สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๑

บุรณัชย์ สมุทรักษ์ หารือเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดยกล่าวถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อผู้ชุมนุมและบุคคลที่มีความคิดเห็นที่แตกต่าง โดยกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 29 สิงหาคมและวันที่ 7 ตุลาคม และเรียกร้องให้รัฐบาลเคารพสิทธิมนุษยชนและไม่ใช้อำนาจรัฐด้วยความรุนแรง

นายบุรณัชย์ สมุทรักษ์ แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์บุรณัชย์ สมุทรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตอภิปรายในส่วนสาระสําคัญของรายงานผลการปฏิบัติงาน ประจําป้ ๒๕๔๙ ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผมคิดว่าการให้ ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้น นับว่าเปึนหลักการพื้นฐานอาจจะกล่าวว่า ที่สําคัญที่สุดในระบอบประชาธิปไตยก็เปึนได้ สําคัญมากกว่าการยอมรับเสียงข้างมาก เพราะการยอมรับเสียงข้างมากนั้นต้องควบคู่ไปกับการเคารพความเห็นของเสียงข้างน้อย ในสังคม ไม่ว่าความเห็นนั้นจะแตกต่างจากจุดยืน ท่าที หรือความประสงค์ของผู้มีอํานาจ ผมว่าสิ่งนี้เปึนสิ่งเดียวที่แยกแยะระหว่างประเทศที่มีการปกครองที่ไม่เปึนประชาธิปไตย ที่นิยมอํานาจ ซึ่งประเทศเหล่านั้นก็อาจจะมีรัฐธรรมนูญ อาจจะมีสภา อาจจะมี การเลือกตั้ง หรือแม้อาจจะมีฝ์ายค้านที่รัฐบาลผู้มีอํานาจจ้างมา แต่สิ่งแตกต่างอย่างเดียว ที่สามารถแยกแยะได้นั้น ก็คือหลักของการเคารพสิทธิเสรีภาพ หลักมนุษยธรรม หลักสิทธิมนุษยชนนั้นเปึนสิ่งเดียวที่สามารถแยกแยะระหว่างสังคมอํานาจนิยมกับสังคม ประชาธิปไตย จึงอาจกล่าวได้นะครับท่านประธานว่า ระดับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ของแต่ละสังคมนั้นเปึนดัชนีที่วัดระดับความเปึนธรรมของผู้มีอํานาจที่ดีที่สุด แต่ท่านประธานครับในวันนี้ผมไม่แน่ใจครับว่าสังคมประชาธิปไตยประเทศไทยนั้นอยู่ใน กลุ่มประเทศชนิดไหน เพราะว่าเราเผชิญกับเหตุการณ์ที่ผู้มีอํานาจนั้นได้ใช้ความรุนแรง อย่างเปึนระบบทําร้ายประชาชนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างจากผู้มีอํานาจอย่างต่อเนื่อง ยาวนานมาถึง ๓ รัฐบาล ประชาชนคนไทยถูกบังคับให้เลือกข้าง ผู้แทนประชาชนใช้ ความรุนแรงเปึนเงื่อนไขในการหวังประโยชน์ทางการเมือง มีการพูดกันครับว่า ผู้ที่มี ความคิดเห็นแตกต่างหากมาถึงจังหวัดของกระผมจะตีให้ตาย ถ้ามาอีกก็จะตีนี่คือสังคมประชาธิปไตย นี่คือสังคมประเทศไทยที่เราคุ้นเคยกันหรือครับ สังคมที่ในอดีตนั้นมีการสมานฉันท์ ไม่มีการแบ่งข้าง ไม่มีการแตกแยก ไม่มีการ หวาดระแวงกันอย่างเช่นที่เปึนอยู่ในทุกวันนี้ ผมอยากเท้าความว่าสาเหตุที่มีการชุมนุมกัน เกิดอย่างต่อเนื่องในประเทศไทยนั้น มันเกิดขึ้นด้วยเหตุการณ์ความจงใจของผู้ชุมนุม หรือไม่ หรือกระผมมีสิทธิคิดหรือไม่ครับว่าเขาเหล่านั้นมีความรู้สึกว่าประเทศชาติ ถูกทําร้ายอย่างต่อเนื่อง สืบเนื่องจากรัฐบาลที่แล้วการชุมนุมของการเมืองภาคประชาชนนั้น ทวีความเข้มข้นขึ้น หลังจากที่มีบุคคลที่เปึนรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่แล้วลาออกเพราะคดี หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มีความพยายามเดินเกม (Game) แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ไขปัญหายุบพรรคและปัญหาคดีของอดีตนายกรัฐมนตรี มีการพิพากษาตัดสิน การติดสินบน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและคดีที่มีการ ตัดสินเมื่อวานนี้ มีการตัดของศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาการแถลงการณ์ร่วมระหว่าง ไทย – กัมพูชา ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มีการออกหมายจับสมาชิกแนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการ นปก. ถึง ๒ คนครับ เวทีที่จัดโดยว่าที่โฆษกรัฐบาล และโฆษกรัฐบาล ในวันนี้ถือว่าเปึนเวทีที่รัฐบาลมีส่วนร่วมโดยตรง ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่เรา จะพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการป่ดสภาเมื่อวันที่ ๗ ที่ผ่านมา กระผมจะพูดถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ที่เปึนเหตุการณ์ครั้งแรกที่ตํารวจได้ใช้ ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุม โดยอ้างว่าต้องทําตามหมายศาล ณ บริเวณ ถนนราชดําเนินนอกต่อเนื่องมายังสะพานมัฆวานรังสรรค์ ในวันนั้นเราได้เห็นภาพของ การใช้ไม้เข้าตีท้ายทอยซึ่งเปึนบริเวณที่ทําให้ถึงแก่ชีวิตได้ด้วยความรุนแรงของ ผู้รับผิดชอบในการสลายการชุมนุม เราได้ประสบเหตุการณ์ด้วยตัวเองครับ ในบ่ายสามโมงในวันนั้นเอง ท่านผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เข้าไปเยี่ยมผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ปรากฏว่าผู้ที่ถูกตีตั้งแต่ สิบโมงครึ่ง บ่ายสามโมง ตํารวจไม่อนุญาตให้รถพยาบาลเข้าไปรับ เพื่อได้รับการปฐมพยาบาล เยียวยา เหตุการณ์ตอนเย็นในวันที่ ๒๙ มีการใช้แก๊สน้ําตาสลายการชุมนุม ทางตํารวจ ได้ออกแถลงการณ์ว่าแก๊สน้ําตานั้นไม่ได้ถูกใช้โดยฝ์ายเจ้าหน้าที่ตํารวจ แต่เปึนผู้ชุมนุม โยนเข้ามาในบริเวณศูนย์บัญชาการตํารวจนครบาล ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุการณ์ ที่ประชาชนรู้สึกว่าถูกทําร้าย ถูกการใช้อํานาจรัฐด้วยความรุนแรงไม่เปึนธรรมนั้น มันสืบเนื่องต่อมายังเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๕ วันที่ ๖ และวันที่ ๗ ตุลาคม เมื่อวันที่ ๕ ว่า ที่โฆษกรัฐบาลได้ออกมาพูดเหมือนกับการเตรียมการล่วงหน้าครับว่าจะมีเหตุระเบิด เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร อันนี้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการย้ายการชุมนุม มาที่หน้าบริเวณรัฐสภา ในคืนวันที่ ๖ มีการประชุมคณะรัฐมนตรีโดยเจาะจงว่าจะไม่มี การสั่งการเปึนลายลักษณ์อักษร จะสั่งการด้วยวาจา ขณะนี้หลักฐานไม่ปรากฏแจ้งชัด ก็ขอเรียนถามทางคณะกรรมการสิทธิว่าคําสั่งที่ออกมาโดยผู้บริหารของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพื่อสลายการชุมนุมนั้นมาจากไหน แต่ท่านประธานครับ เหตุการณ์ที่เราไม่คิดว่า จะเกิดขึ้น ได้เกิดขึ้นถึง ๓ ครั้งในวันที่ ๗ ตุลาคม นั่นก็คือเมื่อมีการใช้กําลัง โดยฝ์ายเจ้าหน้าที่ขอยืนยันว่า ณ เวลา ๐๖.๔๐ นาฬิกา ของวันที่ ๗ ตุลาคม นั้น ไม่มีการจลาจล ไม่มีการบุกรุกสถานที่ราชการ ไม่มีการทําลายทรัพย์สินของหลวง แต่อย่างใด คําตัดสินศาลปกครองได้พูดชัดนะครับว่ากลุ่มผู้ชุมนุมและผู้ฟัองคดี แต่ละคนนั้นมีความประสงค์ที่จะล้อมรัฐสภาแต่เพียงเท่านั้น แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อมีผู้บาดเจ็บสาหัสจากการสลายการชุมนุมตอนเช้า สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ ในตอนสาย ตอนบ่าย ตอนเย็น มีการใช้ความรุนแรงซ้ําอีกหลายครั้ง ผมอยากจะเรียนถามว่าผู้ที่มีอํานาจในการสลายการชุมนุม ในการสั่งการนั้น เมื่อเห็นว่า อาวุธที่ใช้คือแก๊สน้ําตานั้น สามารถยิงกิ่งไม้ท่อนใหญ่เท่าแขนให้ขาดลงได้ท่านไม่สงสัย หรือครับว่าเกิดการใช้อํานาจความรุนแรงเกินกว่าเหตุแล้ว ในวันนั้นนะครับท่านประธาน เวลา ๑๑.๓๑ นาฬิกา สํานักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) ได้ตีเผยแพร่ภาพความรุนแรงที่ เกิดขึ้นหน้าสภาไปทั่วโลก แต่นายกรัฐมนตรีและบุคคลที่อยู่ในรัฐบาลก็ไม่ได้ใช้อํานาจ ตัวเองยับยั้งความรุนแรงที่เกิดขึ้นในตอนช่วงบ่ายและช่วงเย็น จนกระทั่งมีผู้เสียชีวิต คือคุณอังคณา แต่สิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้นนะครับ ก็คือหลังจากคุณอังคณาได้ตายลง ในวันที่ ๗ แล้วทางฝ์ายเจ้าหน้าที่ก็ได้ฆ่าคุณอังคณาอีกครั้งในวันที่ ๘ ตุลาคม โดยการ กล่าวหาบิดเบือนข้อเท็จจริง ใส่ร้ายผู้ถูกกระทําว่าหนีบระเบิดเข้าไปเอง ผมถือว่า พฤติกรรมเหล่านี้เปึนพฤติกรรมที่น่าละอายใจเปึนอย่างยิ่ง ในวันถัดไป วันที่ ๙ ตุลาคม ทางสถาบันแพทยศาสตร์ ๔ สถาบันจึงได้จัดประชุมวิชาการที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และบุคคลในระดับอดีตผู้อํานวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ของสํานักงานตํารวจ แห่งชาติเองก็ได้ระบุผลจากการชันสูตรศพของคุณอังคณาว่าเกิดจากการใช้แก๊สน้ําตายิง ในระยะประชิดโดยมิได้หวังผลจากควันแก๊ส แต่หวังผลจากการระเบิดและเปลวไฟ ผมอยากเรียนท่านประธานครับ ฝากไปยังท่านกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทุกท่านว่า มีทางใดไหมครับที่เราจะให้การสูญเสียชีวิตของคุณอังคณาโดยการกระทําเกินกว่าเหตุ ของเจ้าหน้าที่ภายใต้การสั่งการหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีสมชาย เปึนคนสุดท้ายของสังคมไทย เปึนไปได้ไหมครับท่านประธาน ที่เราจะให้พฤติกรรม การจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริง การใส่ร้ายผู้ถูกกระทํา ซึ่งถือว่าเปึนการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขั้นร้ายแรงที่สุด นั่นก็คือการทําให้คนที่เสียชีวิตด้วยการกระทําของรัฐแปดเปุ๋อนมลทิน จากการกล่าวหาของเจ้าหน้าที่ ผมถือว่าสิ่งนี้เปึนสิ่งอัปยศที่สุดตั้งแต่กรณีการอ้างว่า การเสียชีวิตของแม่ลูกตระกูลศรีธนขันธ์เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ ทั้ง ๆ ที่ตายไปด้วยฝ้มือของ เจ้าหน้าที่ตํารวจเอง ผมอยากจะสรุปครับท่านประธานว่าในตอนท้ายของรายงานของ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินั้นได้มีการพูดถึงอุปสรรคที่สําคัญอย่างหนึ่ง ในหน้า ๑๒๖ และ ๑๒๘ ว่าอุปสรรคที่สําคัญที่สุดคือการที่เจ้าหน้าที่และหน่วยงานภาครัฐจนถึง นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไม่เคารพและละเลยต่อการปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วย สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และนายกรัฐมนตรียังไม่พิจารณาดําเนินการตามมาตรการ แก้ไขปัญหาในรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดย กสม. ทําให้ ประชาชนที่เดือดร้อนเสียหายไม่ได้รับการแก้ไขหรือเยียวยา คณะกรรมการไม่ได้ระบุถึง นายกรัฐมนตรีคนไหนนะครับ แต่ระบุถึงผู้มีอํานาจในประเทศชาติสังคมประชาธิปไตย ของไทยว่ามิได้มีความสํานึกถึงหลักมนุษยธรรมในการปกครองบ้านเมือง พันธะสัญญา อนุสนธิต่าง ๆ ที่เรามีส่วนร่วมด้วย ผมคิดไม่ออกครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีสมชาย จะเข้าร่วมการประชุมอาเซ็ม (ASEM) ในเดือนนี้ และจะเปึนประธานอาเซียน (ASEAN) ในเดือนหน้า ทั้ง ๆ ที่เรามีพันธะผูกพันทางด้านสิทธิมนุษยชนชัดเจนว่าท่านจะอธิบาย พฤติกรรมที่ใช้อํานาจโดยปราศจากความเปึนธรรม หรือจะอธิบายพฤติกรรมการใช้ความ รุนแรงต่อประชาชนคนไทยในการกล่าววิสัยทัศน์ได้อย่างไรครับ เพราะวิสัยทัศน์ ของการใช้อํานาจที่ปราศจากความเปึนธรรมนั้นคือวิสัยทัศน์ของทรราช และวิสัยทัศน์ ของคนที่ใช้ความรุนแรงทําร้ายประชาชนโดยไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนั้นคือ วิสัยทัศน์ของวิสามัญฆาตกรครับ ขอบคุณท่านประธานครับ