วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือเรื่องงบประมาณสาธารณสุข โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามนโยบายที่เคยสัญญากับประชาชน โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรงบประมาณสำหรับอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) การดำเนินนโยบายที่พรรคการเมืองเคยสัญญากับประชาชน เช่น บัตรประชาชนรักษาทุกโรค และการจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงการครอบคลุมบัตรประกันสังคมทั้งครอบครัว
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพิษณุโลก ผมเปึนกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้ทําการสงวนคําแปรญัตติของ งบกระทรวงสาธารณสุขซึ่งตั้งไว้ประมาณ ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไว้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพ เหตุผลในการที่ผมสงวนคําแปรญัตตินั้น ผมมีตรรกอย่างนี้ว่า ผมถือว่าวันนี้กระทรวงสาธารณสุขไม่สามารถจัดงบประมาณให้สอดคล้องกับ ความต้องการของประชาชน ผมต้องย้ํา ท่านประธานคงจะแปลกใจว่าอยู่ ๆ ผมขึ้นมา ผมบอกว่ากระทรวงสาธารณสุขไม่สามารถจัดงบให้สอดคล้องกับความต้องการของ ประชาชน ผมมีเหตุผลอยู่ ๒ ข้อ เหตุผลข้อที่ ๑ คือรัฐบาลนั้นมีสัญญากับสภา รัฐบาล จะต้องแถลงนโยบายกับสภาผู้แทนราษฎร ถือว่าเปึนสัญญาข้อที่ ๑ แต่ตรงนี้ผมถือว่า กระทรวงสาธารณสุขนั้นจัดงบประมาณสอดคล้อง ไม่เปึนไร ประเด็นสําคัญคือข้อที่ ๒ วันนี้รัฐบาลประกอบด้วยพรรคการเมืองประมาณ ๕ – ๖ พรรค พรรคการเมืองเหล่านี้ เคยผ่านกระบวนการหาเสียงเลือกตั้งมากับพี่น้องประชาชน โดยมีพรรคแกนนําที่เปึน แกนนําในการจัดตั้งรัฐบาล ชื่อว่าพรรคพลังประชาชน ในระหว่างช่วงที่มีการหาเสียง เลือกตั้งกับพี่น้องประชาชนนั้น ทุกพรรคการเมืองได้ประกาศนโยบายที่บอกกับประชาชน ว่า เมื่อเข้ามาแล้ว มีส่วนในการจัดตั้งรัฐบาลจะดูแลพี่น้องประชาชนอย่างไร ท่านประธาน ที่เคารพ ในช่วง ๓ เดือนแรก ผมถูกท้วงติงจากพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนถามผมว่า สิ่งที่รัฐบาลหรือพรรคการเมืองเคยหาเสียงไว้ ทําไมไม่ได้ทําตามนั้น ผมบอกประชาชนว่า ใจเย็น ๆ ขณะนี้ผ่านไป ๗ เดือน เปึนช่วงเวลาที่เหมาะสมพอดีเลยที่จะบอกว่าเราแทบจะ พูดได้เลยว่าขณะนี้รัฐบาลหรือพรรคการเมืองได้ทํากับสิ่งที่สัญญากับประชาชนไว้หรือไม่ ผมต้องพยายามจะย้ําว่า สิ่งที่สัญญากับประชาชนนั้นก็คือสิ่งหรือที่เรียกว่า นโยบายที่เคย บอกกับประชาชนไว้ ผมจะสรุปให้ท่านประธานฟังสั้น ๆ ดังนี้ พรรคพลังประชาชน ในช่วง ที่มาหาเสียงกับประชาชนและมาจัดตั้งรัฐบาล วันนี้ ๗ เดือน ยังไม่ได้ทําสิ่งที่เคยสัญญาไว้ คือข้อที่ ๑ นโยบายที่เรียกว่า ศูนย์กีฬาคือยาวิเศษ สมาชิกหลายท่านแปลกใจว่าทําไมผม เอาคํานี้ขึ้นมา ผมได้เข้าไปในเว็บไซต์ของพรรคพลังประชาชนหลังจากที่พี่น้องประชาชน ถามหา เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ประชาชนทวง ตรงกับสิ่งที่เปึนเว็บไซต์ที่เปึนนโยบายที่เคยหา เสียงกับประชาชนหรือไม่ ปรากฏว่าเปึนนโยบายทางด้านสุขภาพคือศูนย์กีฬาคือยาวิเศษ ในนโยบายนั้นได้มีการสัญญากับประชาชนว่า จะจัดให้มีรถพยาบาลประจําตําบล ผมดู การจัดสรรงบประมาณครั้งนี้ปรากฏว่ากระทรวงสาธารณสุขไม่ได้ตระหนักในสิ่งที่เคย สัญญากับประชาชน ผมไม่เห็นเลยว่าวันนี้กระทรวงสาธารณสุขได้มีการจัดสรร งบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อมาจัดสรรเปึนรถพยาบาลประจําตําบลให้กับพี่น้องประชาชน ถ้าสมมติว่ากระทรวงสาธารณสุขได้จัดสรรรถพยาบาลสัก ๑๐๐–๒๐๐–๓๐๐ คัน หรือ ๑,๐๐๐ คัน ถือว่าเปึนจุดเริ่มต้น ผมถือว่าวันนี้รัฐบาลได้ทําตามสัญญา นี่คือ จุดข้อที่ ๑
จุดข้อที่ ๒ ที่ถือว่าเปึนสัญญาแล้วไม่สามารถทําได้ คือในข้อนโยบาย ในเอกสารที่เคยหาเสียงไว้เขียนไว้ว่า ในศูนย์กีฬาคือยาวิเศษนั้น ศูนย์นี้จะมีค่าตอบแทน ให้กับ อสม. ในการทําหน้าที่ โดยกําหนดค่าตอบแทนให้กับ อสม. ทุกคน รายละ ๑,๐๐๐ บาทต่อเดือน ท่านประธานที่เคารพ รายละ ๑,๐๐๐ บาทต่อเดือน หมายความว่า อสม. ในประเทศไทย ๘ แสนคนจะต้องได้รับค่าตอบแทนรายละ ๑,๐๐๐ บาทต่อเดือน ทุกคน ดังนั้นรัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณก้อนนี้ ในการดูแล อสม. ที่ได้รับ ค่าตอบแทนรายเดือน ในการทํางานที่ศูนย์นี้ป้ละประมาณ ๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ปรากฏว่าในที่ประชุมกรรมาธิการงบประมาณ เราได้มีการท้วงติงและได้มีการพูดถึง เงินอยู่ก้อนหนึ่ง คือเงินก้อนละ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อหมู่บ้าน ที่กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดสรรผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งบางหมู่บ้านก็มีปัญหา บางตําบลก็มีปัญหา เพราะว่าทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอาไปใช้ผิดประเภท ผมต้องขอขอบคุณทางสํานักงบประมาณที่พยายามย้ําว่า เงินก้อนนี้ต้องเขียนไปว่า เปึนเงินที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อให้ อสม. ไปทํากิจกรรม และป้นี้ทางคณะกรรมาธิการ ได้มีการจัดสรรเพิ่มขึ้นจากหมู่ละ ๑๐,๐๐๐ บาท เปึนหมู่ละ ๓๐,๐๐๐ บาท แต่ถามว่า มันสอดคล้องกับสิ่งที่เคยสัญญากับประชาชนหรือไม่ ไม่ใช่นะครับ เงินสนับสนุนกิจกรรม กับเงินค่าใช้จ่ายหรือเงินที่ให้กับ อสม. รายเดือน เดือนละ ๑,๐๐๐ บาทต่อคนนั้นคนละอย่าง ผมถือว่านี่คือจุดที่ ๒ ที่ถือว่ากระทรวงสาธารณสุขไม่ได้จัดสรรให้สอดคล้องกับสิ่งที่จะทํา
เรื่องที่ ๓ ในนโยบายการหาเสียงเคยเขียนไว้ว่า จะมีนโยบายที่เรียกว่า บัตรประชาชนรักษาทุกโรค ผมถามว่าวันนี้กระทรวงสาธารณสุขได้เริ่มนโยบายนี้หรือยัง ในช่วงที่กระทรวงสาธารณสุขเข้ามาชี้แจงงบประมาณนั้นมีระบบคอมพิวเตอร์ที่ทาง กระทรวงสาธารณสุขจัดสรรไว้ใช้งบเยอะพอสมควร แต่งบประมาณดังกล่าวไม่ได้รองรับ ในหลักการของบัตรประชาชนรักษาทุกโรคที่จะอํานวยความสะดวกให้กับประชาชน สามารถพกบัตรประชาชนแค่ใบเดียว จริงอยู่ครับในช่วงที่ผมเปึนคณะกรรมาธิการได้มี การซักถามกระทรวงไอซีที วันนี้กระทรวงไอซีทีถือว่าเปึนเจ้าภาพใหญ่ในการใช้บัตร ประชาชนสมาร์ท การ์ด (Smart card) ในการดูแลระบบ บริการประชาชนทั้งหมดก็ยัง ไม่สามารถทําได้ แต่ผมถือว่านโยบายนี้เปึนสิ่งที่พรรคการเมืองเคยสัญญากับประชาชน จะต้องเริ่มต้นดําเนินการ สิ่งนี้ผมดูในงบประมาณแล้วก็ยังไม่ได้ทํา
นโยบายข้อต่อไปก็คือนโยบายในการจ่ายค่าตอบแทนบุคลากร ทางการแพทย์ให้เพียงพอกับการทํางานภาครัฐ ท่านประธานทราบไหมครับว่าขณะนี้ บุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์วันนี้มีปัญหาเยอะ แพทย์ขาดแคลนค่อนข้าง จะมาก ท่านประธานคงจะเห็นว่าช่วง ๑ เดือน หรือ ๒ เดือนที่ผ่านมา องค์กรวิชาชีพ ที่เกี่ยวข้องกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ได้มีการประชุมหาทางออกว่าทําอย่างไร ให้แพทย์อยู่กับระบบราชการได้มากขึ้น แต่วันนี้ยังไม่มีทางออกครับ กระทรวงสาธารณสุข ก็ยังไม่มีคําตอบหรือยังไม่มีทางออกกับทางสังคมว่ากระทรวงสาธารณสุขจะแก้ปัญหานี้ อย่างไร ผมมีตัวเลขคร่าว ๆ ว่าขณะนี้โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลจังหวัดทั่วประเทศ ประมาณ ๑๐๐ แห่ง ๑๐๐ แห่งเศษ ๆ ยังขาดแคลนแพทย์ประมาณเกือบ ๑,๐๐๐ อัตรา เฉพาะโรงพยาบาลจังหวัดและโรงพยาบาลศูนย์นะครับ โรงพยาบาลชุมชนขนาดกลาง ซึ่งขณะนี้มีอยู่ ๑๒๙ แห่ง ขาดแคลนแพทย์ ๑,๔๗๒ อัตรา โรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็ก ทั่วประเทศมี ๕๘๐ แห่ง ซึ่งโดยทั่วไปมีแพทย์ ๒,๒๓๓ คน ยังขาดแคลนแพทย์ ๔๔๒ คน แล้วบางโรงพยาบาลเขาเขียนไว้ชัดเจนว่ามีแพทย์ ๑ คน กับผู้อํานวยการ ๑ คน ผมถือว่า วันนี้กระทรวงสาธารณสุขยังไม่ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่ พรรคการเมืองเคยประกาศเปึนนโยบายไว้
และเรื่องสุดท้ายเปึนนโยบายที่เขียนไว้ว่า บัตรประกันสังคมจะครอบคลุม ทั้งครอบครัว ผมถามว่าหลายคนแปลกใจว่าผมเอาเรื่องนี้มาพูดได้อย่างไร ผมจะโยงให้ดู ว่ามันจะสัมพันธ์กับกระทรวงสาธารณสุข จริงอยู่เรื่องบัตรประกันสังคมครอบคลุม ทั้งครอบครัวเปึนเรื่องของกระทรวงแรงงาน แต่ถ้ารัฐบาลได้ทําตามที่เคยบอกกับ ประชาชนในระหว่างหาเสียง เท่ากับว่าขณะนี้ประกันสังคมมีประมาณ ๘ ล้านคน ถ้าครอบคลุมทั้งครอบครัวก็จะขยายไป ๑๐ กว่าล้านคน งบประมาณของ สป.สช. ซึ่งมีอยู่ ประมาณ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทก็จะประหยัดไปจํานวนสูงพอสมควร จะทําให้การดูแล สุขภาพของพี่น้องประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทองดีขึ้นครับ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ผมถือว่าวันนี้พรรคการเมืองที่มาเปึนแกนนําในการจัดตั้งรัฐบาลยังไม่ได้ ทําครับ ผมจึงอยากกราบเรียนกับท่านประธานว่า จึงถือว่าขณะนี้เปึนเวลาที่สมควรแล้ว ๗ เดือนแล้วครับ ท่านต้องทํานะครับ ผมจึงถือว่าผมมาทําหน้าที่ในการเตือน เตือนใน สัญญาที่พรรคการเมืองเคยสัญญากับประชาชนไว้ มิฉะนั้นแล้วผมจะถือว่า พรรคการเมืองพรรคนั้นหลอกลวงประชาชนครับ จึงขออนุญาตตัดงบประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อเอาไปใช้ในสิ่งที่เคยประกาศไว้ครับ ขอบคุณครับ