รอยโท กุเทพ ใสกระจ่าง สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกใต้ (อาเซียน) โดยชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์และการยกระดับองค์กรนิติบัญญัติจากไอโป (AIPO) สู่ไอปา (AIPA) เพื่อเทียบเคียงกับรัฐสภายุโรป และเน้นย้ำถึงความสำคัญของกฎบัตรอาเซียนในการควบคุมดูแลในอนาคต แม้จะเผชิญอุปสรรคจากการรัฐประหารที่ขัดขวางความต่อเนื่องของกระบวนการ แต่ยังคงยืนยันในบทบาทและความจำเป็นของการพัฒนาองค์กรนิติบัญญัติไทยให้ก้าวหน้าต่อไป
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยโท กุเทพ ใสกระจ่าง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคพลังประชาชน กระผมขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกว่า มีความเห็นด้วยและสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการดําเนินงานของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ พ.ศ. .... อย่างเต็มที่นะครับ เพราะว่ามีพัฒนาการระหว่างประเทศที่พวกเรา ได้ติดตามมาอย่างใกล้ชิด ก็เห็นว่าที่ต้องสนับสนุนก็เพราะเราอยู่ในประชาคม ซึ่งมีประวัติศาสตร์อันยาวนานและมีจุดเริ่มต้นที่กรุงเทพมหานคร ที่เราภูมิใจก็คือว่า สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ข่าวบางสํานักก็อ่านว่า อาเซียน แต่บางสํานักก็อ่าน อาเซี่ยน แต่จะเปึน อาเซี่ยน หรือ อาเซียน ก็ตามก็หมายถึงประชาคม ที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อยู่ร่วมกันมา และที่น่าภาคภูมิใจสําหรับพวกเรา ชาวไทยก็คือว่าเริ่มจากการประชุมในกรุงเทพมหานคร เพราะฉะนั้นตรงนี้กระผม กราบเรียนว่าเพียงประวัติศาสตร์ก็มองเห็นว่าประเทศไทยมีบทบาทสําคัญในสมาคมนี้ อย่างไร ในส่วนของรัฐสภาเอง ท่านประธานก็ทราบดีว่าเราก็มีองค์กรในส่วนนิติบัญญัติ พัฒนาควบคู่มากับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้มาอย่างต่อเนื่อง ในยุคสมัยก่อนท่านประธาน เมื่อเร็ว ๆ นี้นะครับ ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ พวกเราในสภานี้จํานวนหนึ่งได้ร่วมประชุมกับเพื่อน สมาชิกรัฐสภาของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทุกประเทศ เราจัด การประชุมกันที่นี่ ที่เชียงใหม่ เราต้องการยกระดับองค์กรฝ์ายนิติบัญญัติให้ขึ้นมา ทัดเทียมเคียงคู่ไปกับองค์กรฝ์ายบริหาร ท่านประธานทราบดีว่าอาเซียนเปึนองค์กร ฝ์ายบริหาร องค์กรฝ์ายนิติบัญญัติที่เราได้ยกระดับขึ้นมาเทียบเคียงในสมัยที่อาเซียนยังเพิ่ง เริ่มต้นก็คือองค์กรที่เราใช้คําย่อว่า ไอโป (AIPO : Asean Inter-Parliamentary Organization หรือองค์การรัฐสภาอาเซียน) เรามีสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกรัฐสภาอาวุโส ที่เราได้ตั้งสมัญญานามท่านว่าเปึนมิสเตอร์ ไอโป (Mister AIPO) ก็คือ คุณหมอประสพ รัตนากร เรามีบุคคลที่ทํางานให้กับองค์กรนี้สืบเนื่องกันมา เมื่อเรากําลังพูดถึงการยกระดับอาเซียน ขึ้นมาเปึนองค์กรที่เราต้องมาพูดถึงในวันนี้ในฝ์ายนิติบัญญัติซึ่งท่านประธานเปึนประมุขอยู่ ก็ได้พูดถึงเรื่องที่จะยกระดับรัฐสภาอาเซียนขึ้นมาเช่นกัน ด้วยความเคารพ กระผมกับท่าน ดอกเตอร์เจริญ คันธวงศ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ได้รับมอบอํานาจหน้าที่เข้าไปดําเนินการ ร่วมประชุม แต่เสียดายว่าแผนงานที่เราตั้งไว้ว่าจะให้เกิดความสําเร็จในกรุงเทพฯ เพราะเราไป ประชุมที่เชียงใหม่ มาประชุมที่กรุงเทพฯ แล้วมีวาระการประชุมที่จะให้เสร็จสิ้น ปรากฏว่า เกิดการรัฐประหาร ประชาธิปไตยในประเทศหยุดชะงัก บทบาทเลยไปอยู่ที่อินโดนีเซีย ก็ทราบว่าจากการประชุมต่อเนื่องโดยไม่หยุดยั้ง ซึ่งก็เปึนเรื่องที่น่าชื่นชมนะครับ ไม่ว่าจะ เกิดการหยุดชะงักในประเทศใด ในเรื่องประชาธิปไตยประเทศอื่นเขาก็ไม่หมดกําลังใจ เขาเดินหน้า อินโดนีเซียเปึนเจ้าภาพถัดจากเราเปึนตัวตั้งตัวตี ถัดจากเราก็ไปประชุม ต่อเนื่องจนเกิดสิ่งที่เราเรียกในวันนี้ว่า ไอปา จาก ไอโป เปึน ไอปา พี่น้องบางคนอาจจะ บอกว่าเปึนไอบ้าก็ไม่ว่ากันนะครับ แต่จะบอกว่านั่นเปึนองค์กรที่ยกระดับขึ้นมาโดยเรา มุ่งหมายว่าในฝ์ายนิติบัญญัตินี้เมื่อถึงจุดหนึ่งก็น่าจะเปึนแบบรัฐสภายุโรป สหภาพยุโรป ก็คือว่ามีการตั้งตัวแทนของประเทศไทยจากรัฐสภาไทยไปอยู่ในรัฐสภาอาเซียนอย่างเปึน รูปแบบ มีการถกเถียงถ้อยแถลงเหมือนกับเราประชุมสภากันที่นี่ แต่เมื่อไปประชุมกัน ที่อินโดนีเซีย หลักการที่เราเคยพูดกันไว้ก็อาจจะลดระดับลง แต่อย่างไรก็ตามครับ พัฒนาการในฝ์ายนิติบัญญัติก็มาถึงขั้นที่เรามีไอปาในวันนี้ ในขณะที่อาเซียนก็กําลังจะ ยกระดับเปึนนิติบุคคล แล้วก็จะมีรูปแบบการควบคุมดูแลโดยกฎบัตรที่เรียกว่า อาเซียน ชาร์เตอร์ ซึ่ง ท่านประธานที่เคารพ เมื่อทางรัฐบาลยื่นพระราชบัญญัติคุ้มครองการดําเนินงานของ อาเซียนมา ก็มีคําแปลกฎบัตรในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ซึ่งมีอดีตรัฐมนตรี หลายท่านนะครับได้ไปร่วมทํางานด้วยกัน ที่สําคัญ หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ซึ่งท่านได้แสดงความคิดเห็นไปเมื่อสักครู่ก็อยู่ในคณะกรรมาธิการ เรามองเห็น ความสําคัญของกฎบัตรอาเซียน เรากําลังจะพิจารณาในรายละเอียด เพราะในสภา เราเอง การสืบทอดข้อมูลมันหยุดชะงักลง กระผมเข้าใจท่านสมาชิกที่อภิปรายตําหนิ รัฐบาล ตําหนิการดําเนินงานของฝ์ายบริหารว่าทําไมมันไม่รวดเร็ว มันไม่ต่อเนื่อง แต่ผมก็ อยากจะกราบเรียนเพื่อความเปึนธรรมเช่นกันว่า ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เราก็คงทําอะไรได้มากกว่านี้ รวดเร็วกว่านี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ กฎบัตรอาเซียนหรือที่เรียกว่า กฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ได้ไปลงนามโดยผู้นําของ ๑๐ ประเทศ ที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ นั่นหมายถึงว่าเมื่อเกิดรัฐประหารขึ้น ทางฝ์ายบริหารก็ยังเดินหน้า ไปลงนามในกฎบัตร เรามาเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ เราตั้งรัฐบาลได้ ก็ใช้เวลาพอสมควร ภารกิจของรัฐบาลที่จะต้องมารับลูก มาทําให้เกิดความต่อเนื่องก็ต้อง ใช้เวลาพอสมควร เพราะการยกร่างกฎหมายก็คงไม่สามารถทําได้อย่างรวดเร็วนัก แต่รัฐบาลก็ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติเข้าสู่สภาตามหนังสือที่นําส่งท่านประธานสภา เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ผมก็คิดว่ากรอบเวลาที่ทําก็ค่อนข้างมีเหตุมีผล พอสมควร เพราะว่ารัฐบาลเข้ามาก็คงต้องศึกษาภูมิหลังความเปึนไป แล้วก็คิดว่าเรื่องนี้ เปึนเรื่องที่หยุดชะงักมาจากการเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองเรา ก็พอจะมีเหตุมีผลที่จะฟัง ได้ว่ารัฐบาลเองก็ไม่ได้เพิกเฉยละเลยถึงขนาดที่จะต้องถูกตําหนิติติงกันมากนัก ในฝ์าย นิติบัญญัติเรา ท่านประธานครับ เราเพิ่งตั้งกรรมาธิการกันเมื่อท่านประธานมารับหน้าที่ ก็ต้องขอบคุณท่านนะครับที่ได้มาผลักดัน วันนี้ทําให้เรามีกรรมาธิการทํางาน ไม่เช่นนั้น ก็อาจจะยังอยู่ในลักษณะที่เป่ดสมัยประชุมนี้ก็ยังไม่ได้เริ่มทํางาน เมื่อเราเข้าไป เราก็ไปดู ว่าเรื่องใดเปึนเรื่องด่วนในระหว่างประเทศ ก็ได้มีการหยิบยกเรื่องกฎบัตรอาเซียนนี่แหละ ขึ้นมา ก็กําลังจะเชิญตัวแทนของกระทรวงการต่างประเทศไปพูดจาให้ข้อมูลกับเรา ในชั้นต้น เพราะเราคิดว่าเรื่องนี้จะต้องเข้าสู่การให้สัตยาบันในรัฐสภา ตอนนี้ก็คงมีการ เตรียมการ แต่สมาชิกรัฐสภาก็จําเปึนต้องรู้เนื้อหา พวกเราก็ได้ไปศึกษา แต่ยังไม่ได้ศึกษา วันนี้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็เข้ามาเสียก่อน ก็กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ดูที่มาที่ไป ดูกฎบัตร ดูสถานการณ์การเมืองในประเทศแล้วก็ยอมรับได้ครับว่าเวลานี้ก็ไม่ได้ สายเกินไป ผมจึงบอกว่าในเรื่องการจะออกพระราชบัญญัติคุ้มครองการดําเนินงาน ของอาเซียน ซึ่งมีการให้สิทธิทางการทูตแก่บุคคลมากมาย ซึ่งเราก็เคยให้นะครับ ไม่เฉพาะองค์กรนี้หรอกครับ สภานี้เคยออก พ.ร.บ. คุ้มกันให้เอกสิทธิ์ทางการทูตกับ องค์กรอื่นเยอะแยะ แม้กระทั่งในหน่วยงานเล็ก ๆ ซึ่งเข้ามาทํางานในประเทศไทย เราก็ เคยให้ จึงไม่ติดใจ หลักการ เหตุผล ทุกอย่างสมบูรณ์พร้อม เพราะต้องถือว่าเปึนหลัก เราให้แก่กันและกันนะครับ ถ้าผมเข้าใจผิด ท่านรัฐมนตรีหรือผู้มาชี้แจงต้องตอบด้วยว่า การที่เราให้สิทธิคุ้มครองต่าง ๆ ในวันนี้ ประเทศอื่นก็ต้องให้ในลักษณะเดียวกัน เท่าเทียมกัน พวกเราถึงไปต่างประเทศไปศึกษาดูงาน เราจะเห็นนะครับว่าบางครั้งเราให้ สิทธิแก่ประเทศหนึ่ง พลเมืองของประเทศหนึ่ง แต่บางครั้งเราไม่ได้สิ่งนั้นคืน ลักษณะ อย่างนั้นผมคิดว่าถ้าเกิดขึ้นเราคงไม่สบายใจ อันนี้ผมเข้าใจว่าหลักการพื้นฐานคือว่าเราได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกัน ท่านประธาน ที่เคารพครับ เมื่อดูเนื้อหาของกฎบัตร กระผมก็มีคําถามอยู่เพียงสั้น ๆ ท่านประธานครับ หลักการในข้อ ๒ (ค) ซึ่งเปึนหลักการที่ดีมากนะครับ กฎบัตรนี้บอกว่าในการดําเนินการ เพื่อให้บรรลุความมุ่งประสงค์ อาเซียนจะต้องทําอย่างไรครับ (ค) บอกว่าการไม่ใช้ การรุกรานและการข่มขู่ว่าจะใช้หรือการใช้กําลัง หรือการกระทําอื่นใดในลักษณะที่ ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และ (ง) บอกว่าการอาศัยการระงับข้อพิพาทโดยสันติ ตรงนี้ครับ ท่านประธานมีคําถามว่าในขณะนี้ประเทศอาเซียนที่อยู่ด้วยกัน ๑๐ ประเทศ ก็มีพรมแดนติดกัน กรณีล่าสุด กรณีระหว่างไทยกับสิ่งที่เรียกว่าราชอาณาจักรกัมพูชา ประเทศที่ได้เรียกว่าราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งในประเทศไทยเราก็จะไปเรียกชื่อซึ่งอาจจะ ไม่ไพเราะนัก อาจจะไม่เปึนที่พอใจของพี่น้องในกัมพูชา ต่อไปนี้เมื่อเราอยู่ในประชาคม ที่ยกระดับมาอยู่ด้วยกันเต็มที่แล้ว และเราก็น่าจะเรียกกัมพูชานะครับ เพราะว่าชื่อของ แต่ละประเทศนั้นเขาก็มีอัตลักษณ์ของตัวเองที่จะต้องรักษา ซึ่งถ้อยคําในกฎบัตรนี้ มีการพูดถึงถ้อยคําในทํานองวิสัยทัศน์ อัตลักษณ์และอะไรต่าง ๆ มากมาย ผมคิดว่า การอยู่ร่วมกันอย่างให้เกียรติกันก็ต้องเคารพอัตลักษณ์ เคารพวัฒนธรรม เคารพสิ่งที่ เขาคิดเขาภูมิใจ อย่าได้ทําให้เกิดมีความรู้สึกว่าประเทศหนึ่งไปมองอีกประเทศหนึ่งว่า ต่ําต้อยด้อยศักดิ์ศรีแล้วไปดูถูกดูหมิ่น สิ่งเหล่านี้จะต้องคํานึงถึง เพราะฉะนั้นกฎบัตร อาเซียนที่ได้เขียนว่า ราชอาณาจักรกัมพูชาก็คือชื่อเปึนทางการของประเทศนั้น ผมเข้าใจ ว่าขณะนี้มีการเจรจาที่จะระงับข้อพิพาท ประเด็นก็คือว่ามีความพยายามของ ประเทศหนึ่งที่จะนําเรื่องข้อพิพาทระหว่างกันเข้าสู่เวทีสากล กฎบัตรอาเซียนได้ยึด หลักการอาศัยการระงับข้อพิพาทโดยสันติ ถามว่าถ้ากฎบัตรอาเซียนออกมาการพิพาท ระหว่างประเทศเหล่านี้ ถ้าจะมีการหยิบยกขึ้นสู่เวทีเจรจา บางประเทศไปไกลถึงว่า เมื่อพิพาทกันก็ต้องไปฟัองโลกไว้ก่อน ฟัองประเทศอื่นไว้ก่อนว่าถูกรังแก ถูกเอาเปรียบ หรือถ้าจะลดระดับลงมา ถ้ามี ๑๐ ประเทศก็จะบอกว่าเอาเข้ามาสู่ ๑๐ ประเทศนี้ล่ะ แต่ว่าความเห็นของบางประเทศอาจจะบอกว่าเมื่อมีข้อพิพาทระหว่างกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็คุยกันแบบทวิภาคี ลักษณะอย่างนี้จะมีหลักยึดอย่างไรครับว่าในระดับอย่างไร ที่จะพัฒนาจากทวิภาคีไปสู่การเจรจาหลายฝ์ายหรือเข้าสู่องค์กรรวม เพราะถ้าเข้าสู่ องค์กรรวม การจะรักษาสภาพที่มันเรียกว่า ความเปึนจริง ความเปึนธรรม จะทําอย่างไร เพราะว่าถ้าเข้าสู่องค์กรรวมโดยมากจะไปล็อบบี้ (Lobby) จะไปหาเพื่อนสนับสนุน สิ่งเหล่านี้มันก็อาจจะเกิดความบิดเบือนได้ ยิ่งการเจรจาในเรื่องชายแดน ในเรื่องพรมแดน ที่มีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่ เรื่องเหล่านี้ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ถ้ากฎบัตร อาเซียน สมาคมอาเซียนยึดหลักการอาศัยการระงับข้อพิพาทโดยสันติได้อย่างแท้จริง เปึนเรื่องที่ดีมาก แล้วผมบอกว่าถ้ามีกฎบัตรนี้ออกมาต้องรับประกันว่าการจะใช้กําลัง ปะทะกันไม่ว่าในระดับใด ในหมู่ประเทศที่มีพรมแดนติดกันนี้จะต้องไม่เกิดขึ้น จะต้องไม่มี กรณีที่มีการไปยิงกัน มีการทะเลาะในลักษณะแบบว่าทหารใช้อาวุธออกปะทะกันทําให้มี การเสียชีวิต เราคงจะมั่นใจได้อย่างนั้น และการเคลื่อนไหวภายในแต่ละประเทศ ในลักษณะที่จะทําให้เกิดความมีชาตินิยมแบบคลั่งชาติ อาศัยสถานการณ์ชายแดน ออกมาปลุกปัืนยุยงให้ผู้คนลุกขึ้นมาเรียกร้องสิ่งที่บางทีมันเรียกร้องไม่ได้ จะด้วย วัตถุประสงค์ทางการเมือง หรือจะด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการเลือกตั้งก็คงต้องมีวิธีการ ที่จะต้องดําเนินการว่ามันผิดต่อกฎบัตรอย่างไร เพราะเรื่องชาตินิยมคลั่งชาตินั้นได้ถูก ละลายลงไปแล้ว ด้วยกฎบัตรที่เขียนวิธีระงับข้อพิพาทไว้อย่างชัดเจน ฉะนั้นท่านประธาน ที่เคารพครับ สิ่งเหล่านี้เปึนเรื่องต้องทําให้เกิดขึ้น ประชาคมที่อยู่ด้วยกันในฐานะมีลักษณะคล้าย ประเทศเดียวมากขึ้น ถ้ายังให้มีลัทธิชาตินิยมในแต่ละประเทศอยู่ มันอยู่ด้วยกันไม่ได้ หรอกครับ มันจะต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยเอื้ออาทรตามกฎบัตรข้อบังคับที่เขียนไว้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ล่ะครับท่านประธานครับ เปึนเรื่องที่อาจจะต้องขอความเห็น และเปึน คําถามสําคัญก็คือว่า เมื่อดูกฎบัตรแล้วเราก็เขียนแต่หลักการให้ว่าควรจะใช้หลักการ แบบนั้น ปฏิบัติแบบนั้น แต่บทลงโทษเราไม่เห็นชัดนะครับ ไม่ได้มีเขียนบอกไว้ว่า ถ้าประเทศหนึ่งประเทศใดแข็งข้อไม่ปฏิบัติตามกฎบัตรอาเซียนแล้วควรจะถูกลงโทษ อย่างไร ก็ไม่ได้มี ตรงนี้ล่ะครับท่านประธานครับ กราบเรียนว่าเราก็คงจะสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัตินี้ให้ออกไปบังคับใช้เพื่อคุ้มครองการทํางานของผู้คนที่เขาจะต้องมา อยู่ในที่นี่ ในประเทศของเราตามเอกสิทธิ์ที่เขาควรจะได้ แต่เราก็คงไม่บอกว่าออกไป เพื่อให้สนุกสนานเพียงแค่ว่าให้มีเจ้าหน้าที่จํานวนหนึ่งเพิ่มขึ้น ให้มีคนจํานวนหนึ่งได้งาน เพิ่มขึ้นทํางานกัน แต่ผลที่สุดก็เปึนกลไกที่ไร้กระบอง ทําอะไรไม่ได้ ตรงนี้ก็อยาก กราบเรียนว่าเมื่อยกระดับขึ้นมาแล้วจะมีกลไกใดที่จะบังคับให้เปึนไปตามกฎบัตร พอที่เราจะเห็นได้ว่าเมื่อคุ้มครองแล้วเขาจะสามารถรักษาสถานการณ์ระหว่างประเทศ ให้อยู่เย็นเปึนสุข มีสันติอย่างที่กฎบัตรได้เขียนไว้ครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ