาเปึนประจําค่ะ เพราะฉะนั้นการได้ตรวจสอบความรุนแรง เพื่อปัองปรามสังคมในช่วงสถานการณ์ที่กําลังเกิดความร้อนแรงและยังไม่ท่าทีที่จะสงบ ดิฉันอยากให้ท่านลองพิจารณาอย่างเที่ยงธรรมนะคะว่าบทบาทของคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาตินั้นถ้าขืนไม่พูดเรื่องความรุนแรงที่เกิดขึ้นในขณะนั้นและช่วย คลี่คลายสถานการณ์ว่าความอึมครึมที่เกิดขึ้นนั้นมันเปึนผลมาจากอะไร เพราะว่ามีทั้ง คนบอกว่าตํารวจขว้างระเบิดใส่ประชาชน นั่นก็หนักไป หรือบอกว่ามีการใช้ป๋นยิงจํานวน มากจนทําให้เกิดบรรยากาศที่สูญเสียอวัยวะ กระทั่งเสียหาย แต่การตรวจสอบครั้งนี้ ช่วยทําให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่ามันเปึนกระบวนการของหลายเรื่อง เช่น ขั้นตอนของการ สลายการชุมนุมที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งหวังว่าจะเปึนบรรทัดฐานต่อไปในอนาคต เพราะมันเปึน มาตรฐานทางสากล แล้วก็รัฐธรรมนูญไทยเองก็รับรอง
อันที่ ๒ ก็คือว่าท่านคงเห็นพ้องกับดิฉันว่าการใช้วิธีการยิงที่อาจจะไม่ได้ มีการฝ๊กมาอย่างดีพอก็เลยทําให้เกิดประเด็นปัญหาว่าทําไมจึงทําให้เกิดเรื่องขึ้นมาว่า ความรุนแรงต่อการสูญเสียวันนั้นเกิดอะไรขึ้น และส่วนที่ ๓ ก็คือว่าการไปค้นพบว่า แก๊สน้ําตาซึ่งอาจจะมีปัญหาของเรื่องคุณภาพหรือมาตรฐานทางสากล นี่เปึนเพียงข้อสรุป เบื้องต้น แต่เราต้องยอมรับร่วมกันค่ะว่าตํารวจเจ็บปวด แล้วก็สูญเสียไปจํานวนไม่ใช่น้อย แต่ขณะเดียวกันถ้าท่านพิจารณาอย่างเปึนธรรม เหตุการณ์ ๐๗.๐๐ นาฬิกานั้นได้เกิด ขึ้นมาก่อนที่จะนําไปสู่ความรู้สึกที่กดดันหรือความรู้สึกที่โมโห เคียดแค้นของอีกฝ์ายหนึ่ง แล้วก็เกิดเรื่องราวที่ตํารวจบาดเจ็บตามมาในช่วงเวลาบ่าย ที่พูดนี้มิได้หมายถึงว่า กล่าวโทษตํารวจหรือกล่าวโทษฝ์ายที่บาดเจ็บตรงนั้น แต่ดิฉันอยากเรียนเพื่อความ เปึนธรรมว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทําตามหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ แล้วท่านเองก็มีอํานาจหน้าที่ในการวิจารณ์หรือว่าช่วยแนะนํา หรือกระทั่งอย่างที่ ท่าน ส.ส. สงวน ได้พูดไว้ว่าท่านอาจจะนําไปสู่กระบวนการที่ใช้ช่องทางของผู้ตรวจการ แผ่นดิน ซึ่งตรงนี้ต้องเรียนด้วยความเคารพว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ น้อมรับ เพราะถือว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเองก็ต้องถูกตรวจสอบจากสภา แล้วก็ถูกตรวจสอบจากองค์กรอื่น ๆ หรือตรวจสอบจากประชาชน อันนี้ก็เปึนพันธะ ที่เราเองต้องน้อมรับ เหมือนที่ท่านหนึ่งได้อภิปรายว่าทําไมอาจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย ถูกถอดถอน ถูกอภิปรายอย่างหนักโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แล้วคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติเห็นด้วยกับการรัฐประหารหรืออย่างไร จึงไม่ปกปัองอาจารย์จรัล ซึ่งถ้าท่านทบทวนช่องทางตามรัฐธรรมนูญทั้งหมดท่านก็จะเห็นว่าคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติเคารพต่อสภาผู้แทนราษฎร เคารพต่อวุฒิสภา วันนั้น สนช. ทําหน้าที่ในนามของวุฒิสภา เพราะฉะนั้นเมื่อมีการถอดถอน แม้แต่ถอดถอน อาจารย์เสน่ห์ จามริก ถอดถอนดิฉันเอง ดิฉันลองยกเปึนตัวอย่าง คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติน้อมรับกระบวนการตรวจสอบและถอดถอน เพราะถือว่าเปึนไปตามรัฐธรรมนูญหรือกระบวนการที่เราไม่สามารถไปอ้างอิงว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินั้นอยู่เหนืออํานาจอะไร และไม่สามารถมีใคร ถอดถอนได้ ประวัติศาสตร์ก็คงจะต้องเปึนผู้ตรวจสอบเหมือนกันว่าอะไรเกิดขึ้น ดิฉันเอง ก็ขออนุญาตที่จะต้องพาดพิงเรื่องนี้ แล้วเรียนว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทําตามอํานาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มิได้หมายถึงว่าเอียงข้างหรืออะไรก็ตาม พยายาม อย่างที่สุด อย่างเที่ยงธรรม แล้วก็พร้อมที่จะรับการตรวจสอบจากทุกท่านค่ะ ขอบคุณค่ะ