สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๗ สิงหาคม ๒๕๕๑

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องความล่าช้าในการให้สัตยาบันกฎบัตรอาเซียน และเรียกร้องการสนับสนุนจากฝ่ายค้าน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้ เปึนเรื่องที่ผมเองก็ให้ความสําคัญค่อนข้างมาก นับตั้งแต่ที่รัฐบาลเข้าบริหารราชการ แผ่นดิน เพราะว่าผมถือว่านโยบายการต่างประเทศที่มีความสําคัญประการหนึ่งก็คือการ ที่ประเทศไทยจะต้องให้ความสําคัญอย่างยิ่งกับอาเซียนและโดยจังหวะเวลาของเรื่องนี้ ก็ทําให้เราได้มีโอกาสทําหน้าที่เปึนประธาน ของอาเซียนด้วย ซึ่งก็ได้มีการรับมอบกัน ไปแล้วในช่วงเดือนที่ผ่านมา แล้วก็ถือว่าเปึนโชคดีของประเทศไทยเพราะว่าวาระ ของเราก็จะเปึนป้ครึ่งนะครับ ซึ่งปกติที่ผ่านมาก็จะเปึนวาระเพียงหนึ่งป้ แต่ว่าสิ่งที่ผมได้ แสดงความกังวลมาโดยตลอดก็คือว่า กระบวนการในขณะที่เราไปดํารงตําแหน่งประธาน และบุคคลของเราคนหนึ่งได้มีโอกาสไปทําหน้าที่เปึนเลขาธิการด้วยนี่ เรากลับเห็นว่า กระบวนการของการรับรองหรือดําเนินการเพื่อให้กฎบัตรมีผลบังคับใช้ในส่วนของ เรานั้นนี่ค่อนข้างที่จะล่าช้า ผมเข้าใจได้ครับ แล้วก็เวลาที่พวกผมได้มีโอกาสพบปะกับ เพื่อนอาเซียน หรือผู้ที่มีความห่วงใยในความล่าช้า ผมก็จะพูดเสมอว่ากระบวนการที่ยัง ไม่เสร็จสิ้นเรียบร้อยจะเปึนไทย จะเปึนฟ่ลิปป่นส์ จะเปึนอินโดนีเซียนี่ ส่วนหนึ่งก็ต้อง ยอมรับว่ามันเปึนกระบวนการของประเทศที่ใช้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นย่อมต้องอาศัยเวลาเพราะว่ารัฐบาลจะทําอะไร ฝ์ายนิติบัญญัติจะทําอะไรก็ ต้องมีความละเอียดรอบคอบมีความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชนมากเปึนพิเศษ แต่ว่า เรื่องนี้กระผมก็ได้ติดตามแล้วก็ทวงถามหลายครั้ง ท่านประธานเองก็คงจําได้ว่าวันที่ ท่านประธานได้เรียกประชุม เพราะว่าเราเองก็เปึนส่วนหนึ่งขององค์กรรัฐสภาของอาเซียน แล้วก็ท่านประธานก็จะเปึนบุคคลที่ไปรับตําแหน่งประธานขององค์กรนี้มาในจังหวะเวลา ที่ท่านนายกฯ เปึนประธานของอาเซียนนี่ ผมก็ได้หยิบยกในที่ประชุมว่า การให้สัตยาบัน ของเรานี่ทําไมจึงยังล่าช้าอยู่ แล้วก็ท่านประธานก็ได้กรุณาบอกว่า เข้าใจว่ารัฐบาลได้เสนอกฎหมายมาแล้ว และท่านก็ยังพูดว่าถ้าอย่างนั้นสมัยนิติบัญญัติ เป่ดมาก็น่าจะเอาเรื่องนี้ พวกกระผมก็บอกว่าถูกต้อง ก็อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพราะฉะนั้นขอกราบเรียนเพื่อยืนยันนะครับว่า ในส่วนของฝ์ายค้านเองต้องการสนับสนุน เรื่องนี้อย่างเต็มที่ แต่ขณะนี้ที่กระผมค่อนข้างไม่สบายใจก็คือว่า คําชี้แจงเกี่ยวกับว่า การให้สัตยาบันของกฎบัตรนี้ กระบวนการขั้นตอนควรจะเปึนอย่างไร จนกระทั่งถึง เมื่อสักครู่นี้ครับ ผมก็ได้ยังรับฟังความคิดเห็นที่แบ่งออกเปึน ๒ ฝ์าย ฝ์ายหนึ่งก็บอกว่า กฎหมายที่เรากําลังพิจารณาอยู่นี้ก็เปึนกฎหมายอนุวัติตามกฎบัตร แต่ว่าไม่ใช่ กระบวนการของการให้สัตยาบัน ดังนั้นก็เปึนที่เข้าใจว่าการให้สัตยาบันก็ต้องดําเนินการ ในอีกขั้นตอนหนึ่ง ขณะเดียวกันก็มีคําพูดหรือการอ้างถึงกรณีของ สนช. ซึ่งเคยให้ ความเห็นชอบกับร่างกฎบัตรไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แล้วก็มีการใช้ถ้อยคําซึ่ง คงไม่ได้เจาะจงว่าเปึนท่านรัฐมนตรีหรือท่านใด แต่ว่าพูดกันหลวม ๆ นะครับ เวลาเราคุย กันเรื่องนี้ว่าตกลง สนช. หรือสภาให้สัตยาบันไปหรือยัง ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ ครับว่า ทั้งหมดนี้เราต้องมีความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่าหนังสือสัญญาในแต่ละเรื่อง ในแต่ละฉบับ จะทํากับประเทศอื่นหรือจะทํากับองค์กรระหว่างประเทศ จะมีเนื้อหาสาระ แตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นเวลาเราอ่านมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปึนบทบัญญัติ หลักในเรื่องนี้ ก็คงต้องพยายามเข้าใจและก็ปรับเข้ากับหนังสือสัญญาแต่ละฉบับ ตามเนื้อหาสาระและข้อเท็จจริง กระผมเข้าใจว่าเบื้องต้นก็คือในมาตรา ๑๙๐ วรรคแรก และวรรคสอง พูดเอาไว้ชัดเจนครับว่าหนังสือสัญญาที่รัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบนี่ คือหนังสือสัญญาที่มีลักษณะอะไรบ้าง ซึ่งเรื่องนี้ก็มีปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วในรัฐบาลนี้ ไปเรื่องหนึ่ง และก็ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยไปแล้ว แล้วกรณีของกฎบัตรอาเซียน แน่นอนก็เข้าเงื่อนไข เพราะเปึนหนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันให้เราต้องตรากฎหมาย มิฉะนั้นวันนี้เราก็ไม่ต้องพิจารณากฎหมายฉบับนี้นะครับ ประเด็นปัญหาก็มีว่าสิ่งที่ สนช. ทําไปนี้ คือการให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาในขั้นตอนอะไร ซึ่งดูไปแล้วถ้า ท่านประธานอ่านมาตรา ๑๙๐ วรรคสาม วรรคสี่ สิ่งที่รัฐบาลท่านนายกฯ สุรยุทธ์ ได้ ทําไป คือการมาดําเนินการตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ว่าเวลารัฐบาลจะไปลงนาม ในหนังสือสัญญาหรือไปเจรจาในเรื่องใดนะครับ แล้วมีผลกระทบอย่างกว้างขวางตาม เงื่อนไขที่ระบุไว้ ต้องแจ้งให้ประชาชนรับทราบ และให้ผู้แทนของประชาชนให้ความ เห็นชอบเสียก่อน อันนี้ถ้าเราอ่านเฉพาะมาตรา ๑๙๐ วรรคสาม จะชัดเจนมากนะครับ ก่อนดําเนินการทําหนังสือสัญญาต้องให้ข้อมูล จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ชี้แจงต่อ รัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อ รัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย นั่นคือก่อนลงนาม แล้วก็ที่ไปดําเนินการใน สนช. และ ไปลงนามเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายนคือกรอบนี้ ทีนี้ถ้าหนังสือสัญญานั้นเปึนข้อตกลงจะ เปึนระหว่างประเทศไทยกับอีกหนึ่งประเทศ หรือกับองค์การระหว่างประเทศ แล้วก็ถือว่า ลงนามกันแล้วมีผลบังคับใช้แล้วก็จบ แต่ว่าถ้ามีในหนังสือสัญญา อย่างเช่น กรณีของ กฎบัตรอาเซียนระบุต่อไปอีกว่า พอลงนามแล้วนี่ก่อนจะมีผลจะต้องมีการมาให้สัตยาบัน ในประเทศต่าง ๆ ตามกระบวนการแต่ละประเทศ ประเด็นที่ตามมาก็คือว่าใครจะเปึนคน ให้สัตยาบัน กระผมคิดว่าโดยเจตนารมณ์แล้วการให้สัตยาบันก็น่าที่จะต้องเข้ามา ดําเนินการโดยที่ประชุมร่วมของรัฐสภา เพื่อให้การเห็นชอบหนังสือสัญญา เพราะว่าสิ่งที่ สนช. ทําไปนี่เห็นชอบร่างข้อตกลง เสมือนกับเปึนการดูกรอบการเจรจา แล้วก็บอกว่าท่านนายกฯ หรือท่านรัฐมนตรี ไปลงนามได้ แต่ถ้าหนังสือสัญญาใดบอกต้องกลับมาให้สัตยาบัน ผมคิดว่าน่าจะเปึน การมาขอความเห็นชอบจากองค์กรที่มีอํานาจ ซึ่งกรณีนี้ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ก็น่าจะ ต้องหมายถึงที่ประชุมร่วมของรัฐสภา ผมอยากให้เราชัดเจนตรงนี้นะครับ เพราะว่า ถ้าทางรัฐบาลยืนยันว่าจะต้องมีการมาให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบในตัวกฎบัตรซึ่งไป ลงนามแล้ว เปึนหนึ่งในกระบวนการของการให้สัตยาบัน อย่างนี้กระผมคิดว่ากฎหมาย ฉบับที่เราพิจารณาอยู่นี้นะครับ มันไปได้เร็วเลย เพราะว่ามันมีประเด็นเฉพาะเรื่องการ คุ้มครองเท่านั้น แต่ถ้าวันนี้ท่านกําลังมายืนยันว่าผ่านอันนี้ไปแล้ว จบไปแล้วในส่วนของ ฝ์ายนิติบัญญัติ ต้องขอกราบเรียนท่านประธานครับว่าถ้าจะขอให้พิจารณาผ่านไปอย่าง รวดเร็วน่าจะไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าเราคงต้องอยากที่จะได้มีการพิจารณาลึกลงไปถึง เรื่องของตัวกฎบัตรอยู่พอสมควร เพราะนี่จะเปึนมาตรการเดียวของฝ์ายนิติบัญญัติในการ ที่จะไปตรวจสอบว่าพันธะข้อผูกพันต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยนั้นเปึนอย่างไร จริงอยู่ครับอย่างที่ผมกราบเรียนท่านประธานตั้งแต่ต้นว่า พวกกระผมสนับสนุนให้ อาเซียนเดินหน้าต่อไปได้อย่างรวดเร็ว กฎบัตรที่มีการไปลงนามกันนี่ก็มีข้อวิจารณ์เยอะ และพวกกระผมก็มีความเห็นว่าวันข้างหน้าก็สมควรจะต้องปรับปรุงแก้ไข ถ้าเราหวังที่จะ เห็นอาเซียนเปึนการรวมกลุ่มของประเทศอย่างเข้มแข็ง มีความก้าวหน้าทั้งในทาง เศรษฐกิจและในทางการเมือง โดยเฉพาะการเมืองที่เปึนประชาธิปไตย แต่ว่าถ้าวันนี้ท่าน บอกว่าฝ์ายนิติบัญญัติจะมีโอกาสเพียงแค่เห็นชอบกฎหมายที่ให้การคุ้มครองการ ดําเนินการของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมคิดว่าคงไม่น่าจะเปึน เรื่องที่ถูกต้อง ผมจึงอยากจะขอความชัดเจนในเรื่องนี้ครับว่า สิ่งที่เราทําอยู่นี้จะเปึนเพียง ขั้นตอนเดียวในการให้สัตยาบันกฎบัตรทั้งหมดอย่างนั้นหรือ ถ้าใช่ผมคิดว่าก็คงจะมี ประเด็นที่น่าจะต้องไปพิจารณากันอีกค่อนข้างยาวนะครับ เพราะว่ามิฉะนั้นแล้วก็ เท่ากับว่าพวกเราไม่ได้มีโอกาสในการทําหน้าที่เลยในกระบวนการของการให้สัตยาบัน กฎบัตรครับ