สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งถูกตีความว่าเป็นกฎหมายการเงิน และถูกส่งกลับไปยังรัฐบาล โดยสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ยกข้อความนี้ขึ้นมาหารือเพื่อขอความชัดเจนและความเข้าใจในเรื่องนี้ โดยเน้นย้ำถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงในข้อบังคับการประชุมสภา และผลกระทบต่อกระบวนการนิติบัญญัติ
ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมเห็นว่าเรื่องที่ ท่านประธานได้ยกขึ้นมาหารือเรื่องนี้จะเปึนเรื่องใหญ่แล้วก็เปึนเรื่องสําคัญมาก สําหรับ กระบวนการนิติบัญญัติคาบเกี่ยวไปถึงเรื่องของอํานาจหน้าที่ขององค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติเอาไว้ ความจริงเรื่องนี้ผมเอง กับคณะที่พรรคก็ทราบมาก่อนเบื้องต้นว่ามีความคิดเห็นของบางส่วน บางฝ์ายในสภานี้ คิดว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญซึ่งตามรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ก็มีอยู่ ทั้งสิ้น ๙ ฉบับ ซึ่งในรัฐธรรมนูญเองก็เขียนไว้ชัดว่า ร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญนั้นผู้ที่จะเสนอปรับปรุงแก้ไขต่าง ๆ ได้ บัญญัติเอาไว้เปึนหน้าที่เบื้องต้นของ องค์กรอิสระเหล่านั้น อย่างเช่น ร่างพระราชบัญญัติเรื่องปัองกันและปราบปรามการทุจริต ก็บัญญัติให้เปึนหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก่อนหน้านี้ก็เคยรับทราบความคิด ความเห็นดังกล่าวว่า มีบางฝ์ายพยายามจะตีความว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวนี้เปึนกฎหมายการเงิน เมื่อวินิจฉัยว่าเปึนกฎหมายการเงินแล้วก็จะมีการส่งไปยัง รัฐบาลเพื่อให้คํารับรอง ซึ่งก็จะเปึนไปตามที่บัญญัติไว้ที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชบัญญัติ ตามปกติ แต่ความคิดเห็นดังกล่าวนั้นกระผมคิดว่าเงียบหายไปในทีแรก ทั้งนี้ก็เพราะว่า ไม่มีการหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดถึง ต่อมามีเสียงหนาหูมากขึ้นว่ากําลังจะนําเอากฎหมาย ป.ป.ช. ซึ่งบรรจุระเบียบวาระการประชุมสภาเอาไว้แล้ว ตีความว่าเปึนกฎหมายการเงิน และส่งกลับไปยังรัฐบาล พวกผมที่อยู่ในสภาก็พยายามติดตามแต่ก็ไม่ทราบเรื่อง บังเอิญ เมื่อวานนี้ท่านประธานก็ได้ให้เจ้าหน้าที่ของสภาได้เชิญผมไปพบ ซึ่งผมก็ต้องถือโอกาสนี้ ขอบพระคุณท่านประธานมากที่ทําให้ทราบว่าทางฝ์ายสภานั้นวินิจฉัยอย่างไร เมื่อวานนี้ ก็ทราบจากท่านประธานว่าท่านเองได้วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการปัองกันปราบปรามการทุจริต ฉบับที่ ป.ป.ช. เปึนคนเสนอมานี้เปึนกฎหมาย การเงิน แล้วก็ได้ส่งกฎหมายฉบับดังกล่าวกลับไปยังนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ สํานักนายกรัฐมนตรี ก็มีการตอบกลับมาว่ารับแล้ว และส่งเรื่องไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อพิจารณาเสมือนกับเปึนกฎหมายปกติทั่วไป ผมก็เรียนถามท่านประธานครับว่า หลังจากที่ส่งไปยังนายกรัฐมนตรีแล้ว ทางหน่วยงาน อย่างเช่น ป.ป.ช. เขาทราบหรือไม่ อย่างไร ท่านก็แจ้งผมบอกว่าทาง ป.ป.ช. ทราบแล้ว แล้วก็มีหนังสือแย้งกลับมาแล้ว ผมก็ ต้องขอบคุณที่ท่านประธานได้ให้หนังสือซึ่งมีการตอบโต้กันระหว่างทาง ป.ป.ช. กับทาง สภากลับมา ผมก็นําไปอ่าน และวันนี้ก็มีการประชุมฝ์ายกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ ก็คุยกัน ความเห็นจะเปึนอย่างนี้ครับว่า เมื่อท่านประธานยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือ กระผม คิดว่าดีแล้ว เราอาจจะใช้เวลาสักพอสมควรที่จะวินิจฉัยเรื่องนี้แล้วก็บ่งบอกแนวทาง ต่าง ๆ กันให้ชัด เพราะมิเช่นนั้นจะเปึนข้อครหาและเปึนปัญหาที่อาจจะเกี่ยวเนื่องว่ามีคน ทําผิดหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่ในอนาคต แล้วก็จะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของการ ถอดถอนคนที่กระทําความผิดเหล่านั้นอีก ประเด็นจะเปึนอย่างนี้ครับว่า ข้อเท็จจริง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวคือ กฎหมาย ป.ป.ช. มีปัญหาต้องพิจารณา วินิจฉัย ๒ ข้อ
ข้อที่๑ ก็คือว่ากฎหมายฉบับนี้มีการบรรจุระเบียบวาระในสภา ผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว มาตั้งแต่เดือนมิถุนายน คาบเกี่ยวกันมาตั้งแต่สมัยประชุม วิสามัญจนกระทั่งมาถึงสมัยสามัญนิติบัญญัติ เมื่อบรรจุระเบียบวาระแล้ว ประเด็นก็จะ เปึนข้อถกเถียงต่อไปด้วยว่าจู่ ๆ วันหนึ่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะสามารถหยิบเอา กฎหมายซึ่งวินิจฉัยบรรจุระเบียบวาระแล้ว กลับมาวินิจฉัยใหม่ว่าเปึนกฎหมายการเงิน แล้วก็ส่งเรื่องดังกล่าวกลับไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อให้คํารับรองเปึนกฎหมายการเงิน ส่งผลให้กฎหมายฉบับดังกล่าวนี้ไม่สามารถหยิบยกขึ้นมาพิจารณาได้ จนกว่า นายกรัฐมนตรีจะให้คํารับรอง ประเด็นเช่นนี้จะเปึนประเด็นว่าทําได้หรือไม่ เพราะถ้า วินิจฉัยว่าทําได้ ต่อไปนี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรท่านใดก็ตามจะหยิบเอากฎหมายซึ่ง ค้างอยู่ในระเบียบวาระขึ้นมาวินิจฉัยว่าเปึนกฎหมายการเงินได้ทุกฉบับเลยครับ กระบวนการบรรจุระเบียบวาระประชุมสภาจะปัืนป์วนไปหมด ครั้นจะวินิจฉัยว่าคนบรรจุระเบียบวาระเปึนประธานคนก่อน ไม่ใช่ประธานคนปัจจุบัน อย่างเช่นในหนังสือที่ให้มา มีนิติกรบางท่านวินิจฉัยบอกว่าตอนบรรจุระเบียบวาระเปึน ท่านประธานท่านหนึ่ง ต่อมาท่านประธานท่านหนึ่งเปลี่ยนมาใหม่ แล้วก็วินิจฉัยว่าเปึน กฎหมายการเงิน ผมก็เห็นว่าการวินิจฉัยอย่างนั้นน่าจะไม่ถูกต้อง เหตุผลเพราะว่าเวลา วินิจฉัยมันมีข้อบังคับการประชุมสภาบังคับอยู่ ไม่ได้วินิจฉัยในฐานะ นาย ก หรือนาย ข แต่วินิจฉัยในฐานะที่เปึนประธานสภาผู้แทนราษฎร จะใครอยู่ในตําแหน่งนี้ก็ตามก็ต้อง เดินตามกรอบของข้อบังคับการประชุมที่เขียนเอาไว้อย่างชัดเจน มิเช่นนั้นจะเกิด สภาพการอย่างนี้ครับว่า เปลี่ยนประธานคนหนึ่ง ประธานคนต่อมาไม่เห็นด้วยกับ ประธานคนที่แล้ว ก็รื้อระเบียบวาระการประชุมทั้งหมด แล้วก็หยิบยกขึ้นมาพิจารณากัน ใหม่ บอกกฎหมายนี้เปึนการเงิน ก็ส่งกลับไป นี่จะกลายเปึนปัญหาที่ผมคิดว่าขัดต่อ ข้อบังคับการประชุม และยังอาจจะส่งผลต่อการทํางานของนิติบัญญัติต่อไปในภายภาค หน้าด้วย ประเด็นอยู่ที่ว่าท่านประธานวินิจฉัยไปแล้ว แล้วก็ส่งเรื่องไปยังนายกรัฐมนตรี เรียบร้อยแล้ว ถ้าเรื่องนี้เปึนเรื่องที่ขัดต่อข้อบังคับก็แปลว่าทําผิดไปแล้วนะครับ อันนี้เปึน ปัญหาแน่นอน
ข้อที่ ๒ ประเด็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ประธานสภาจะมีอํานาจวินิจฉัย หรือไม่ว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ส่งมาโดยองค์กรอิสระอย่างเช่น ป.ป.ช. ฉบับนี้ เปึนกฎหมายการเงิน ซึ่งจะมีประเด็นคาบเกี่ยว ๒ ประการนะครับ ข้อที่ ๑ จะคาบเกี่ยวกับ ข้อบังคับข้อแรก คือในข้อบังคับการประชุมของสภาเขียนไว้ชัดบอกว่า กรณีรับกฎหมาย ไม่ว่าใครเสนอมาถ้าวินิจฉัยว่าเปึนกฎหมายการเงิน พูดง่าย ๆ คือต้องวินิจฉัยก่อนบรรจุ ระเบียบวาระแล้วส่งเรื่องกลับไปยังผู้เสนอ ถ้าผู้เสนอไม่คัดค้านก็ว่ากันต่อไปก็ส่งเปึน กฎหมายการเงิน ถ้าคัดค้านก็ต้องมีการประชุมกันของประธานกรรมาธิการวินิจฉัยว่าเปึน หรือไม่เปึน แล้วก็ส่งต่อไปยังขั้นตอนต่อไป แต่กรณีนี้เลยขั้นตอนนั้นมาแล้ว ประการที่ ๒ ก็คือมีการโต้แย้งอีกว่า กฎหมายที่ส่งมาโดยองค์กรอิสระเปึนกฎหมายการเงิน โดยคําวินิจฉัยของประธานได้หรือไม่ ประเด็นนี้มีข้อถกเถียงนะครับ ป.ป.ช. เขาส่งหนังสือ กลับมาบอกว่าไม่ได้ เหตุที่ไม่ได้เขาก็อ้างชัดครับว่าในรัฐธรรมนูญเขียนแล้วมีเงื่อนไขระบุ เอาไว้ชัดเจนเลยว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้ใครทําในเวลาเท่าใด เช่นบอกว่า ป.ป.ช. ต้องปรับปรุงให้แล้วเสร็จในระยะเวลาตามที่เขียนไว้คือภายใน ๑ ป้ นับแต่วันที่ รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ เขียนต่ออีกว่าเมื่อมีการดําเนินการปรับปรุงแล้วก็ส่งมายัง สภาผู้แทนราษฎร บังคับไว้ต่ออีกว่าสภาผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จในเวลา หนึ่งร้อยยี่สิบวัน ไปวุฒิก็บังคับอีกว่าต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวัน เหล่านี้ เปึนต้น นอกจากนั้นยังมีการพูดกันต่ออีกนะครับว่า ในรัฐธรรมนูญก็เขียนไม่ชัดว่ากรณี กฎหมายเหล่านี้ขององค์กรอิสระให้ใช้รัฐธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วยการพิจารณาเรื่องของ ร่างพระราชบัญญัติมาใช้โดยอนุโลม อนุโลมหมายความว่าพิจารณาเรียงลําดับ ๑ ๒ ๓ เปึน ๓ วาระ แต่กรณีที่เกี่ยวเนื่องด้วยการเงิน ไม่ได้มีการบัญญัติไว้เปึนการเฉพาะว่า จะต้องพิจารณาดังพระราชบัญญัติปกติ ก็เลยเปึนข้อโต้แย้ง ที่สําคัญท่านประธานครับ กรณีของกฎหมาย ป.ป.ช. ฉบับนี้ เปึนกรณีที่ต้องยึดถือข้อบังคับการประชุมของเราอีก ข้อหนึ่งคือข้อ ๑๐๕ ข้อ ๑๐๕ เขียนเอาไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน ขออนุญาตอ่าน นิดเดียวครับ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้กระทําเปึน ๓ วาระ ตามลําดับ และให้นําความในหมวด ๖ การเสนอและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมาใช้ บังคับโดยอนุโลม ยกเว้นข้อ ๑๑๑ ข้อ ๑๑๒ ข้อ ๑๑๔ และข้อ ๑๑๕ ข้อ ๑๑๑ ก็คือกรณีที่ ประธานสภาเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติที่มีผู้เสนอเปึนร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวเนื่องด้วย การเงิน แปลว่าข้อบังคับการประชุมข้อ ๑๐๕ บังคับไว้เลยว่ากฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญนั้นไม่สามารถใช้ข้อบังคับข้อ ๑๑๑ ที่ว่าด้วยการให้อํานาจประธานสภา วินิจฉัยว่าเปึนกฎหมายการเงินมาบังคับใช้ได้ มัดไว้ชัดเลยครับ แต่ที่กระผมกังวลก็คือว่าในหนังสือตอบกลับไปยัง ป.ป.ช. มีนิติกรของสภานี้กับ ผู้อํานวยการกลุ่มงานพระราชบัญญัติวินิจฉัยเอาไว้ขัดแย้งกับที่ ป.ป.ช. ส่งความเห็นมา โดยสิ้นเชิง พอบอกว่าข้อ ๑๐๕ ของข้อบังคับ วินิจฉัยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่า เปึนกฎหมายการเงินไม่ได้ นิติกรของสภานี้วินิจฉัยว่าอย่างไรครับ บอกว่าข้อบังคับนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ต้องไปแก้ไขข้อบังคับต่อในอนาคต สรุปง่าย ๆ คือหาคําไปโต้แย้งไม่ได้ แล้วก็พยายามกลับไปโต้แย้งกับความเห็นของทางฝัืง ป.ป.ช. เขา โต้แย้งว่ากฎหมาย ที่เปึนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญสามารถตีความเปึนกฎหมายการเงินได้ ซึ่งกระผม เห็นว่าโต้แย้งอย่างไรก็ตาม ความเห็นฝัืง ป.ป.ช. เขาแน่นหนากว่า เพราะต้องยอมรับ นะครับตามรัฐธรรมนูญ แม้แต่กระทั่งการเสนองบประมาณขององค์กรอิสระเอง ยังบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญชัดเจนว่า รัฐบาลจะไปปรับลดไม่ได้ เปึนอํานาจของ สภานิติบัญญัติ รัฐบาลจะทําได้ประการเดียวเท่านั้นคือตั้งข้อสังเกต อํานาจเหล่านั้น เขียนบัญญัติไว้ชัดในรัฐธรรมนูญ ประเด็นจึงเปึนว่ารัฐธรรมนูญก็ประสงค์จะให้องค์กร อิสระนั้นเปึนองค์กรที่มีความอิสระอย่างแท้จริง อิสระจากฝ์ายบริหาร ผมเข้าใจว่า ท่านประธานกังวลว่ากฎหมาย ป.ป.ช. ต้องใช้จ่ายเงินภาษีอากรของประชาชนก็อยาก ตีความเปึนกฎหมายการเงินส่งกลับไปยังรัฐบาล แต่ปัญหาจะเกิดครับว่ากรณีรัฐบาล สามารถที่จะพิจารณาโดยใช้เวลานานเท่าใดก็ได้ เพราะไม่มีเขียนเอาไว้ในข้อบังคับกับ รัฐธรรมนูญว่าฝ์ายบริหารจะพิจารณากฎหมายการเงินได้นานเท่าใดจึงสามารถส่งกลับ มายังสภา โอกาสที่จะยาวนานเปึนไปได้ครับ พรรคประชาธิปัตย์เสนอกฎหมายฉบับหนึ่ง องค์กรบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่เป่ดสภาจนบัดนี้ ๗ เดือนกว่า รัฐบาลไม่ตอบ เลยครับ ใครจะไปทราบว่ากฎหมาย ป.ป.ช. ฉบับนี้จะถูกดําเนินการลักษณะเช่นนั้น ประเด็นจะเกิดครับ รัฐธรรมนูญผูกไว้เลยว่าต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จในกี่วัน เขาถึงให้ส่ง ตรงมายังสภา แต่พอฝ์ายรัฐบาลไปเก็บไว้ถ้ามันเลยกําหนดระยะเวลาดังกล่าวถามว่า ใครรับผิดชอบครับ เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญก็เสียไป บทบังคับที่เขียนไว้ทั้งหมดก็เสียไป หมดครับ ความเปึนอิสระองค์กรอิสระก็เสียไปด้วย ครั้นจะเกรงว่าใช้เงินรัฐบาล รัฐบาล ต้องดูกระเปิาตัวเอง ประเด็นก็จะโต้แย้งได้อีกว่างบประมาณที่เขียนเอาไว้ รัฐบาล ไปปรับลดไม่ได้ เพราะเปึนอํานาจนิติบัญญัติพิจารณาในกฎหมายงบประมาณรายจ่าย ประจําป้ หลักมันจึงผูกโยงไว้เช่นนี้ครับ ผมจึงเห็นว่า ท่านประธานครับ ที่วินิจฉัยไว้แล้ว ส่งไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ผมเห็นว่าไม่ถูกต้องครับ แล้วจริง ๆ แล้วควรขอเรื่องคืนด้วย และให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาไปตามระเบียบวาระครับ เพราะฉะนั้นที่ขอ ปรึกษาหารือความเห็นผมเปึนอย่างนี้ ผมคิดว่ามีอีกหลายท่านที่เปึนนักกฎหมายครับเขา อยากแสดงความเห็น ก็จะขออนุญาตท่านประธานว่าให้แสดงความเห็นเต็มที่เถอะครับ แล้วก็จะได้ทําให้มันถูกต้องสักทีครับ ขอบพระคุณครับ