สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๗ สิงหาคม ๒๕๕๑

จุติ ไกรฤกษ์ แสดงความไม่พอใจและวิตกกังวลเกี่ยวกับความไม่พร้อมในการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะเรื่องการเตรียมการและวางแผนการเข้าสภากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการต่างประเทศ นอกจากนี้ยังตั้งคำถามถึงความสามารถของประเทศไทยในการใช้ประโยชน์จากกฎบัตรอาเซียนและแก้ไขปัญหาเรื่องข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้าน

นายจุติ ไกรฤกษ์ พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก ผมขอกราบเรียน ท่านประธานเปึนข้อแรกว่า ความเร่งรีบของการนําเสนอพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ต้อง ยอมรับว่าส่วนหนึ่งเปึนผลมาจากการกระตุ้นของผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่มี ความเปึนห่วงเปึนใยว่า รัฐบาลนั้นจะมีการประชุมและเปึนประธานสมาพันธ์อาเซียน ในเดือนธันวาคม แต่ว่าเรานั้นมี พ.ร.บ. ยังไม่เสร็จเรียบร้อย ก็เปึนที่มาว่า พ.ร.บ. นี้ถูก เร่งรีบนําเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า การเสนอ พ.ร.บ. ฉบับนี้สะท้อนภาพให้เห็นภาพของการทํางานที่แท้จริงของรัฐบาลชุดนี้ และผมคิดว่าน่าจะเปึนบทเรียน ผมกราบนําเรียนท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ท่านชูศักดิ์ ศิรินิล ขออภัยที่เอ่ยนาม ว่าผมเข้าใจดีว่าท่านไม่ได้เปึนผู้รับผิดชอบกระทรวง การต่างประเทศ ผมเข้าใจดีว่าวันนี้น่าจะเปึนเรื่องของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศมาชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎร แต่ผมขอตําหนิว่ารัฐบาลนั้นขาดการ วางแผนที่รอบคอบ วันนี้ภาพที่เห็นนี้แทนที่นั่งของท่านนั้นน่าจะเปึนรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศครับ แล้วถ้าเกิดจังหวะมันไม่เหมาะสมไม่ได้ก็น่าจะรอจังหวะ ให้ท่านนั้นมาเปึนผู้ชี้แจงเอง ผมไม่อยากเห็นภาพว่าท่านมาปฏิบัติหน้าที่แทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แล้วท่านก็ขอประทานอนุญาตท่านประธาน อนุญาตให้ข้าราชการเข้ามาชี้แจงแทน ถามว่าทําไม ประการแรกผมคิดว่าเปึนประเพณีที่ ไม่เหมาะสม

ประการที่ ๒ ผมคิดว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความมั่นใจกับพวกผมเลยในฐานะที่ เปึนสภาว่า รัฐบาล คณะรัฐมนตรีชุดนี้มีองค์ความรู้พอที่จะตอบในสภาโดยไม่ต้องอาศัย ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ นอกจากนั้นแล้วผมคิดว่าเพราะเหตุนี้รัฐบาลเพิ่งปรับ คณะรัฐมนตรีมาก็น่าจะทราบว่าในขณะนี้ปัญหาต่างประเทศมีมาก รัฐมนตรีต่างประเทศ ต้องเดินทางไปต่างประเทศเยอะ ทําไมไม่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ช่วยดําเนินการทําหน้าที่ นี่เปึนข้อตําหนิและสังเกตจากผม ข้อที่ ๑

ประการต่อมาครับ ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว คือก่อนคณะรัฐมนตรีชุดนี้นะครับที่จะเข้ามา ได้ลงนามในกฎบัตรสมาคมประชาชาติ ในวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ป้ ๒๕๕๑ รัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภาเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕ มีนาคม ท่านชี้แจงแล้วว่าคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติส่งกฤษฎีกาไปร่างกฎหมายมา ผมถามว่าถ้าเผื่อมีความเร่งด่วนท่านรู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะมีการประชุม และเปึนประธาน ของอาเซียนในป้นี้ ท่านรู้ล่วงหน้ามาเปึนป้ถึงขนาดสามารถจัดตั้งงบประมาณล่วงหน้าได้ แต่ท่านไม่สามารถวางแผนการล่วงหน้าได้เลยเกี่ยวกับกฎหมายที่จะเข้าสภาเกี่ยวข้องกับ กระทรวงการต่างประเทศ เรื่องนี้ผมขอตําหนิกระทรวงการต่างประเทศ โดยผู้บริหารนั้น จะต้องรับผิดชอบว่าขาดการวางแผนล่วงหน้าที่เหมาะสม ขาดการบูรณาการในการ ปฏิบัติหน้าที่เพื่อเกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างสูงสุด ถามว่าทําไม ก็เพราะว่าสภานี้เปึน สมัยนิติบัญญัติก็จริง เปึนสมัยที่ ๒ หากพระราชบัญญัติฉบับนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยประชุม ครั้งที่แล้วก็ไม่น่าจะเปึนประเด็น แต่ว่าปล่อยให้สภาไม่มีพระราชบัญญัติเข้าสภาแม้แต่ ฉบับเดียวในการประชุมสมัยสามัญครั้งแรก ไม่มีแม้แต่ฉบับเดียว ทั้ง ๆ ที่ฉบับนี้น่าจะ นําเสนอสู่สภาเมื่อ ๔ เดือนที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้เสนอ ทอดเวลามาถึง ๔ เดือนเศษ กว่ากฎหมายนี้จะเข้าสภา แล้วพอจะเข้าสภามาก็บอกว่าขอเปลี่ยนแปลงวาระการประชุม เพราะว่าเปึนเรื่องเร่งด่วนเห็นแก่หน้าตาของประเทศชาติ สภาผู้แทนราษฎรก็มีกฎหมาย ฉบับอื่นที่เปึนประโยชน์กับประเทศอยู่ด้วย แต่ก็เห็นว่าเปึนประโยชน์ต่อประเทศในเรื่องของหน้าตาของประเทศที่ต้องรักษาไว้ แต่ผมไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่า ทําไมกระบวนการทํางานของกระทรวงการต่างประเทศนั้น ถึงได้ล่าช้ามากมายขนาดนี้ ผมอยากจะกราบเรียนจริง ๆ ว่าตรงนี้ล่ะครับเปึนสิ่งที่มี ความวิตกกังวล เพราะว่าถ้าภาพนี้เปึนภาพที่สะท้อนการทํางานของคณะรัฐบาลชุดนี้ เปึนภาพที่น่าวิตกกังวลอย่างยิ่งถึงความไม่พร้อมในการบริหารงาน ถึงความผิดพลาด ในการจัดลําดับความสําคัญของประเทศ ถ้าจะไปดูเรื่องแรกที่รัฐบาลเข้ามาในส่วนของ กระทรวงการต่างประเทศ เรื่องแรกที่พูดถึง ถามว่าถ้าเผื่อเรื่องนี้เปึนเรื่องสําคัญจริง เปึนเรื่องเร่งด่วนจริงต่อประเทศ เปึนเรื่องหน้าตาของประเทศจริง ท่านลองไปย้อนดูสิครับ ว่าคําสัมภาษณ์ของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ท่านแรกที่เข้าเปึนรัฐบาล พูดถึงเรื่อง พ.ร.บ. ฉบับนี้หรือไม่ ไม่ได้พูดครับ ท่านพูดเรื่องอะไรครับ ท่านพูดว่า ท่านจะต้องคืนพาสปอร์ต (Passport) สีแดง พาสปอร์ต วีไอพี (Passport VIP) ให้กับ อดีตผู้นําของประเทศ นั่นเปึนเรื่องแรก ผมจึงตั้งคําถามว่านั่นคือการจัดลําดับวาระสําคัญ ของกระทรวงการต่างประเทศใช่หรือไม่ นั่นคือกระบวนการคิด การมองภาพของการ แก้ไขปัญหาของประเทศใช่หรือไม่ นอกจากนั้นแล้วผมมีความเปึนห่วงว่า ในกระบวนการ แก้ไขต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้ากระทรวงการต่างประเทศยังคิดและจัดลําดับความสําคัญอย่างนี้ และมีบุคลากรที่ทํางานน้อยอย่างนี้ ขาดความรับผิดชอบอย่างนี้ ผมสงสัยครับว่า ในกฎบัตรอาเซียนที่ไปตกลงกับเขาไว้ ในบทที่ ๘ เรื่องการระงับข้อพิพาท ผมถามว่า ประเทศไทยจะใช้ประโยชน์ตรงนี้สูงสุดได้อย่างไร ถามว่าวันนี้เราผ่านกฎหมายฉบับนี้แล้ว ให้กระทรวงการต่างประเทศไปทํางานแล้ว ถามว่าข้อพิพาทเรื่องเขมรจะดีขึ้นไหม ถามว่า ข้อพิพาทเรื่องพม่าจะดีขึ้นไหม ถามว่าข้อพิพาทเรื่องภาคใต้จะดีขึ้นไหม ผมไม่มีความ มั่นใจเลย ที่ไม่มั่นใจก็เพราะเหตุผลที่ผมลําดับกราบเรียนท่านประธานมาเมื่อสักครู่นี้ ฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่า การจะผ่านกฎหมายฉบับนี้โดยเพียงอ้างว่า เปึนความเร่งด่วนของประเทศ เพื่อหน้าตาของประเทศนั้น ผมคิดว่ายังไม่เพียงพอ ผมอยากจะฟังคําชี้แจงของรัฐมนตรี ไม่ใช่จากอธิบดีนะครับ จากรัฐมนตรีว่ากฎหมาย ฉบับนี้เมื่อผ่านไปแล้ว รัฐบาลนั้นจะนําประโยชน์ไปสู่ประเทศ ดําเนินการเพื่อประโยชน์ ของประเทศอย่างไร และมีความหวังมากน้อยขนาดไหน ในเรื่องการแก้ไขปัญหา เรื่องประเทศกัมพูชาที่มีข้อพิพาทอยู่ และมีความหวังขนาดไหนในการแก้ไขปัญหาเรื่อง ชายแดนภาคใต้ จะมีความหวังขนาดไหนในการแก้ไขปัญหาเรื่องข้อขัดแย้งพม่า ซึ่งประเทศไทยนั้นมีส่วนอยู่มากที่จะทําความเข้าใจกับโลกในบทบาทของอาเซียน นี่คือ สิ่งต่าง ๆ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานมาว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้เข้ามาโดยเร่งรีบและ ลุกลี้ลุกลน ผมไม่สบายใจและผมหวังว่ากระบวนการที่ผมเห็นในการนําเสนอ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะเปึนเฉพาะเรื่อง เฉพาะครั้ง เฉพาะคราว คงจะไม่สามารถ สะท้อนการทํางานของรัฐบาลที่มีความหละหลวมได้ขนาดนี้ ฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านประธานว่า ผมยังไม่มั่นใจเลยว่าผ่านกฎหมายฉบับนี้ไปแล้วประเทศชาติจะได้ ประโยชน์อะไร และผมขอกราบเรียนท่านประธานด้วยว่า ถึงแม้ว่าท่านประธาน จะอนุญาตให้ข้าราชการนั้นมาชี้แจงแทนรัฐมนตรีได้ แต่ผมก็คิดว่าเปึนประเพณีที่ไม่ เหมาะสม และทําให้สภานี้ขาดความมั่นใจในองค์ความรู้ของรัฐมนตรีที่จะสามารถบริหาร ประเทศชาติโดยประโยชน์สูงสุดได้ ผมขอกราบขอบพระคุณครับ