มาลินี สุขเวชชวรกิจ เสนอการลดงบประมาณกระทรวงสาธารณสุข 0.5% โดยอ้างว่าประเทศไทยใช้จ่ายสุขภาพมากที่สุดในเอเชีย และเรียกร้องให้พิจารณาการใช้จ่ายสุขภาพอย่างรอบคอบ รวมถึงหารือเรื่องโรงพยาบาลชุมชนในภาวะวิกฤต และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหานี้
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน แพทย์หญิงมาลินี สุขเวชชวรกิจ ค่ะ ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครสวรรค์ ดิฉันได้เสนอให้ตัดงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขออกไป ๐.๕ เปอร์เซ็นต์นะคะ แต่ก่อนที่จะอธิบายความให้ชัดเจนนั้นดิฉันอยากจะขอภาพรวมก่อนนะคะว่าภาพรวมของ เรื่องสุขภาพ จากการสํารวจของสภาพัฒน์ครั้งสุดท้ายนะคะเปรียบเทียบกับประเทศต่าง ๆ ในเอเชียแล้วจะเห็นได้ว่าประเทศไทยนั้น ได้ใช้เงินเกี่ยวกับสุขภาพมากที่สุดเลยนะคะ คืออย่างเช่น อินโดนีเซียเขาใช้ ๓.๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) คือผลิตภัณฑ์มวลรวม ฟ่ลิปป่นส์ ๓.๒ เปอร์เซ็นต์ มาเลเซีย ๓.๘ เปอร์เซ็นต์ ไทย ๖.๑ เปอร์เซ็นต์ สิงคโปร์ ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ เกาหลีใต้ ๕.๖ เปอร์เซ็นต์ จะเห็นได้ว่าไทยเกือบจะเปึน ๒ เท่าของมาเลเซีย อันนี้เราน่าจะพิจารณา ได้ว่าเราใช้เงินในด้านสุขภาพเกินไปหรือเปล่า และนโยบาย ๓๐ บาท รักษาทุกโรคนั้น ได้ใช้แก้ปัญหาสุขภาพของประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่ ยังเปึนนโยบายที่เราควรจะต้อง ทบทวนหรือไม่ เพราะเหตุว่านโยบายนี้จะเห็นได้ชัดนะคะ จนมาถึงวันนี้ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๔ จนถึงป้ ๒๕๕๑ ชัดเจนยิ่งขึ้นว่านโยบายนี้เปึนนโยบายประชานิยมโดยแท้ ทํากันอย่าง รีบร้อนและลุกลน ทั้ง ๆ ที่ทางฝ์ายแพทย์นั้นได้เสนอว่าให้ทําโครงการนําร่องแค่ ๖ จังหวัดก่อน แต่ฝ์ายการเมืองไม่ยอม ปล่อยให้เรือออกทะเลไปโดยไม่เตรียมเสบียงกรัง เช่น เงิน คน ของ ไม่ดูทิศทางลม สิ่งแวดล้อม เช่น ไม่ได้ศึกษาปัญหาโรคต่าง ๆ ของ ประชาชนอย่างแท้จริง แล้วคํานวณออกมาให้ได้ว่าเงินที่ใช้นั้นจะต้องใช้เท่าไร สัมพันธ์กับ เงินที่ประเทศมีอยู่หรือไม่ สํานักงบประมาณจะให้คําตอบอย่างนี้ได้หรือไม่ว่าเหมาะสม หรือเปล่า ปัญหาจึงเกิดตามมาคือ ๑. โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย เราเรียกว่า เทอร์เทียรี แคร์ (Tertiary Care) หรือโรงพยาบาลตติยภูมิ ต้องมี คนไข้หนาแน่นมากขึ้น ซึ่งจากการดิฉันได้ไปเยี่ยมคนไข้ที่โรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลรามาธิบดี อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่ไล่ตีกันที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ เมื่อไปเยี่ยมแล้วอาจารย์หมอบอกว่าคนไข้ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีเดี๋ยวนี้แน่นมาก เหลือเกินจนรับจะไม่ไหวแล้ว เพราะอะไร เพราะว่าโรงพยาบาลชุมชนไม่กล้า ผ่าตัดคนไข้ จึงได้ส่งเข้าโรงพยาบาลจังหวัด จังหวัดถ้าเผื่อเหลือบ่ากว่าแรงหรือว่า ไม่แน่ใจ ไม่กล้าทําอีกแล้ว ส่งมาโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย อันนี้เปึนความกลัว กลัวจะ ถูกฟัองร้อง กลัวทุกอย่าง เหตุที่กลัวเช่นนี้เพราะเหตุว่ารัฐบาลนั้นได้ใช้นโยบายเรียกว่า โฆษณาชวนเชื่อ หรือว่าเราพูดว่าให้ความหวังกับประชาชนมากเกินไป เราเรียกว่า ทําให้ประชาชนนั้นมีความคาดหวังสูง โอเวอร์ เอกซ์เปกเทชั่น (Over Expectation) โดยปกติแล้วในสายอาชีพแพทย์เรานั้นเราสั่งสอนกันมาโดยตลอดว่า อย่าอวดเปึนช่าง อย่าอ้างเปึนหมอ นั่นก็คืออย่าไปอวดว่าเก่งนะ ทําให้เขาหายได้แน่ ๆ นะ คนที่ผ่าไส้ติ่งนั้น เข้ามา ๑๐๐ ราย อาจจะเสียชีวิต ๑ ราย เพราะฉะนั้นเราอย่าโม้ การที่อวดเกินไปอย่างนี้ ทําให้คนไข้ผิดหวังมาก ถ้าเข้ามาเสียชีวิตในโรงพยาบาลแล้วก็มักจะโทษว่าหมอเปึนคน ทําพลาด แล้วก็ทําให้เกิดเหตุความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับพยาบาลก็เสียไปนะคะ มีการระแวงซึ่งกันและกัน หมอก็ระแวงว่าคนไข้จะฟัองมากก็รีบเอ็กซ์เรย์ (X-ray) โน่น นี่ นั่น ซึ่งทําให้เกินเหตุและก็ใช้เงินมากขึ้น คนไข้ก็คอยจับจ้องว่าหมอเอาใจใส่จริงหรือเปล่า ความสัมพันธ์อันนี้ไม่ดีขึ้น ไม่ดีเลยนะคะ สร้างความแตกแยกในหมู่คนไข้กับเรานะคะ
อันที่ ๒ ที่น่าห่วงอย่างยิ่งก็คือว่าโรงพยาบาลชุมชนอยู่ในภาวะวิกฤต หมอน้อย พยาบาลน้อย เพราะว่าถูกฟัองร้องมากก็ลาออกมาก อันนี้ประชาชนก็เลย เดือดร้อนมากขึ้น คุณภาพการรักษาพยาบาลจึงแย่ลง ดิฉันคิดว่าเราคงจะต้อง รีบแก้ปัญหาอันนี้นะคะ จากผลงานวิจัยที่สนับสนุนคําพูดของดิฉันว่าเรื่อง ๓๐ บาทรักษาทุกโรคนั้นไม่ได้ แก้ปัญหาคนยากจนเลยนะคะ จากวารสารวิชาการสาธารณสุข ๒๕๕๐ ป้ที่ ๑๖ ชี้ชัดว่า คนจนต้องถูกเบียดไปใช้โรงพยาบาลเอกชนมากกว่าคนมีเงิน ทั้งนี้เพราะอะไร จะขอยกตัวอย่างง่าย ๆ นะคะ อย่างเช่น คนไข้เข้ามาปวดท้องมาก คนรวยเขาจะไปเข้า โรงพยาบาลเอกชนก่อนเพื่อให้ตรวจดูว่าเขาเปึนอะไร พอรู้ว่าเปึนนิ่วในไต หรือในถุงน้ําดี เขาก็ถือมาหมดเลย ให้คุณหมอผ่าตัดเลย ไปรอคิวผ่าตัดนิดเดียว แต่คนจนนั้นพอปวด ท้องมาก เข้าไปที่โรงพยาบาลของรัฐไปรอให้ตรวจ รอคิวตรวจ เสร็จแล้วรอเอ็กซเรย์ รออัลตราซาวด์ (Ultrasound) กว่าจะรู้ แล้วก็กว่าจะรอคิวผ่าตัด เพราะฉะนั้นคนจน ไม่ไว้วางใจแล้วก็รอไม่ไหว ก็ทําให้วิ่งไปอยู่โรงพยาบาลเอกชน อันนี้เปึนปัญหามาก ซึ่งดิฉันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมาทบทวนกันว่านโยบายอันนี้เราจะทําอย่างไร ที่จะให้เกิดความถูกต้องขึ้น เข้ามาสู่แนวทางที่ถูก เช่น อาจจะระดมความคิดเห็นของ ผู้ทรงคุณวุฒิ ของผู้ให้บริการ ผู้ใช้บริการ สํานักงบประมาณ อื่น ๆ แล้วก็เรื่องถัดไปที่ดิฉัน อยากจะเรียนว่า ตามตําบล สถานีอนามัย งานปฐมภูมิ น้อยลง ด้อยลงไป เพราะว่างบนั้น ไปไม่ถึงเท่าไร อสม. ได้รับการสนับสนุนยังไม่เต็มที่ งานปัองกันโรคส่งเสริมสุขภาพซึ่งเปึน ไพร์มารี แคร์ (Primary care) ไม่รับได้การดูแลมากเท่าที่ควร กลับเอาเงินไปสนับสนุน เรื่องการรักษาพยาบาลซึ่งเปึนเรื่องปลายทาง ตอนนี้ก็มาถึงตรงสําคัญก็คือว่า ทําไมถึง ต้องมาตัดงบประมาณ ขอตัดงบประมาณ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์นั้น เพราะจากการที่สํารวจแล้ว พบว่างบประมาณการก่อสร้างที่ไม่อาจจะเสร็จสิ้นได้ทันป้งบประมาณ ซึ่งทําให้เหลื่อมป้ ออกไป เราจึงจําเปึนต้องตัดว่าให้ตัดออกไป ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้กระทรวงนั้นจัด งบประมาณไม่ให้เหลื่อมไปถึงป้ ๒๕๕๓ อีกแล้ว แล้วก็จะได้เปึนระเบียบของการเงินการคลัง จะได้ถูกต้อง ก่อนที่ดิฉันจะจบ ดิฉันอยากจะเรียนว่า ดิฉันอยากให้กระทรวงสาธารณสุขนั้น สนับสนุนกรมสุขภาพจิตที่จะให้ทําการวิจัย อันนี้ไม่ใช่ว่าจะกระแหนะกระแหนหรืออะไร นะคะ หรือฟุ๋นฝอยหาตะเข็บ แต่ว่าจริง ๆ ถ้าผู้บริหารของประเทศชาตินั้น มีสุขภาพจิต ไม่ดีแล้ว พาประเทศพังแน่ ๆ ค่ะ เพราะฉะนั้นขอให้ทําการวิจัย แล้วก็มีหลักเกณฑ์ในการ ที่จะตรวจสอบคนที่จะขึ้นมาเปึนตําแหน่งใหญ่ ๆ สูง ๆ ของประเทศชาติเพื่อว่า ประเทศชาติจะได้เดินทางไปในทิศทางที่ถูกต้องคะ ขอบคุณค่ะ