อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติและแสดงความกังวลเกี่ยวกับมาตรา ๑๖ ที่อาจกระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจโดยสุจริต และวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาใน ครม. และวิปรัฐบาล โดยมองว่ากฎหมายดังกล่าวจะกระทบกระเทือนสิทธิและโอกาสในการประกอบวิชาชีพของบุคคล และยังขัดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๔๓ ที่กล่าวถึงเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๔ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เมื่อท่านได้รวมการพิจารณาแล้วก็ขออนุญาต ใช้วิธีการอภิปรายเรียงตามร่างไปนะครับ ในส่วนของร่างพระราชบัญญัติแรกก่อน ที่เปึน ของคณะรัฐมนตรีนั้น วันนี้ต้องบอกนะครับว่ากฎหมายฉบับนี้มีความสําคัญอย่างยิ่งยวด อยากให้พวกเราใช้ความระมัดระวังในการพิจารณานะครับ เนื่องจากว่าปกติแล้วอํานาจ ที่เยอะมากมายแบบนี้จะตกอยู่ในมือขององค์กรอิสระ อย่าง ป.ป.ช. ที่เรารู้จักกันดี แต่ในส่วนของ ปปง. นั้นต้องบอกว่าอํานาจในการเข้าไปจัดการทรัพย์สิน และอํานาจ ในการจัดการกับผู้กระทําความผิดนั้นรุนแรงกว่าองค์กรอิสระอื่น ๆ ในประเทศไทย แล้วแน่นอนครับ อํานาจของ ปปง. นั้นชัดเจนเหลือเกินว่าเปึนอํานาจของฝ์ายบริหาร อย่างชัดเจน วันนี้เลยมีความกังวลใจว่าสภาแห่งนี้น่าจะใช้ความระมัดระวังสักนิดหนึ่ง ในการที่จะพิจารณากฎหมายฉบับนี้ ผมขอเริ่มที่ร่างของ ครม. ร่างของ ครม. เอง สาระสําคัญนั้นจะอยู่ในเรื่องของมาตรา ๑๖ ที่จะมีการแก้ไข พูดง่าย ๆ ผมแปลเปึนภาษา ชาวบ้านให้ฟังง่าย ๆ ก็คือว่าในกรณีปกติสถานการณ์ปัจจุบันที่กฎหมายใช้อยู่ เวลาเราไป โอนเงินที่ธนาคารพาณิชย์เกินจาก ๒ ล้านบาท ตามที่ธนาคารเขากําหนดจะต้องแจ้งให้ ปปง. ทราบ ก็เปึนส่วนที่สถาบันการเงินนั้นเขาทําการแจ้งตลอดเปึนงวด ๆ แต่มาตรา ๑๖ ในร่างของ ครม. นั้นขยายต่อครับ ถึงผู้ประกอบการอื่นที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ตรงนี้คือ เหตุปัจจัยที่ผมกลัวมากที่สุดก็คือว่ามันไปกระทําต่อผู้ประกอบธุรกิจโดยสุจริต ฟังดูแล้ว เหมือนจะไม่มีอะไร แต่สิ่งที่ท่านเพิ่มมา มาตรา ๑๖ (๑) ท่านใช้คําว่า ผู้ประกอบอาชีพ เกี่ยวกับการดําเนินการให้คําแนะนํา การเปึนที่ปรึกษาในการทําธุรกรรมเกี่ยวกับ การลงทุนและการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ครอบคลุมถึงสํานักงาน ทนายความต้องบอกอย่างนี้ ครอบคลุมถึงสํานักงานทนายความทั่วทั้งประเทศไทย ครอบคลุมถึงสํานักบัญชี ตรวจสอบบัญชีทั่วทั้งประเทศไทย ต่อไปนี้ทนายความทุกคน เวลาทํารับสตางค์จ่ายเปึนค่าฟ้ (Fee) ค่าทนายความ ผู้ตรวจสอบบัญชีแล้วเกินจากที่เขา กําหนด ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะกําหนดเท่าไร ต้องแจ้งหมด แล้วถ้าไม่แจ้งมีความผิดอาญา นี่ไม่ใช่ เรื่องง่าย ๆ ที่จะมาคุยกัน แล้วก็ผ่านเร็ว ๆ อย่างเช่น ยกตัวอย่างในตลาดหลักทรัพย์ มีบริษัทที่เขาเรียกว่า ลิสเตด คอมพานี (Listed Company) หรือว่าบริษัทที่อยู่ในบัญชี รายชื่อของเขา เขาจะแบ่งเปึนบริษัทผู้ประเมินอิสระ ก็คือประเมินสินทรัพย์ บริษัทแอดไวเซอร์ (Adviser) คือบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินหรือบริษัทที่ทําโบรกเกอร์ริจ (Brokerage) ก็คือ ตัวแทนของนายหน้าค้าหุ้น มันอาจจะต้องชัดหรือเปล่า ถึงขนาดว่าที่ปรึกษาทางการเงิน ของท่าน หมายถึงที่ปรึกษาทางการเงินที่ขึ้นบัญชีตลาดหลักทรัพย์ใช่หรือเปล่า พูดเพียงแต่ว่าเกี่ยวกับการลงทุนและการเคลื่อนย้ายทุน น่ากลัวนะครับ เงินหลักหมื่น หลักแสนบาทก็เคลื่อนย้ายทุน เพราะฉะนั้นอํานาจนี้จะเข้าไปครอบคลุมสํานักงาน ทนายความทั้งหมด สํานักตรวจสอบบัญชีทั้งหมดลงถึงรากมันเลย อันตรายมาก ๆ สําหรับข้อ ๑
ข้อ ๒ บอกว่าค้าอัญมณี ค้าพลอย ค้าทองคํา วันนี้พูดก็คือว่าร้านค้าทอง ที่ท่านเห็นอยู่ตามคูหาต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครทั่วประเทศไทยที่เขาเปึนร้านทองเล็ก ๆ ทุกที่จะต้องทําหน้าที่เหมือนกับแบงก์ทําหน้าที่เหมือนกับธนาคารในการที่จะต้องแจ้ง รายงานที่ ปปง. ถ้าไม่แจ้งติดคุกครับ วันนี้ท่านบอกว่าจะเลิกพูดเรื่องของเช่าซื้อรถยนต์ จักรยานยนต์ คูหาต่าง ๆ ร้านค้าที่เขาขายจักรยานยนต์มีกันอยู่สักคูหาเดียว มอเตอร์ไซค์ สักไม่กี่คัน ต้องทําหน้าที่เหมือนธนาคารส่งให้กับ ปปง. รายละเอียด ไม่ทําติดคุกครับ ตัวแทนนายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์วันนี้ติดคุก ท่านเปึนนายหน้าค้าที่ดิน ท่านได้รับค่านายหน้ามาถึงแม้ท่านจะแจ้งเสียภาษีถูกต้องแล้ว แต่ท่านลืมไปที่จะแจ้ง ปปง. ก็ติดคุกอีก เห็นไหมครับ ร้านค้าของเก่าอย่าไปนึกถึงว่าซื้อขายเหรียญกันที่เราเคย ได้ยินผู้ใหญ่ ข้าราชการบางท่านซื้อขายเหรียญกันเปึนหลักล้านหลักสิบล้าน นึกถึงร้าน ขายของเก่าที่เขาซื้อขายขวดที่สร้างงานให้กับพวกซาเล้งนี่นะครับ ต้องเข้าหมดต้องทํา หน้าที่เหมือนสถาบันการเงิน เหมือนธนาคารพาณิชย์ไม่ทําติดคุกครับ มองให้ลึกซึ้งสักนิดหนึ่ง ว่าวันนี้เรากําลังกระเทือนผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ ที่ไม่ใช่สถาบัน การเงิน เรื่องนี้อยากให้ลึกนะครับ เพราะว่าเรากําลังไปกระทบกระเทือนถึงสิทธิและ โอกาสในการประกอบวิชาชีพของบุคคลเหล่านี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ (๖) ในมาตรา ๑๖ ผมตกใจว่ากฎหมายอย่างนี้ผ่านการพิจารณา ของ ครม. ผ่านการพิจารณาของวิปรัฐบาลได้อย่างไร (๖) บอกว่า ผู้ประกอบอาชีพอื่น ซึ่งอาจเปึนช่องทางการฟอกเงินโดยง่าย ทั้งนี้ประกาศในกฎกระทรวง ท่านครับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๔๓ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบ กิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเปึนธรรม แต่เขายกเว้นครับ ยกเว้นว่าท่านใช้กฎหมายเปึนการเฉพาะ ท่านสามารถที่จะไปจํากัดได้ วันนี้แปลว่าอะไร อาชีพไหนก็ได้ใช่ไหมครับ ท่านพูดมาทั้งหมด ๕ อาชีพ ซึ่งผมก็อธิบายไปแล้วว่า มันหนักหน่วงเพียงพอแล้ว ปรากฏว่าใน (๖) ท่านบอกว่าอาชีพอื่น ๆ ตามประกาศ ในกฎกระทรวง กฎหมายอย่างนี้เขาเลิกออกกันนานแล้ว เพราะมันขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๓ ไปเช็กกฤษฎีกาครับ ท่านจะออกกฎหมายที่เปึนการจํากัดเสรีภาพของคน ในการประกอบอาชีพได้นั้นต้องทําเปึนกฎหมายเฉพาะ ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร ต้องผ่านวุฒิสภา ไม่อย่างนั้นทําไม่ได้ กฎหมายอย่างนี้ผ่านการพิจารณาใน ครม. ของ ท่าน กฎหมายอย่างนี้ผ่านในการพิจารณาวิปรัฐบาลของท่าน วันนี้สิ่งที่พูด พูดด้วยความ อึดอัดใจเหลือเกินว่าอยากให้เราพิจารณาด้วยความระมัดระวัง ท่านรัฐมนตรีครับ นี่คือ ในส่วนของร่างรัฐบาล ร่างของ ครม. ที่เตรียมมา พอไปพิจารณาถึงร่างของท่านจุมพฏ แล้วน่าตกใจเข้าไปอีก น่าตกใจอย่างไร ร่างท่านจุมพฏนั้นคนละหลักการกันเลยกับร่าง ครม. ครม. นั้นเปึนเพียงเพิ่มหน้าที่ให้กับบริษัทที่ต้องแจ้ง ปปง. ในธุรกรรมที่เกินวงเงิน ที่กําหนด แต่ร่างฯ ของท่านจุมพฏนั้นเปึนการเพิ่มมูลฐานความผิด ท่านทราบไหมครับว่า กฎหมาย ปปง. โดยรากฐานของมันแล้วนี้มันใช้กับการกระทําเพียงแค่ ๒ เรื่อง เรื่องยาเสพติด เรื่องค้ามนุษย์ เขาใช้กันแค่นั้น แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นเขาก็ พยายามที่จะขยาย เพราะเขาเรียกว่าร้อยพ่อพันแม่อยู่ที่เดียวกัน เขาก็ขยายไปสู่ในเรื่อง ของผู้ก่อการร้าย ก็ใช้กฎหมาย ปปง. นี่แหละครับ การฟอกเงินเข้าไปเพิ่มมูลฐานความผิด ให้เพิ่มมากขึ้น นั่นคือในประเทศที่มีความหลากหลายในเชิงของเผ่าพันธุ์อย่าง สหรัฐอเมริกา แต่ประเทศไทยเรารับมาหมดแล้ว กฎหมาย ปปง. มูลฐานความผิดเยอะ จนกระทั่งที่เรียกว่า ลืมไปแล้วหรือเปล่าว่ามูลฐานความผิดของแต่ละตัวนี้มันมีกฎหมาย นั้น ๆ ในการที่จะตามล่าหาเงินอยู่ ปปง. ต้องบอกว่าแยกกัน ๒ เรื่อง ความผิดของ ปปง. นั้นมีทั้งฝัืงอาญาแล้วก็ทางฝัืงแพ่ง ฝัืงอาญานั้นเปึนในเรื่องของโทษจําคุกไปซุกซ่อนเร้น เงินให้คนอื่นเขาที่เกิดจากการกระทําความผิด อันนี้ติดคุก เปึนโทษอาญา แต่อีกส่วนหนึ่ง เขาเรียกว่าโทษทางแพ่ง โทษทางแพ่งนี้ก็เปึนเรื่องที่แปลกประหลาด ปปง. ใช้คําว่า โทษทางแพ่ง นั่นคือการนําทรัพย์ตกเปึนของแผ่นดิน แปลว่าอะไร มีการกระทําความผิด เกิดขึ้น เงินทรัพย์สมบัติที่ได้จากการกระทําความผิดก็จะถูกแทรค (Track) จะถูกตามล่าไป นี่คือในส่วนของแพ่งที่จะนําทรัพย์ตกเปึนของแผ่นดิน ซึ่งเรื่องมันก็แปลกครับ ถ้าใครเรียน กฎหมายอาญานี้เราจะเคยได้ยินโทษจําคุก กักขัง ประหารชีวิต ริบทรัพย์สิน เขาเรียกว่า โทษทางอาญา โทษทางอาญานี้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้จะไม่มีผล ใช้บังคับย้อนหลัง แต่ปรากฏว่ากฎหมาย ปปง. นี้เขาบอกว่าการนําทรัพย์ตกเปึนของ แผ่นดินนั้นไม่ใช่การริบ แต่เปึนการนําทรัพย์ตกเปึนของแผ่นดินซึ่งผมก็ยังงงอยู่ว่าต่างกัน อย่างไร ย้อนหลังได้นะครับ วันนี้เรากําลังพิจารณากฎหมายที่มีความสําคัญอย่างยิ่งยวด ที่จะนําคนที่นําทรัพย์ที่ไม่ชอบจากการกระทําความผิดนั้นมาลงโทษ มานําตกเปึนของ แผ่นดิน ขอให้ท่านได้พิจารณาด้วยความระมัดระวัง ฐานความผิดที่ท่านจุมพฏพูดนั้น ที่เพิ่มขึ้นมานะครับ สมยอมเรื่องฮั้วกัน เรื่องค้าอาวุธ เรื่องกฎหมาย การหนีกฎหมาย สรรพสามิต เรื่องการฉ้อโกงที่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเงิน เรื่องเกี่ยวกับฟลอว์เลส (Flawless) ก็คือการแลกเงิน อัตราแลกเปลี่ยน เรื่องเกี่ยวกับ ทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องเกี่ยวกับการปัืนหุ้น ต่าง ๆ เหล่านี้มันมีกฎหมายที่รับผิดชอบ ของมันอยู่ มันมีกฎหมายเรื่องใช้ในการยึดทรัพย์สินนั้น ๆ อยู่ ตามกฎหมายที่ท่านพูดมา มีหมดแล้ว กฎหมาย ปปง. สิ่งที่เหนื่อยที่สุด นั่นก็คือการผลักภาระการพิสูจน์ หรือที่เขา เรียกว่าเบอร์ดัน ออฟ พรูฟ (Burden of proof) เปึนการผลักภาระการพิสูจน์ให้ไปตกอยู่ กับฝัืงจําเลยหรือฝัืงผู้ต้องหา ท่านอย่าลืมนะครับ การเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินในบ้าน ทําได้เลย การเข้าไปยึดทรัพย์ไว้ก่อน ทําได้เลยในส่วนของ ปปง. ยึดไว้ ๙๐ วัน แถมขยายได้อีกตลอด กฎหมายฉบับนี้อันตรายมาก วันนี้ทั้งร่าง ครม. ไปกระทบต่อ ผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงสูงที่เขาเรียกว่าติดคุก ผมไม่อยากเห็นกฎหมายฉบับนี้ต้องมาแก้กันอีกในสภาผู้แทนราษฎร เพราะได้รับ เรื่องเดือดร้อนจากชาวบ้านที่เขาประกอบการรายย่อย อย่างนี้ร้านทองโดนหมด พอมาดู ร่างคุณจุมพฏเพิ่มมูลฐานความผิดเข้าไปอีก อย่างที่บอกครับ กฎหมายนี้เบื้องลึก ของเขา ผมก็ศึกษาลึกนะครับ ท่านลองไปดูรายงานสมัยที่เข้าประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในยุคแรก ๆ เถอะครับ มันไปแค่ฐานความผิดแค่ค้ามนุษย์ ยาเสพติดเท่านั้นล่ะครับ ไม่ลึกเลย แต่พอไปสู่วุฒิสภาแล้วมันขยายฐานไปอีกเยอะ วันนี้ผมอยากให้ประวัติศาสตร์ เปึนตัวบอก ท่านครับ มันจะกระเทือนต่อวงกว้าง ก็ขอให้ท่านรัฐมนตรีลองพิจารณาเรื่องนี้ อย่างละเอียดสักครั้ง รวมไปถึงพวกเราในฐานะเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะต้อง โหวตรับหลักการในกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้ ก็ขอความเห็นใจให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ที่เขาสุจริต ผู้ประกอบการที่เขาไม่ต้องทนภาระที่จะต้องผลักภาระการพิสูจน์มาสู่เขา ก็กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน