อลงกรณ พลบุตร หารือถึงความสำคัญของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยชี้แจงขั้นตอนการให้สัตยาบันกฎบัตรอาเซียนและเน้นย้ำว่าไทยต้องดำเนินการตามกระบวนการที่ถูกต้อง ชี้ให้เห็นความสำคัญของการผูกพันทางกฎหมายต่อรัฐบาลและภาคี พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนการทูตเชิงรุกเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศและผลักดันโครงการเชื่อมโยงคมนาคมในภูมิภาค เพื่อให้อาเซียนเกิดประสิทธิภาพเทียบเท่าสหภาพยุโรป
ท่านประธาน กระผม อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ความจริง ในตัวร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการดําเนินงานของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ที่ทางรัฐบาลเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ ถือได้ว่ามีความสําคัญ ต่อการวางรากฐานสําหรับอาเซียน ซึ่งเปึนองค์กรระดับภูมิภาคที่ประเทศไทยนั้นกล่าวได้ ว่ามีส่วนร่วมอย่างสําคัญในการก่อให้เกิดองค์กรดังกล่าว ตั้งแต่มีปฏิญญากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๑๐ ก็เปึนเวลา ๔๑ ป้ที่ผ่านมาจะครบในวันพรุ่งนี้ นั่นหมายความว่าการก่อตั้งสมาคมอาเซียนนั้น ได้มุ่งเน้นในการที่จะเสริมสร้างความร่วมมือ และพัฒนาความร่วมมือใน ๑๐ ประเทศสมาชิกในปัจจุบัน และถือว่าเปึนรากฐานที่เปึน ก้าวแรกที่สําคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเปึนประธานอาเซียนใน ป้นี้และป้หน้า และคาดว่าป้นี้การให้สัตยาบันกฎบัตรอาเซียนนั้นก็จะครบ ทั้ง ๑๐ ประเทศ นั่นหมายความว่าการแสดงภาวะความเปึนผู้นําในอาเซียนของประเทศไทยนั้น จะมีส่วนสําคัญอย่างยิ่งต่อการวางพื้นฐานไปสู่การพัฒนา สู่การเปึนประชาคมอาเซียน ในป้ ๒๕๕๘ ในที่สุด ผมเชื่อว่าร่างกฎหมายดังกล่าวมีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการที่เรา จะปฏิบัติตามพันธกรณี ในการที่จะทําให้อาเซียนนั้นได้ขับเคลื่อนไปข้างหน้า แล้วก็โอกาสของประเทศไทยในการแสดงความเปึนผู้นําและการดําเนินการทูตเชิงรุก ในความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และที่สําคัญ ยิ่งกว่านั้นก็คือการที่เราจะเปึนเจ้าภาพในการประชุมสุดยอดอาเซียนในเดือนธันวาคมนี้ มีหลายเรื่องหลายประเด็นเหลือเกินสําหรับการที่เราจําเปึนจะต้องใช้กรอบความร่วมมือ ของอาเซียนในการดําเนินการ เพื่อประโยชน์ของประเทศของเรา ไม่ว่าจะเปึนในเรื่องของ ความมั่นคงและการเมือง ในเรื่องของเศรษฐกิจ ในเรื่องของวัฒนธรรมและสังคม ซึ่งถือว่า จะเปึน ๓ เสาหลัก ที่เปึน ๓ ประชาคม ที่จะก่อตัวในกรอบของกลุ่มอาเซียน ที่จะ ก่อกําเนิดภายใน ๗ ป้ข้างหน้า แต่ประการสําคัญอย่างยิ่งก็คือขั้นตอนการดําเนินการ ของเรานั้น ผมได้ดูตัวร่างกฎหมายซึ่งทางรัฐบาลได้นําเสนอมา ดูหลักการไม่มีอะไร ขัดแย้งเลย เห็นว่าเปึนความจําเปึนที่จะต้องสนับสนุน ดูเหตุผลประกอบก็เห็นว่าเปึนเรื่อง ซึ่งดําเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่มีการที่ทางผู้นําของไทยได้ไปลงนามในกฎบัตร อาเซียนดังกล่าว เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายนป้ที่แล้ว ประเด็นปัญหาอยู่ที่ว่าทําไมกฎบัตร ซึ่งจะต้องมีการให้สัตยาบัน ๑๐ ประเทศ และหลังจากนั้น ๓๐ วัน กฎบัตรจึงจะมีผล และเปึนพันธกรณีผูกพันกับ ๑๐ ประเทศ วันนี้มีเพียง ๗ ประเทศเท่านั้นที่ให้สัตยาบัน ประเทศไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบัน ผมเข้าใจว่าท่านรัฐมนตรีอาจจะชี้แจงคลาดเคลื่อนไป สักเล็กน้อย ในเรื่องของการที่ทาง สนช. ได้ลงมติ ในการที่จะอนุมัติให้มีการลงนามรับรอง กฎบัตรในการประชุมสุดยอดที่สิงคโปร์เมื่อเดือนพฤศจิกายนป้ที่แล้ว คงไม่ใช่เปึนการให้ สัตยาบันกฎบัตร เพราะว่ากระบวนการดังกล่าวนั้นเปึนไปไม่ได้ในการที่จะมีการให้ สัตยาบันก่อนที่จะมีการลงนามรับรองกฎบัตรดังกล่าว นั่นหมายความว่ารัฐบาลโดย คณะรัฐมนตรีควรจะต้องชี้แจงต่อสภาให้เกิดความชัดเจนในลําดับขั้นตอนดังกล่าวให้เกิด ความถูกต้องและแม่นยํา
ประการถัดมาก็คือว่าทําไมจึงไม่มีการเสนอต่อรัฐสภาที่จะให้สัตยาบัน กฎบัตรอาเซียน เพื่อให้พันธกรณีได้มีการผูกพันครบตามที่มีการตกลงกันไว้ หลังจากนั้น จึงเปึนห้วงเวลาของแต่ละประเทศที่จะมีการเสนอตัวร่างกฎหมายในการคุ้มครอง ทั้งเรื่องของเอกสิทธิ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของตัวองค์กรอาเซียนเอง ตัวเลขาธิการอาเซียนแล้วก็เจ้าหน้าที่ รวมทั้งคณะผู้แทนถาวรประจําอาเซียน ซึ่งมี สํานักงานใหญ่อยู่ที่อินโดนีเซีย ขั้นตอนเหล่านี้เปึนขั้นตอนที่มีความสําคัญและจะต้อง ถือเปึนธรรมเนียมปฏิบัติต่อไป ไม่ใช่เฉพาะความผูกพันที่เรามีต่ออาเซียนเท่านั้น แต่เรา ยังมีขั้นตอนการดําเนินการลักษณะเช่นนี้ที่ผูกพันต่อรัฐสภา ต่อฝ์ายบริหาร และต่อองค์กร ที่เราเปึนภาคีสมาชิก ผมเชื่อว่าขั้นตอนเหล่านี้เปึนเรื่องสําคัญอย่างยิ่ง และจะต้องถือ ปฏิบัติต่อไป แต่สิ่งที่อยากจะให้เกิดความมั่นใจต่อทางรัฐบาลก็คือว่า การดําเนินการ ต่อพันธกรณีใด ๆ ที่มีต่ออาเซียนนั้น ถือว่าเปึนเรื่องที่สําคัญและได้รับการสนับสนุน เพียงแต่ว่าเราจะได้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะปัญหาที่ท้าทายต่อประเทศไทย และสมาชิกอีก ๙ ประเทศ ไม่ว่าจะเปึนปัญหาในเรื่องความมั่นคงและการเมือง เช่น กรณีปัญหาข้อพิพาทพรมแดนระหว่างไทย–กัมพูชา ระหว่างกัมพูชากับเวียดนามในปัจจุบัน หรือว่าปัญหาเรื่องของสิทธิมนุษยชนและปัญหาในเรื่องของความเปึนประชาธิปไตยใน ประเทศพม่า กรณีของนางออง ซาน ซูจี ที่ถูกกักกันบริเวณ หรือแม้แต่ความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเปึนปัญหาที่มีผลไม่ใช่เฉพาะต่อสภาพและความมั่นคงใน ประเทศแต่รวมไปถึงภูมิภาคนี้ด้วย ยังมีปัญหาอีกหลายเรื่องซึ่งเปึนทั้งผลบวกและลบใน การพัฒนาประเทศ นั่นคือปัญหาในเรื่องของแรงงานย้ายถิ่น แรงงานต่างด้าว ในมุมหนึ่ง อาจจะเปึนปัญหาแต่ในอีกมุมหนึ่งก็เปึนพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจประการหนึ่ง ซึ่งแม้แต่ในที่ประชุมสหประชาชาติก็ดี ที่ประชุมของรัฐสภาระหว่างประเทศหรือไอพียู (IPU : Inter-Parliamentary Union หรือสหภาพรัฐสภา) ที่เราเปึนสมาชิกอยู่นั้น ก็ได้มี การพิจารณาในประเด็นดังกล่าว รวมไปถึงการที่มองว่าภูมิภาคแห่งนี้มีโอกาสสูงมากใน ท่ามกลางวิกฤติของพลังงาน นั่นก็คือในเรื่องของวิกฤติอาหารและพลังงาน ซึ่งมองว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นเปึนฐานการผลิตอาหารที่สําคัญของโลกแห่งหนึ่ง ทีเดียว แน่นอนที่สุดว่าปัญหาในเชิงการพัฒนาที่จําเปึนจะต้องใช้กรอบความร่วมมือจะ เกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราได้สามารถที่จะลดปัญหาความขัดแย้งในระหว่างประเทศที่มีพรมแดน ติดกัน เพื่อให้เกิดโครงการซึ่งประเทศไทยจะสามารถแสดงศักยภาพของความเปึน ประเทศซึ่งมีภูมิศาสตร์ เปึนศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั่นคือการเปึน ศูนย์กลางของการคมนาคมขนส่งและโลจิสติก (Logistic) หลายโครงการที่ยังไม่มีความ คืบหน้าและจําเปึนต้องมีการขับเคลื่อนไม่ว่าจะเปึนโครงการนอร์ท เซาท์ คอร์ริดอร์ (North South Corridor) หรืออีสท์ เวสท์ คอร์ริดอร์ (East West Corridor) ที่เกี่ยวข้องกับประเทศอาเซียน โดยตรง โดยมีไทยเปึนเสมือนกระดูกสันหลังของโครงการดังกล่าว และประเทศไทยจะได้ ประโยชน์อย่างยิ่งในเรื่องเหล่านี้ ผมไม่ประสงค์ที่จะเห็นว่าการเข้ามีส่วนร่วมในอาเซียนนั้น เปึนไปโดยอย่างเชื่องช้าตลอดเวลา ๔๑ ป้ที่ผ่านมา จนดูประหนึ่งว่าบทบาทของอาเซียนที่ เราเปึนพันธกรณีอยู่ด้วยนั้น ไม่ได้ก่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจในการพัฒนาเท่าที่ควร แม้แต่ในเรื่องของปัญหาความมั่นคง ปัญหาการเมือง ก็ยังไม่ได้สามารถที่จะเข้ามามีส่วน ในการแสดงบทบาทดังกล่าวในการคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น ดูเหมือนว่าความคืบหน้าใน การเกิดประชาคมยุโรป การเกิดอียู (EU) การเกิดสกุลเงินเดียวแบบยูโรของประเทศ ในแถบตะวันตกนั้นได้ผ่านการพิจารณาคืบหน้าอย่างรวดเร็วและกลายเปึนกลไกสําคัญใน การขับเคลื่อนการพัฒนาของประเทศสมาชิกทั้งหลายทั้งมวล แต่เมื่อเปรียบเทียบกับ การขับเคลื่อนอาเซียนซึ่งเกิดขึ้นมาถึง ๔๑ ป้แล้ว เราเปึนไปอย่างเชื่องช้า ผมต้องการเห็น รัฐบาลโดยกระทรวงต่างประเทศได้ดําเนินการการทูตเชิงรุกมากกว่านี้ และได้ฉกฉวย ห้วงเวลาที่สําคัญในการที่เราเปึนผู้นําอาเซียน รวมไปถึงในเรื่องของการที่ดอกเตอร์สุรินทร์ พิศสุวรรณ ทําหน้าที่เปึนเลขาธิการอาเซียนตั้งแต่ป้ ๒๕๕๑ ถึง ๒๕๕๔ และการเริ่มต้น หลักกิโลเมตรแรกของอาเซียนในยุคที่จะมีกฎบัตรเปึนรูปธรรมอย่างนี้ในการประชุม สุดยอดในเดือนธันวาคมป้นี้ที่ประเทศไทยเปึนเจ้าภาพและจะเปึนครั้งที่ ๒ หลังจาก ป้ ๒๕๓๘ ที่เราเปึนเจ้าภาพมาแล้วครั้งหนึ่งนั้น เราจะได้ตระเตรียมความพร้อมในการ เปึนผู้นําหัวขบวนของอาเซียนอย่างแท้จริง แต่ทั้งนี้อยากจะฝากรัฐบาลในประเด็น ดังกล่าวเหล่านี้ เพราะว่าคงมีโอกาสไม่มากนักที่รัฐสภาจะได้มีโอกาสได้แสดงความ คิดเห็นโดยเฉพาะในสภาผู้แทนราษฎรต่อความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีต่อ องค์กรในระดับภูมิภาคนอกเหนือจากองค์กรรัฐสภาที่เราเปึนสมาชิกอยู่ ไม่ว่าจะเปึน ไอปา (AIPA : Asean Inter-Parliamentary Assembly หรือสมัชชารัฐสภาอาเซียน) ที่ท่านประธานจะเปึนหัวหน้าคณะไปประชุมภายในเดือนนี้ก็ดี ดังนั้นผมเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้นสมควรได้รับการสนับสนุน แต่ทั้งนี้ทางคณะรัฐมนตรี จะต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าทําไมถึงไม่ขอให้รัฐสภาให้สัตยาบันกฎบัตรอาเซียนก่อนที่จะมี การตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งรวมถึงประเทศสมาชิกอื่น ๆ ด้วย ก็ขอฝากข้อสังเกต ความคิดเห็นทั้งในหลักการเหตุผล ตลอดจนคําถามต่อทางคณะรัฐมนตรีเพื่อรอคําตอบ ต่อไปครับ