นิสิต สินธุไพร หารือรายงานผลการปฏิบัติงานปี 2549

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๑

นิสิต สินธุไพร หารือรายงานผลการปฏิบัติงานปี 2549 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยชี้ว่ามีความล่าช้าและขาดประเด็นสำคัญเรื่องการยึดอำนาจรัฐประหาร ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นรุนแรง พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดของประธานกรรมการที่มองว่าการปฏิวัติคือทางออกของสังคมไทย นิสิต สินธุไพร ตั้งคำถามต่อการทำงานของคณะกรรมการฯ โดยเฉพาะกรณีการปลดกรรมการและข้อกังวลเรื่องวาระดำรงตำแหน่งที่อาจเกิน 6 ปี โดยเรียกร้องให้ชี้แจงเหตุผลความโปร่งใสและการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด รวมถึงหารือคุณสมบัติกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๖ และ พ.ร.บ. ปี 2542 โดยชี้ว่าผู้ดำรงตำแหน่งเกินอายุ 70 ปี ถือเป็นการผิดกฎหมายและเรียกร้องให้ประธานคณะกรรมการฯ ชี้แจงข้อเท็จจริง

นายนิสิต สินธุไพร ร้อยเอ็ด

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นิสิต สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ จากการอ่านรายงานผลการปฏิบัติงานประจําป้ ๒๕๔๙ ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งก็เปึนรายงานที่มีผู้ท้วงติงว่ามีความล่าช้า แล้วก็ทางท่านกรรมการก็ได้ชี้แจงไปว่าล่าช้าเพราะอะไร แต่ผมเองก็อยากจะให้ ประสิทธิภาพในการรายงานนั้นเกิดผล เพราะองค์กรตามรัฐธรรมนูญหลายองค์กรก็มี ปัญหาในเรื่องการรายงานล่าช้า เมื่อคราวที่แล้วนะครับ ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภาเองก็มีความล่าช้า สภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ก็มีการเสนอแนะต่อมาก็มีการรายงานเปึนป้ต่อป้ ก็ทําให้เราได้เห็นวิวัฒนาการว่า องค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ทีนี้ประเด็นที่ผมเองกราบเรียนต่อ ท่านประธานก็คือว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกิดจากแนวความคิดปรัชญา ทางการเมืองที่เปึนประชาธิปไตย ประเทศที่มีแนวความคิดที่จะพัฒนาประชาธิปไตย จะต้องมีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อกลั่นกรองตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ การใช้อํานาจต่าง ๆ ของกลุ่มบุคคลด้วย จึงทําให้ประชาธิปไตยมีความอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็จะมีส่วนในการคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมือง สถานการณ์สังคม การเอารัดเอาเปรียบกันทางสิทธิเสรีภาพหลายเรื่อง อย่างกรณี หลายเรื่องที่คณะกรรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เข้าไปคลี่คลายในรายบุคคล ก็ทําให้ บุคคลได้รับสิทธิมากขึ้นและได้รับการเยียวยามากขึ้นและหลายครั้งคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติเข้าไปคลี่คลายบางประเด็นก็ทําให้เปึนปัญหามากขึ้นในเรื่องความเห็น ความแตกต่างเกิดขึ้น ผมเองกราบเรียนว่าถ้าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดํารงแนวความคิดที่ไม่ศรัทธาเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตยจะทําให้การวินิจฉัยการ มองปัญหานั้นบิดเบือนไป ก็จะทําให้ปัญหานั้นยิ่งซ้ําเติมมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นขณะนี้ สังคมไทยมีความแตกต่างทางความคิดและนําไปสู่ความแตกแยกทางความคิด อย่างรุนแรง ผมเองปริวิตกกังวลมากว่ามันรุนแรงถึงขนาดแบ่งภาคกัน วันนี้ชัดเจนว่า ภาคอีสาน ภาคเหนือนั้นมีความคิดคล้ายคลึงกันทางการเมืองและเปึนแนวเดียวกัน ภาคใต้ก็มีความคิดคล้ายคลึงกันกับกรุงเทพมหานคร ภาคกลางก็เกลี่ยกันล่าสุดโพลล์ (Poll) สํารวจประชามติออกมาว่าคนที่มีแนวความคิดเห็นสนับสนุนพันธมิตร ๓๐.๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล ๑๘ จังหวัด ๒. คนที่เห็นด้วยกับ รัฐบาล ๓๑ เปอร์เซ็นต์ จุดจําไม่ได้เมื่อวานนี้ นั่นเห็นได้ชัดเจนว่าความแตกต่างทาง ความคิดทางการเมืองของประชาชนได้พัฒนาการไปถึงความแตกแยก คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงมีความจําเปึนอย่างยิ่งยวดว่าจะต้องเปึนคนที่มีความเชื่อมั่น ศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยจึงจะสามารถช่วยคลี่คลายปัญหาต่าง ๆ ได้ แต่ถ้ามี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมองปัญหาเลือกข้างเหมือนกับองค์กรสถาบันทั่วไป ก็จะเกิดปัญหา ยิ่งซ้ําเติมปัญหาไปอีก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เสนอแนะในที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จึงเปึนประโยชน์ ผมมีความเชื่อว่าทางการเมืองนั้นทุกคน มีความเชื่อมั่นศรัทธาทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แต่มีความเห็นแตกต่างกัน ผมเองอ่านรายงานของท่านนะครับ มีหลายเรื่องโดยเฉพาะผลการดําเนินงาน ส่วนที่ ๑ สถานการณ์เด่นซึ่งท่านสรุปอยู่ ๓ เรื่อง ก็มีเรื่องปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องของสึนามิ แล้วก็เรื่องสิทธิที่ดินและป์า ซึ่ง ๓ เรื่อง แต่สิ่งที่คณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติไม่มีปรากฏในรายงานป้ ๒๕๔๙ เลย ก็คือเรื่องการยึดอํานาจ การรัฐประหาร วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ไม่ปรากฏในรายงานเลย ทั้ง ๆ ที่การยึด อํานาจการรัฐประหารนั้นเปึนการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นรุนแรงต่อประชาชน เพราะฉะนั้น ไม่ทราบว่าเปึนเพราะอะไรจึงไม่มีรายงานที่นี่ไม่มีเลยนะครับ ขอให้ท่านกรรมการ ได้ตอบด้วย แล้วก็ไม่มีข้อมูลว่าประชาชนในช่วงที่มีการยึดอํานาจมีการถูกคนละเมิดสิทธิ โดยคณะ คมช. หรือไม่ มีคนร้องเรียนมากี่ราย แล้วคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาหรือไม่ หรือว่าการปฏิวัติรัฐประหารนั้นไม่ใช่หน้าที่และ ไม่ใช่เรื่องการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรง นี่เปึนเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์ กันได้ แล้วก็เปึนที่น่ากังขามากที่วันหลังจากวันปฏิวัติรัฐประหาร ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่าน ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สัมภาษณ์เห็นพ้องต้องกันกับการปฏิวัติยึดอํานาจ ซึ่งหลักฐาน ก็อ่านไปเมื่อสักครู่นี้ ท่านเห็นว่าการปฏิวัติคือทางออกของสังคมไทย เพราะฉะนั้นนี่คือ พื้นทางฐานทางความคิดทางการเมืองว่าการปฏิวัติไม่ใช่การละเมิดสิทธิเสรีภาพของ ประชาชน นี่ขนาดประธานนะครับ ประธานมีแนวคิดอย่างนี้ ถามว่าเลือกข้างไหม ผมไม่ทราบ เพราะฉะนั้นเมื่อกระบวนการความคิดเปึนอย่างนี้มันจะนําไปสู่การวินิจฉัย ปัญหา การมองปัญหาที่แบ่งข้าง เพราะวันนี้สังคมไทยมันแตกแยกเปึนเสี่ยง ๆ ส่วนหนึ่ง สนับสนุนพันธมิตร ซึ่งก็อุดหนุน คมช. มาเปึนทางเดียวกัน เรียกร้องให้ปฏิวัติเหมือนกัน อีกส่วนหนึ่งก็ต่อต้านพันธมิตรไม่เห็นด้วย ถ้าประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติมีแนวความคิดเห็นด้วยกับปฏิวัติรัฐประหาร ยึดอํานาจ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นี้ ก็แปลว่ากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมองไม่เห็นกับการยึดอํานาจนั้นเปึนเรื่องร้ายแรง ไม่ใช่เปึนการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ประเด็นที่ ๒ ผมก็ถามกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่ามีกรรมการ ท่านหนึ่ง ก็คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จรัล ดิษฐาอภิชัย เปึนกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ท่านนี้เปึนกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสรรหาเมื่อรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ต่อมาได้มี การออกไปเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการ คมช. ก็ปรากฏว่าถูกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง และในที่สุดก็นําไปสู่การปลดดอกเตอร์จรัล ดิษฐาอภิชัย ในที่ประชุมสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ถามว่าถ้าเหตุการณ์อย่างนี้ เกิดขึ้นนี่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีการปกปัองกันหรือไม่อย่างไร หรือแนวความคิดของดอกเตอร์จรัลนั้นเปึนแนวความคิดที่ตรงกันข้าม

ประเด็นที่ ๓ ผมอยากถามว่ากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต้องได้รับ ความเปึนธรรม และผมเองก็จะได้รับความเปึนธรรมจากกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขณะนี้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๕๖ วรรคสี่ กรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีวาระดํารงตําแหน่ง ๖ ป้ นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดํารงตําแหน่งได้เพียงวาระเดียว ขณะนี้กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดของ ท่านขณะนี้ดํารงตําแหน่งป้ ๒๕๔๖ จนถึงวันนี้วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ๖ ป้แล้ว จะเข้าป้ที่ ๗ เกิน ๖ ป้ รัฐธรรมนูญให้ ๖ ป้ แต่นี่จะเข้า ๗ ป้นี้แล้วนี่ ทําไมไม่มีกระบวนการ สรรหาหรือมีบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ขอให้ตอบด้วย เพราะว่าเปึนที่กังขา ของพี่น้องประชาชนมากว่า อยู่ ๖ ป้ ทําไมคณะนี้จึงอยู่จะเลย ๗ ป้แล้ว

ประเด็นที่ ๔ กรรมการสิทธิมนุษยชนในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ วรรคสาม คุณสมบัติลักษณะต้องห้าม การถอดถอน และการกําหนดค่าตอบแทน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้เปึนไปตามกฎหมายที่บัญญัติ กฎหมายที่บัญญัติของ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ป้ ๒๕๔๒ พ.ร.บ. รองรับนะครับ กรรมการห้ามมีอายุเกิน ๗๐ ป้ เกิน ๗๐ ป้ดํารงตําแหน่งไม่ได้ แต่วันนี้ก็ไม่ทราบว่าเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น ท่าน ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ประธานคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาตินี้ ๗๒ ป้แล้ว เกิน ๗๐ ป้ เกินกฎหมาย ก็ขอให้ท่านได้ตอบว่า ถ้าเปึนอย่างนี้มันผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผิดกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๒ หรือไม่ของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ