อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และเรียกร้องการบันทึกเหตุการณ์ลงในรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ส.ส. จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการแสดงความคิดเห็น และมีโอกาสเสนอข้อเสนอแนะต่อรายงานผลการปฏิบัติงานประจําป้ ๒๕๔๙ ของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผมทราบดีว่ารายงานชิ้นนี้เปึนรายงานที่เกิดขึ้นในห้วงระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๔๘ ถึงเดือนกันยายน ๒๕๔๙ ซึ่งเปึนช่วงของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่มี พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เปึนนายกรัฐมนตรีและต่อเนื่องกับเหตุการณ์รัฐประหารในช่วงเวลาประมาณ ๑๐ วัน เพราะฉะนั้นรายงานฉบับนี้จึงเน้นหนักในช่วงตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๔๘ ถึง ต้นเดือนของเดือนกันยายนเสียมากกว่าครับ แล้วก็เปึนการดําเนินงานของคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งมีเนื้อหาแม้ว่า อาจจะไม่ตรงร้อยเปอร์เซ็นต์กับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ แต่ว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ฉบับนั้นคล้ายคลึงกันก็คือการคุ้มครองสิทธิของปวงชนชาวไทยในด้านต่าง ๆ อย่างจริงจัง แล้วก็มากกว่าในช่วงเวลาใด ๆ ในอดีต คําว่า สิทธิของปวงชนชาวไทย ที่ระบุไว้ใน รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นกว้างขวางและก็หลากหลายนะครับทั้งเรื่องสิทธิเสรีภาพ ในร่างกาย เรื่องความเท่าเทียมกันในสิทธิของการศึกษา การรักษาพยาบาล สิทธิชุมชน สิทธิในครัวเรือน การเดินทาง การเลือกที่อยู่อาศัย การแสดงออกการชุมนุมประท้วง การนับถือศาสนา รวมทั้งเสรีภาพทางความคิดและสิทธิในเรื่องของการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ของประชาชน ทุกประเด็นล้วนรองรับอยู่ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ทั้งสิ้นนะครับ ดังนั้น ในรายงานของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิต่อ ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกฝ์าย ทุกประเด็นปัญหา ก็ควรที่ได้รับการบันทึกไว้ในรายงานฉบับนี้ เพราะว่าเอกสารฉบับนี้ต้องถือว่าเปึนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งที่ต้องให้คน รุ่นหลังได้ศึกษาและได้ตรวจสอบในอนาคต ท่านประธานที่เคารพครับ จากการอ่าน รายงานฉบับนี้ก็พบว่าปัญหาการละเมิดสิทธิด้านการรับรู้ของประชาชนโดยเฉพาะเรื่อง ของการคุกคามต่อสื่อสารมวลชน ซึ่งเปึนการละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ประเด็นหนึ่งปรากฏว่าไม่มีการบันทึกไว้ในรายงานฉบับนี้ทั้ง ๆ ที่เปึนเรื่องใหญ่หรือเปึน เรื่องครึกโครมมากต้องยอมรับนะครับว่าในป้ ๒๕๔๙ มีประเด็นปัญหาเรื่องการคุกคาม สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนรุนแรงมากที่สุด ในช่วงรัฐบาลของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่ ป้ ๒๕๔๔ เปึนต้นมา ปัญหาการคุกคามแทรกแซงสื่อมวลชนเปึนปฐมบท ของการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการทําหน้าที่ของสื่อมวลชนนั้นเกิดขึ้นมาก มีการพัฒนา รูปแบบกลวิธีที่สลับซับซ้อนและก็ไม่เคยปรากฏมาก่อนในแวดวงสื่อสารมวลชน เมื่อสื่อมวลชนถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ ย่อมทําให้การทําหน้าที่ไม่สมบูรณ์แล้วก็ต่อเนื่องมา ทําให้สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ที่เปึนจริงของพี่น้องประชาชนก็ถูกละเมิด ไปด้วย นี่เปึนเรื่องที่ต้องตระหนัก ท่านประธานที่เคารพครับในรายงานของสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ซึ่งบันทึกไว้ในโอกาสวันนักข่าวเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๐ เขารายงานเหตุการณ์เมื่อ ป้ ๒๕๔๙ เขาบอกชัดนะครับว่าในช่วง ป้ ๒๕๔๙ สื่อมวลชนไทยต้องเผชิญกับการคุกคามหลากหลายรูปแบบทั้งอํานาจมืดและอํานาจ ที่เป่ดเผยท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ปะทุรุนแรงถึงขีดสุดอีกครั้งหนึ่ง ในประวัติศาสตร์จะเห็นได้ว่าการคุกคามสื่อมวลชนมีให้เห็นอย่างต่อเนื่องและค่อย ๆ ปรากฏชัดเจนรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อาทิ ผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ถูกปลดออกจากตําแหน่งการรายงานและการนําเสนอข่าว การฟัองร้องเรียกค่าเสียหายจาก สื่อเปึนหลักร้อยล้านบาท ม็อบคาราวานคนจนบุกป่ดล้อมอาคารเดอะเนชั่น และม็อบ จักรยานยนต์รวมตัวประท้วงหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฯลฯ ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่เพียงแต่เท่านั้นในรายงานในแถลงการณ์เนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๔๙ สมาคมวิชาชีพทางด้านสื่อสารมวลชนในประเทศไทยได้ร่วมกันออก แถลงการณ์ยุคการสร้างอาณาจักรแห่งความกลัวและความเกลียดชัง อันนี้ชัดเจนมากว่ามันมีความรุนแรงเกิดขึ้นในเรื่องของการละเมิดสิทธิเสรีภาพของ สื่อมวลชน เขาบอกอย่างนี้ครับ เขาบอกว่าตลอดยุคของรัฐบาล พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เสรีภาพของสื่อมวลชนไทยอยู่ในภาวะถดถอยมาโดยตลอด เนื่องจากถูกแทรกซึม แทรกแซง แบ่งแยก ภาวะเช่นนี้ได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรุนแรงขึ้นเปึนทวีคูณ เมื่อเกิด วิกฤตการณ์ทางการเมืองในช่วงปลายป้ ๒๕๔๘ มาถึงปัจจุบัน กล่าวได้ว่าเสรีภาพ สื่อมวลชนไทยในรอบป้ที่ผ่านมาเข้าสู่บรรยากาศแห่งความกลัวและความเกลียดชัง นอกจากนั้นเขาบอกว่าสถานการณ์เลวร้ายเมื่อรัฐบาลประสบวิกฤติทางการเมือง โดยมี ข้อมูลที่เชื่อได้ว่าคนวงในรัฐบาลให้การสนับสนุนและจัดตั้งกลุ่มคนเพื่อทําการคุกคามสื่อ ในรูปแบบที่ไม่น่าเกิดขึ้นในอารยะประเทศ เช่น กรณีมีกลุ่มบุคคลใช้กําลังเข้าป่ดล้อม หนังสือพิมพ์คมชัดลึก การนําขบวนจักรยานยนต์ไปสร้างความกดดันที่หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการและหนังสือพิมพ์แนวหน้า สถานการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเปึนการคุกคาม การทําหน้าที่ของสื่อมวลชนที่รุนแรง โดยหวังให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลตกอยู่ใน อาณาจักรแห่งความกลัวเพื่อสยบยอมต่ออํานาจทางการเมืองหรือยอมเซนเซอร์ (Sensor) ตัวเองเพื่อป่ดกั้นเสรีภาพในการนําเสนอข่าวสาร ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ปรากฏอยู่และเปึนเรื่องที่ครึกโครมมาก แต่กรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติไม่ได้หยิบเรื่องนี้มาบันทึกไว้ในรายงาน ผมคิดว่าประเด็นเรื่องนี้มีความสําคัญ นอกเหนือจากการที่ประเด็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพได้ระบุไว้ชัดเจนแล้วก็ยังปรากฏว่า คนของรัฐบาลไปจัดตั้งสื่อมวลชนในสังกัดของตัวเองขึ้นมา ทั้งสื่อวิทยุกระจายเสียง สื่อโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อจัดตั้งเหล่านี้เปึนปฏิบัติการเพื่อเปึนกระบอกเสียงและเปึน เครื่องมือในการทําสงครามตอบโต้ข่าวสาร และก็ถูกผู้คนในแวดวงสื่อเรียกว่าเปึนกลุ่มสื่อเทียม และน่าสนใจครับ บรรดาขบวนการสื่อเทียมจนถึงวันนี้ก็ได้พัฒนาตัวเองแล้วก็ได้รับการ หนุนเสริมสนับสนุนจากคนในรัฐบาล จากผู้มีอํานาจรัฐเพื่อทําตัวเปึนเครื่องมือ เปึนกระบอกเสียงให้กับกลุ่มการเมืองบางฝ์ายมาจนทุกวันนี้ ท่านประธานที่เคารพ สื่อเทียมได้ทําลายหลักการจรรยาวิชาชีพขั้นพื้นฐานของสื่อมวลชนอย่างรุนแรง และละเมิดต่อสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างไม่ต้องสงสัยเลยครับ ร้ายกว่านั้นก็คือว่าบรรดาสื่อเทียมทั้งหลายไปก่อกระแสปลุกระดมพี่น้องคนไทยบางกลุ่ม บางอาชีพให้ปฏิบัติการที่ก้าวร้าวรุนแรง ซึ่งถ้าท่านประธานได้ย้อนกลับไปถึงในช่วง ป้ ๒๕๔๙ เราได้เห็นวิทยุชุมชนบางแขนง บางช่อง ที่ออกมาโจมตีบุคคลในแวดวงตุลาการ ต่อผู้พิพากษาที่มาแสดงความคิดเห็น ที่เรียกร้องให้ กกต. ในช่วงนั้นลาออก นอกจากนั้น ก็ยังปลุกระดมให้ผู้คนที่สนับสนุนรัฐบาลเดินทางไปป่ดล้อมอาคารเดอะเนชั่นซึ่งผม ได้เรียนกับท่านประธานตั้งแต่ตอนต้น นี่เปึนปฏิบัติการของการใช้สื่อเทียมในการไปกดดัน แล้วก็สร้างความเสียหาย คนพวกนี้แหละครับ วันนี้ได้ทําสิ่งเหล่านั้นจนกลายเปึนสิ่งที่ ปกติธรรมดาในแวดวงสื่อสารมวลชนไปแล้ว ท่านประธานครับ มาจนถึงเหตุการณ์วันที่ ๗ ตุลาคม สื่อมวลชนที่มีปัญหาในเรื่องของการนําเสนอข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนก็มี หลักฐานที่ชัดเจน โครงการศึกษาและเฝัาระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคมหรือว่า มีเดีย มอนิเตอร์ (Media monitor) ซึ่งประกอบด้วยอาจารย์ นักวิชาการทางด้าน สื่อสารมวลชน เขาได้ศึกษาข่าว การเสนอข่าวสารการชุมนุมทางการเมืองในช่องฟรีทีวี ทั้งหลายในวันที่ ๗ ตุลาคม พบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจมากครับ ในเรื่องของการนําเสนอ ข่าวสารของแต่ละช่องเขาเปรียบเทียบให้เห็น และก็พบว่าสื่อมวลชนของรัฐก็คือเอ็นบีที เสนอข่าวสารที่มีปัญหามากที่สุด โน้มเอียงมากที่สุด อคติมากที่สุด โดยเฉพาะเขาบอกว่า ขณะที่ช่องเอ็นบีทีนั้นเน้นแหล่งข่าวฝ์ายรัฐบาลที่ชัดเจน และแหล่งข่าวที่จะมานําเสนอใน สถานีโทรทัศน์นั้นไม่มีการพูดถึงแหล่งข่าวที่เปึนแกนนํา ผู้ชุมนุม ผู้ได้รับบาดเจ็บจาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นี่สะท้อนให้เห็นว่าการนําเสนอข่าวสารที่ไม่จําเปึนต้องยึดความเปึนกลาง ไม่จําเปึนต้อง ยึดถือความรอบด้านนี่ได้กลายเปึนเรื่องปกติในสังคมของสื่อสารมวลชนของคนกลุ่มหนึ่ง แล้ว ช่องเอ็นบีทีนี่เปึนรายงานของมีเดีย มอนิเตอร์มีหลายคําถามที่ถามในลักษณะชี้นํา ทางความคิดกับผู้ชม เช่น ความต้องการของพันธมิตรคือการขัดขวางไม่ให้มีการชุมนุม รัฐสภาในวันพรุ่งนี้หรือคะ ข้อร้องเรียนต่าง ๆ ของพันธมิตรที่มีมาก่อนหน้านี้แล้วแต่ทําไม ถึงเคลื่อนการชุมนุมในวันนี้ ลักษณะการถามนําในลักษณะเช่นนี้เปึนการนําไปสู่ ความรุนแรง คําถามที่ก่อให้เกิดความรุนแรงก็มีอีก เช่น ตอนนี้ไม่ทราบว่าสถานการณ์ จะทําให้ตํารวจเข้ามาสมทบกําลังหรือไม่ เพราะว่าจากรายงานว่าจะมีนักรบศรีวิชัย ของพันธมิตรกําลังเคลื่อนพลมายังรัฐสภา ลักษณะเช่นนี้ล่ะครับที่ทําให้ภาพของการ เสนอข่าวทางโทรทัศน์ออกไปในโทนของความรุนแรง เขามีข้อเสนอว่า สื่อฟรีทีวี จาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นควรลดการนําเสนอข่าวที่เน้นประเด็นความรุนแรงของเหตุการณ์ลง สื่อควรจะนําเสนอข้อมูลอย่างรัดกุม ไม่ควรนําเสนอข้อมูลที่สร้างความตระหนก การตั้ง คําถามของสื่อมวลชนควรเปึนไปในลักษณะที่ไม่สร้างความแตกแยก ควรเน้นการรายงาน ข่าวในเชิงวิเคราะห์ ตีความ เพื่ออธิบายเหตุการณ์กับพี่น้องประชาชนให้เข้าใจเหตุการณ์ ได้มากขึ้นและที่สําคัญก็คือว่า สื่อฟรีทีวีทั้งหมดควรวางตัวเปึนกลาง ปราศจากอคติ ไม่มี ความลําเอียง ไม่ฝักใฝ์ฝ์ายใดฝ์ายหนึ่งโดยเฉพาะ นําเสนอข้อเท็จจริงของข่าวอย่าง รอบด้าน หลากหลาย เปึนธรรม ไม่ควรชี้นําความคิดของผู้ชมไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเรายังสนับสนุนให้บรรดาสื่อเทียม หรือคนที่ไม่มีวุฒิภาวะเข้ามาประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน แล้วก็บิดเบือนเนื้อหาสาระ ของข่าวสารไปทําให้พี่น้องประชาชนกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของพี่น้อง ประชาชน ถ้ากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มีความสําคัญ และคิดว่า ภาวะแบบนี้เปึนอันตรายต่อบ้านเมืองและกระทบกับสิทธิของผู้คนในสังคม ผมคิดว่า เรื่องนี้กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะต้องหยิบยกขึ้นมาพิจารณาแล้วก็ต้องบันทึกไว้ ในรายงาน อย่างน้อยที่สุดต้องนํามาแสดงต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในการ รายงานในป้ต่อ ๆ ไปด้วย กราบขอบพระคุณครับ