สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๔ กันยายน ๒๕๕๑

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยสงสัยเรื่องความเร่งด่วนของกฎหมายฉบับนี้ และเรียกร้องให้รัฐมนตรีชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว พร้อมขอให้รัฐมนตรีชี้แจงวิธีการที่ประเทศไทยปฏิบัติตามข้อแนะนําของเอฟเอทีเอฟ และให้ข้อมูลสถิติเกี่ยวกับการใช้กฎหมายและผลกระทบต่อผู้ประกอบอาชีพสุจริต

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ที่จําเปึนต้อง ลุกขึ้นอภิปรายในการเสนอร่างพระราชบัญญัติปัองกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งเปึนการแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๒ ฉบับนี้ ก็เพราะเหตุว่าผมนั้นมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของ กฎหมายฟอกเงิน แล้วก็พยายามที่จะติดตามกฎหมายฉบับนี้มาโดยตลอด ในเวลาที่ สภานี้มีการพิจารณากฎหมายฟอกเงิน เมื่อถอยหลังกลับไปประมาณป้ ๒๕๔๑ ต่อป้ ๒๕๔๒ นั้น ผมก็เปึนคนหนึ่งที่เปึนคณะกรรมาธิการอยู่ในคณะกรรมาธิการพิจารณา กฎหมายฉบับดังกล่าวนี้ กฎหมายฉบับดังกล่าวนี้ในชั้นของการร่างในสภาสมัยนั้น เปึนกฎหมายซึ่งใช้เวลายาวนานมาก คือใช้เวลาถึง ๑ ป้เศษ กว่าจะพิจารณากฎหมาย ฉบับนี้เสร็จสิ้น ต้องยอมรับเช่นเดียวกันว่าในตอนที่กฎหมายฟอกเงินฉบับนี้ถูกยก ขึ้นมาพิจารณาในเวลานั้น สังคมไทยมีความเห็นที่ขัดแย้งกันมาก แม้กระทั่งใน สภาผู้แทนราษฎรของเราเองก็มีความเห็นแบ่งกันออกไปหลายฝักหลายฝ์ายด้วยกัน บาง ฝ์ายก็ไม่เห็นด้วย บางฝ์ายก็เห็นด้วย แต่ด้วยความที่พวกเราเข้าใจกันว่าเรื่องของ การฟอกเงินนั้นเปึนเรื่องของการประกอบอาชญากรรมที่มีการร่วมมือกันหรือสมคบกัน แล้วก็เปึนฐานความผิดต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่จริงในสังคมไทยในเวลานั้น กฎหมายฟอกเงิน ในเวลานั้นจึงสามารถที่จะผ่านออกมาบังคับใช้ได้ เพียงแต่การแก้ไขกฎหมายฉบับที่ รัฐบาลเสนอมานี้ ผมแปลกใจมากครับว่าวันนี้มันมีความเร่งด่วนอย่างไร ที่ฝ์าย เสียงข้างมากในสภานี้ต้องหยิบยกกฎหมายฉบับดังกล่าวนี้ขึ้นมาพิจารณาก่อน แม้แต่กระทั่งฉบับที่เพื่อนสมาชิกได้มีการเสนอ แล้วมีการลงมติกันว่าให้ยกมารวม พิจารณากันนั้น ผมก็ได้เสนอความคิดเห็นไปแล้วว่าไม่สามารถมาพิจารณารวมกันได้ เพราะเปึนกฎหมายคนละหลักการกัน เพราะฉะนั้นเวลาพิจารณากันในวันนี้ อภิปราย จึงขอเรียงลําดับทั้ง ๒ ฉบับ แต่ที่ผมบอกว่าประหลาดใจก็เพราะว่าในสภาเราจัดลําดับ ความสําคัญของกฎหมายผิดหมดเลย กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทุกฉบับขณะนี้ มีปัญหาหมดเลย ทั้ง ๆ ที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีขั้นตอนระยะเวลาในการ ออกกฎหมายชัดเจนมาก หรือแม้แต่กระทั่งกฎหมายที่ต้องเร็วที่สุดตามรัฐธรรมนูญคือ กฎหมายเรื่องขององค์กร จัดสรรคลื่นความถี่กําหนดไว้ ๑๘๐ วัน นับแต่วันที่มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา บัดนี้ เลย ๑๘๐ วันไปนานแล้วครับ เลยมาแล้วตั้ง ๒ – ๓ เดือน ที่ผ่านมาแล้ว กฎหมายฉบับนั้น ก็ยังไม่เสนอเข้าสู่สภา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีปัญหาทุกฉบับ แต่กลับยกเอา กฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา คําถามที่ผมจะถามท่านรัฐมนตรีซึ่งขอให้ชี้แจงต่อสภานี้ก็คือว่า กฎหมายฉบับนี้มีความเร่งด่วนอย่างไรจึงจําเปึนต้องหยิบยกขึ้นมาพิจารณาก่อนหน้า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญซึ่งมีปัญหากันอยู่หลายฉบับ วันนี้ก็เพิ่งถอนออกไป ๑ ฉบับ มันมีความเร่งด่วนชนิดที่ช้าไม่ได้ต้องรีบออกทันทีมันเพราะอะไร ในเวลาที่กฎหมายที่รอ วาระพิจารณาอยู่อีกตั้งหลายฉบับไม่ว่าจะเปึนกฎหมายซึ่งมีผลโดยตรงต่อการปราบปราม การทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างที่สมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์เสนอเรื่องอายุความคดีทุจริต ให้แก้เปึนไม่มีอายุความนั้น ไม่มีการรองรับจากเสียงข้างมากในสภานี้ ผมถามเรื่อง ความเร่งด่วนของกฎหมายฉบับนี้ก็เพราะว่าผมสงสัยเรื่องที่มากฎหมายฉบับนี้ครับ ความจริงวิปฝ์ายค้านมีการเชิญผู้เกี่ยวข้องไปชี้แจงแล้วก็ได้ข้อเท็จจริงมาบางประการ แต่ก็ยังไม่กระจ่างชัดนัก วันนี้ท่านรัฐมนตรีรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มาเองก็อยากจะฟังจากท่านว่ามูลเหตุสําคัญที่ทําให้ต้องออกกฎหมายฉบับนี้ เปึนเพราะอะไร เพราะการออกกฎหมายโดยฝ์ายนโยบายหรือฝ์ายบริหารมันก็มีปัญหา หรือที่มาที่ไปอยู่ ๒ – ๓ เรื่อง

ประการที่ ๑ ก็คือเปึนปัญหาในการปฏิบัติตามกฎหมายฉบับเดิม ก็จําเปึนต้องแก้ไขกฎหมายปรับปรุงเปลี่ยนแปลงยกร่างให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็เขียนกฎหมายฉบับใหม่เสนอเข้าสภามาพิจารณากันประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ก็คือเกิดแนวความคิดใหม่ ๆ ขึ้นมาก็เพื่อให้หน่วยงานหรือ กฎหมายที่อยู่เดิมนั้นมีหลักการ มีระเบียบวิธีการปฏิบัติใหม่ ๆ ขึ้นมา ท่านก็ร่างกฎหมายกับ

ประการที่ ๓ ซึ่งสําคัญก็คือว่าเราจะต้องออกเพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับ เรื่องที่ไปเปึนข้อตกลงกับต่างประเทศ เรื่องนี้สําคัญมากในเหตุผลข้อที่ ๓ เพราะ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ในบทบัญญัติ มาตรา ๑๙๐ เขียนไว้ชัดว่า ถ้าหนังสือสัญญาใดมีผล ทําให้ต้องเปลี่ยนแปลงกฎหมายภายในประเทศก็จําเปึนจะต้องมีการดําเนินการตามที่ รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติระบุเอาไว้ ผมสงสัยเรื่องกฎหมายฉบับนี้ก็เพราะว่ามีการเขียน เอาไว้ในบทสรุปว่ากฎหมายฉบับนี้ต้องออกเพราะประเทศไทยเข้าร่วมลงนามเปึนภาคี อนุสัญญาต่าง ๆ เกี่ยวกับการก่อการร้าย อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านองค์กร อาชญากรรมข้ามชาติและอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชั่น มีการอ้างถึงประเทศไทยในฐานะภาคีสมาชิกขององค์การสหประชาชาติต้อง ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีความมั่นคงที่ ๑๖๑๗ ซึ่งกําหนดให้ประเทศภาคีต้องรับเอา คําแนะนําขององค์กรที่มีชื่อย่อว่า เอฟเอทีเอฟ (FATF) มาบังคับใช้ ที่ผมจะถามท่านก็คือว่า ถ้าเอาตามบทสรุปนี้ก็แปลว่าเราต้องออกกฎหมายฉบับนี้เพราะไปรับเอาข้อแนะนําของ เอฟเอทีเอฟ ซึ่งเปึนไปตามฐานะของประเทศไทย ในฐานะที่เปึนภาคีสมาชิกใช่หรือไม่ คําถามก็จะมีต่อว่าถ้าเหตุผลนี้เปึนเหตุผลที่ทําให้ต้องมาออกกฎหมายฟอกเงินฉบับที่ ท่านรัฐมนตรีเสนอต่อสภา ข้อแนะนําต่าง ๆ เหล่านั้นมีไว้อย่างไร ผมย้อนกลับไปดู ในการศึกษาของวิปฝ์ายค้านนี้ก็พบเหมือนกันว่าที่มากฎหมายฉบับนี้ก็ร่างกันมาหลายป้ แล้วมีคณะกรรมการขึ้นมาเปึนลําดับ ๆ จนกระทั่งมาถึงป้นี้ ข้อแนะนําที่ว่านั้นมันส่งผล กระทบถึงหน่วยงานอย่างคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการฟอกเงินอย่างไรครับ จึงจําเปึนต้องแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ เขามีการแนะนําไปถึงด้วยหรือไม่ว่า กฎหมายที่มีอยู่ ของเรามันไม่ครอบคลุม มันมีไม่ถึงบางเรื่องที่จําเปึนจะต้องออกมาเปึนกฎหมาย เลยจําเปึนต้องออกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา ในคําชี้แจงของเจ้าหน้าที่ ปปง. ถึงพวกเรานั้นมีการอ้างถึงหน่วยงานอื่น ๆ ในประเทศ อย่างเช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ว่ามีหนังสือถึงคณะกรรมการปัองกันและปราบปราม การฟอกเงินถึงเรื่องมาตรการดังกล่าว ส่งผลให้จําเปึนต้องออกกฎหมายฉบับนี้ด้วย ก็จะ ถามท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าจริงหรือไม่ ความคิดเห็นของธนาคาร แห่งประเทศไทยที่มีมาถึงสํานักงานคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่เกี่ยวข้องกับความจําเปึนต้องออกกฎหมายฉบับนี้คืออะไรครับ ผมสงสัยเพราะว่า กฎหมายจะออกมันต้องดูเงื่อนไขภายในประเทศ แต่เวลารับเงื่อนไขภายนอกประเทศ มาออกกฎหมายภายใน มันมีวิธีการ ขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติจํานวนมากนะครับ มีขั้นตอน เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เราดําเนินการครบถ้วนหรือไม่ นี่จะเปึน ปัญหาของกฎหมายฉบับนี้ต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอนถ้าชี้แจงไม่ละเอียดและไม่ชัดเจน ความเห็นขององค์กรที่ว่าถึงมีผลต้องออกกฎหมายภายในฉบับนี้ จะต้องเปึนเหตุผล สําคัญที่รัฐมนตรีต้องลุกขึ้นชี้แจงก่อน เพราะมันอยู่ในบทสรุป หลักการ เหตุผล บันทึก วิเคราะห์สรุปสาระสําคัญของกฎหมายฉบับนี้ที่เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ช่วยชี้แจง ผมหน่อยครับ

ประการที่ ๒ ก็คือว่า เวลาออกกฎหมายอาจจะมีปัญหาในการปฏิบัติงาน ภายใน ผมถามเจ้าหน้าที่ของท่านในสํานักงานคณะกรรมการปัองกันและปราบปราม การฟอกเงินว่า ที่ต้องออกเพราะมีกฎหมายภายในที่เปึนปัญหาด้วยใช่หรือไม่ กฎหมาย ออก ป้ ๒๕๔๒ มีการเพิ่มเติมแก้ไขโดยพระราชกําหนดฉบับหนึ่ง เพิ่มความผิดมูลฐาน เรื่องก่อการร้ายเข้าไป ก็เคยมีการแก้กันเท่านั้น ก็เลยถามว่าบทบัญญัติมาตรา ๑๖ ที่ท่าน ไปแก้ไขเพิ่มผู้ประกอบอาชีพบางอาชีพเข้ามา ให้เขาต้องรายงานธุรกรรมด้วย เดิมที ปัญหาของกฎหมายฟอกเงินที่บังคับใช้อยู่มันมีปัญหาตรงไหนครับ จริง ๆ ต้องถามไปด้วย ว่าผลงานของคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการฟอกเงิน ในส่วนที่เปึนปัญหานี้มี สถิติของคดีชี้ชัดไหมครับว่า เวลาวงจรอาชญากรรมที่ฟอกเงินมันไปดําเนินการผ่านอาชีพ ที่ท่านอ้างถึงในบทบัญญัติแก้ไข เช่น อาชีพค้าอัญมณี เพชร พลอย ประกอบการค้า เช่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ อาชีพตัวแทนนายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หรืออาชีพ ค้าของเก่า มันมีข้อมูลปรากฏชัดเจนหรือไม่ เปึนสถิติว่าพอสืบสาวราวเรื่องไปถึง อาชีพต่าง ๆ เหล่านี้แล้วกฎหมายไม่ได้ให้อํานาจเอาไว้ ทําให้คณะกรรมการปัองกันและ ปราบปรามการฟอกเงินหรือเจ้าหน้าที่ของ ปปง. ไปดําเนินการไม่ได้ เลยจําเปึนต้องออก กฎหมายฉบับนี้เพื่อมาเขียนเอาไว้ แล้วก็ทําให้เจ้าหน้าที่ ปปง. ไปดําเนินการได้ ผู้ ประกอบอาชีพเหล่านั้นต้องรายงานเรื่องของกรณีธุรกรรม ตรงนี้สําคัญเพราะบางที กฎหมายของไทย ฝ์ายราชการโดยเจ้าหน้าที่ก็ออกกฎหมายเพียงเพราะเพื่อความสะดวก ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเท่านั้น โดยไม่คํานึงถึงผลกระทบด้านลบว่าผู้ประกอบอาชีพ สุจริตเขาจะได้รับผลกระทบอย่างไร ไปดูเนื้อความในกฎหมายฉบับนี้ครับ มันมีปัญหา อยู่เยอะนะครับท่านรัฐมนตรี ที่ผมถามเรื่องนี้ขึ้นมาเหตุผลความจําเปึนท่านช่วยชี้แจงด้วย สถิติคดีเปึนอย่างไร ติดปัญหาเรื่องกฎหมายในส่วนของผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้อง ตรงไหน อย่างไร ช่วยชี้แจงให้ละเอียดด้วยครับ เพราะมันจะมีปัญหาเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง ว่า ถ้าไม่ใช่เกิดเพราะกฎหมายเดิมมีปัญหา แต่เขียนกฎหมายเพื่อความสะดวกของ เจ้าหน้าที่ กฎหมายประเภทพรรค์อย่างนี้ต้องไม่เป่ดช่องให้ใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ เด็ดขาดเลย เพราะนั่นเปึนช่องทางที่จะใช้เปึนเครื่องมือกลั่นแกล้งบุคคลอื่นและหา ผลประโยชน์ด้วย จริงอยู่กฎหมายฉบับนี้ กฎหมายฟอกเงิน ป้ ๒๕๔๒ บัญญัติว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ฟอกเงินไปทําผิดเอง ต้องรับผิดเปึนโทษถึง ๓ เท่า นั่นจริง แต่ต้องยอมรับ ความจริงเช่นเดียวกันว่ากฎหมายฉบับนี้ถ้าเป่ดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจมากเกินไป มันเปึนเครื่องมือการเมือง มันเปึนเรื่องของการไปกลั่นแกล้งผู้สุจริต เปึนช่องทาง ของเจ้าหน้าที่ที่อาจมีจิตทุจริตไปหาผลประโยชน์ได้ ผมยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ของสํานักงาน คณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการฟอกเงินจํานวนมากก็เปึนผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ดี แต่ต้องยอมรับว่ามีคนไม่ดีอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อนสมาชิกจากสงขลายกประเด็นขึ้นมา เรื่องของการใช้ ปปง. เปึนเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมือง ในระยะเวลา ๖ - ๗ ป้ ที่ผ่านมา ท่านประธานคงจําได้ครึกโครมมาก ฝ์ายการเมืองในเวลานั้นใช้คณะกรรมการการปัองกัน และปราบปรามฟอกเงินโดยเลขาธิการ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับผู้มีอํานาจในขณะนั้น ไปตรวจสอบกลั่นแกล้งโดยอ้างว่าที่ไปตรวจสอบปกติตามกฎหมายเดิม เขียนว่า ไปตรวจสอบได้ ต้องมีความผิดฐานฟอกเงินก่อน คือต้องผิดตามมูลฐานฟอกเงินก่อน เขียนเอาไว้ ๗ - ๘ เรื่องนี้ แต่บางคนอย่างที่ยก คุณแม่ของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี เปึนต้น สื่อมวลชนบางคน แม้แต่ท่านสมาชิก ส.ส. จากฝ์ายค้าน ลึกลงไปถึงเอ็นจีโอ (NGO) ในเวลานั้น หนังสือพิมพ์รายงานข่าวครึกโครมเปึนร้อย ๆ คนไปตรวจสอบ สอบถามว่า คนเหล่านั้นผิดกฎหมายความผิดมูลฐานใด เจ้าหน้าที่ตอนนั้นตอบว่า เปึนเพราะ มีบัตรสนเท่ห์ ใครเขียนก็ไม่ทราบ แต่เวลาตรวจสอบไปใหญ่โตเลยครับ ขณะนี้กฎหมาย ฉบับนี้ท่านเขียนให้มีการใช้ดุลยพินิจอีกแล้ว ไปดูร่างพระราชบัญญัติของท่านในมาตรา ๓ แก้ไข มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๖ ไปเขียนเรื่องผู้ประกอบอาชีพต่าง ๆ ซึ่งมีหน้าที่ต้องรายงาน การทําธุรกรรม ถ้าไม่รายงานมีความผิด ถูกปรับ ตามกฎหมายฉบับนี้เขียน ท่านเขียน ใน (๑) บอกอาชีพที่เกี่ยวกับเรื่องของที่ปรึกษาเรื่องธุรกรรมเคลื่อนย้ายเงินทุน (๒) ผู้ประกอบอาชีพค้าอัญมณี เพชร พลอย ทองคํา เครื่องประดับ (๓) ผู้ประกอบอาชีพค้า หรือให้เช่าซื้อรถยนต์หรือจักรยานยนต์ (๔) ผู้ประกอบอาชีพตัวแทนนายหน้าซื้อขาย อสังหาริมทรัพย์ (๕) พวกค้าของเก่า แต่ (๖) นี่สิครับ ท่านไปเขียนเอาไว้ได้อย่างไรว่า ผู้ประกอบอาชีพอื่นซึ่งอาจมีการใช้เปึนช่องทางการฟอกเงินได้โดยง่าย ทั้งนี้ตามที่กําหนด ในกฎกระทรวง แปลว่าต่อไปนี้โดยกฎหมายฉบับดังกล่าวที่ท่านแก้ เป่ดดุลยพินิจให้เปึน ของรัฐมนตรี ซึ่งต้องรักษาการตามกฎหมายฉบับนี้ ไปเขียนในกฎกระทรวงว่าอาชีพใด ก็ได้ที่กําหนดในกฎกระทรวงให้ต้องรายงานการทําธุรกรรมด้วย ไม่มีประโยชน์เลยที่ท่าน จะเขียนว่าอาชีพ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ เพราะต่อไปนี้ท่านเพิ่มช่องนี้เอาไว้ให้รัฐมนตรีซึ่งต้อง ออกประกาศเปึนกฎกระทรวงเขียนบังคับอาชีพอะไรก็ได้ นี่คือปัญหา กฎหมายนี้ ต้องไม่เป่ดช่องให้ใช้ดุลยพินิจ เขาถึงเขียนล้อมไว้เลยว่าอาชีพใด ๆ แต่ไปเป่ดช่องอย่างนี้ ต่อไปนี้อาชีพใดก็ได้ครับ ถ้ารัฐมนตรีเปึนคนสุจริตไม่มีปัญหาเลย ศึกษาดูผลกระทบ ชัดเจนแน่นอน กฎหมายฉบับนี้ให้ช่องไว้ได้ แต่เกิดเป่ดช่องเปึนรัฐมนตรีที่ทุจริตขึ้นมา ล่ะครับ อันนี้คือช่องทางไปกลั่นแกล้งคนอื่นเขา เขียนกฎหมายอย่างนี้ไม่ได้ นี่คือปัญหา ของกฎหมายฉบับนี้แล้วถ้าเขียนให้อํานาจรัฐมนตรีมโหฬารเลย แล้วหน่วยงานนี้ ทรงอิทธิพลอยู่แล้ว เปึนเครื่องมือการเมืองอยู่แล้ว ถูกกล่าวหา ยิ่งเขียนอย่างนี้ยิ่งเปึน เครื่องมือ อย่างนี้สภาปล่อยไม่ได้ครับ อันนี้ก็อยากฟังท่านรัฐมนตรีว่าจะชี้แจงตอบกลับ เหตุผลนี้อย่างไร เว้นข้อ ๒ ที่ผมตั้งเอาไว้ก็คือว่ามีปัญหาภายในหรือไม่ การปฏิบัติหน้าที่ ยกสถิติ ยกปัญหาขึ้นมาหน่อยหรือเปึนเพราะความสะดวกของเจ้าหน้าที่เท่านั้น นี่คือเหตุผลประการที่ ๒ ซึ่งผมตั้งข้อสังเกตต่อกฎหมายฉบับนี้ สงสัยในหลักการ ในการเสนอกฎหมาย แล้วท่านรัฐมนตรีช่วยชี้แจงผมด้วยนะครับ นี่คือกฎหมายฉบับแรก ที่เสนอขึ้นมาโดยคณะรัฐมนตรี ผมถึงถามเรื่องความเร่งด่วนและความจําเปึน

กฎหมายฉบับที่ ๒ ซึ่งเพื่อนสมาชิกเสนอ คือของเพื่อนสมาชิกจาก พรรคพลังประชาชนเปึนส่วนใหญ่ ต้องยอมรับว่ากฎหมายฉบับนี้ท่านเขียนแก้เยอะ และหลักการคนละเรื่องกันเลยกับฉบับแรก คนอภิปรายปรับตัวกันไม่ค่อยทันหรอกครับ ฉบับท่านแก้นิดหน่อยเองครับ แต่ก็ยังมีช่องที่ผมอภิปรายถึง แต่ฉบับนี้เพื่อนสมาชิก เสนออะไรครับ ๑. เพิ่มความผิดมูลฐาน จากเดิมความผิดมูลฐานที่มีอยู่แล้วในป้ ๒๕๔๒ มีความผิดมูลฐานที่เขียนเอาไว้ ๙ ความผิดมูลฐาน ต่อมาเพิ่มเปึนเรื่องของผู้ก่อการร้าย เปึน ๑๐ ความผิดมูลฐาน กฎหมายฉบับนี้เพิ่มอีก ในฉบับนี้ท่านเพิ่มกฎหมายความผิดมูลฐานเพิ่มไปอีก ๗ ความผิดมูลฐานครับ รวมแล้ว ถ้ารับกฎหมายฉบับนี้ไปด้วยและไม่มีการแก้ไขเปึน ๑๗ ความผิดมูลฐาน คําถามคือ นโยบายของรัฐบาลเอาด้วยหรือเปล่า สภานี้จะเห็นอย่างไร เพราะการเพิ่มเติมความผิด มูลฐานผมอยากจะถามเจ้าของร่างเหมือนกันท่านนั่งที่นี่ ผมยอมรับว่าหลายความผิดมูล ฐานที่ท่านเสนอมานี้มันโดนใจเหมือนกัน เพราะหลายเรื่องมันเปึนเรื่องครึกโครมมากเลย ครับ ผมยกตัวอย่างท่านประธานคือกรณีกฎหมายฮั้วมาบัญญัติให้เปึนกฎหมายความผิด มูลฐานด้วยนะครับ กฎหมายเรื่องสมยอมในการเสนอราคาเปึนกฎหมายที่ตราขึ้นมาใน สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นก็บัญญัติให้การสมยอมในการเสนอราคานั้น เปึนความผิดในกฎหมายอาญา แต่บัดนี้บัญญัติให้เปึนความผิดเรื่องฟอกเงินด้วย ผมจะ ถามเจ้าของร่างว่ามีกรณีใดหรือไม่ที่ความผิดในการสมยอมการเสนอราคาเปึนเรื่องของ การฟอกเงินด้วย ช่วยยกตัวอย่างให้ผมทราบหน่อย เพราะถ้าท่านยกตัวอย่างไม่จริง มี กรณีเกิดขึ้นจริง ผมคิดว่าจําเปึนแล้วครับ เพราะบัดนี้การฮั้วกัน การสมยอมกันในการ เสนอราคามันครึกโครมมากครับ และมันพัฒนารูปแบบไปไกลมาก อี-ออคชั่น (e-Auction) ที่พูดถึงนี่ปัองกันไม่ได้ครับ เอาเข้าจริง ๆ แล้วฮั้วกันแบบข้ามอินเตอร์เน็ต (Internet) กันเลย ถ้าท่านชี้แจงได้ผมคิดว่าความผิดมูลฐานนี้น่าสนใจครับว่าอันไหน จะเพิ่มเข้าไป ผมจะถามรัฐมนตรีเหมือนกันว่าท่านเอาด้วยหรือเปล่า ยอมรับไหมว่าการ สมยอมในการเสนอราคาบัดนี้มีความผิดถึงขึ้นเอาการสมยอมเปึนเรื่องการฟอกเงินด้วย ยกตัวอย่างให้ฟังหน่อย โดยเฉพาะเจ้าของร่างพระราชบัญญัติความผิดมูลฐานอื่น เรื่องค้าอาวุธผมก็คิดว่าใช้ได้ แต่เรื่องบางเรื่องซึ่งครึกโครมมาก เช่น ความไม่เปึนธรรม เกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ผมอยากให้เจ้าของร่างอธิบายเพิ่มเติมสักนิดว่าความผิดมูลฐานนี้มันครอบคลุมกรณี ใดบ้าง กรณีจัดตั้งบริษัทปลอม ๆ ขึ้นมา มีชื่อคนอื่นแล้วก็โยกย้ายเงินอย่างนั้นหรือเปล่า อย่างที่ปรากฏ อย่างแอมเพิล ริช อย่างอะไรต่ออะไร กรณีนี้ใช่ไหม เปึนความผิดมูลฐานที่ ท่านบัญญัติใช่ไหม ถ้าเช่นนั้นผมว่าอันนี้โดนใจ ใช้ได้เลย เพราะปัจจุบันนี้เรื่องสอบ มันอยู่ในบางหน่วยงานที่ท่านรัฐมนตรีกํากับครับ ในดีเอสไอ (DSI) กรณีกุหลาบแก้วอะไรต่าง ๆ นี้ สอบอย่างไรก็ไม่เสร็จสักที แล้วแถมอธิบดีดีเอสไอคนเดิม ที่สอบเรื่องนี้ถูกย้ายเสียอีก คนใหม่เข้ามาก็ยังไม่คืบไปไหน ถ้าเกิดตรงนี้ใช่ ผมว่าอันนี้ต้องรีบสนับสนุนเลย แล้วไป จัดการเรื่องนี้กันโดยทันที อันนี้ท่านตอบผมหน่อยนะครับ เพราะว่าอันนี้เปึนประเด็น สําคัญ

เรื่องการยึดถือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติ อันนี้ฟังดูก็น่าจะโดนใจ ดีเหมือนกัน อยากให้ยกกรณีขึ้นมาหน่อย ใช่หรือเปล่า มีกรณีใดบ้างที่เข้าความผิด มูลฐานอันนี้ เพราะฉะนั้นอันนี้ผมยอมรับว่าเพิ่งจะศึกษากันละเอียดเลยไม่มีข้อมูล พื้นฐานมากนักว่าที่เพื่อนสมาชิกเสนอมานี้ท่านมีข้อมูลใด ๆ สนับสนุนที่ชัดเจนถึงขนาดที่ สมควรที่จะบัญญัติให้เปึนความผิดมูลฐานเพิ่มเติมหรือไม่

สุดท้ายของกฎหมายฉบับนี้ครับ ท่านไปบัญญัติให้แก้ไขมาตรา ๓๒ เรื่องคณะกรรมการธุรกรรม ที่ผมสงสัยจะถามเจ้าของร่างก็คือว่ามันมีอะไรต่างกับ ฉบับเดิม ป้ ๒๕๔๒ บ้าง มีอันเดียวก็คือระยะเวลา ซึ่งถ้าหากเสนอชื่อไม่ทัน กฎหมายเดิม บอก ๔๕ วันให้จัดการไปเลย ฉบับนี้ที่แก้บอก ๓๐ วันพอ แค่นี้หรือเปล่า หรือปรับปรุง องค์ประกอบคณะกรรมการธุรกรรมอื่นใด เท่าที่อ่านยังไม่เจอนะครับ เพราะตัวกรรมการ ธุรกรรมตามกฎหมายนี้สําคัญมาก เพราะเปึนตัวกําหนดเรื่องทั้งหมด การรับเรื่องเข้ามา การให้เจ้าหน้าที่จาก ปปง. ไปดําเนินการสืบสวนสอบสวนต่าง ๆ อันนี้ก็อยากให้ท่านชี้แจง เพราะฉะนั้นโดยสรุปทั้ง ๒ ฉบับนี้ผมมีข้อสังเกต มีข้อสงสัย และมีข้อแย้งเยอะครับ ก็ช่วย ชี้แจงให้ชัดเจน เพราะถ้าไม่ชัดเจนแล้วการลงมติในวันนี้ก็อาจจะเปึนปัญหาได้ว่า เราสมควรให้ความเห็นชอบหรือไม่ ขอบคุณครับท่านประธาน