สุกิจ อัถโถปกรณ์ หารือเรื่องการดำเนินการพลังงานของประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องการผลิตและใช้แก๊สธรรมชาติและพลังงานทดแทน พร้อมขอขาดทุนค่าจ้างที่ปรึกษากับบุคลากรของกระทรวงพลังงาน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ กระทรวงพลังงานเปึนกระทรวงที่ได้รับงบน้อยที่สุด ผมนึกว่าเขา จะไม่โดนตัดแล้ว แต่ในที่สุดก็โดนกรรมาธิการตัดไป ผมดูคร่าว ๆ แล้วก็ประมาณสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมก็เห็นด้วย เพราะว่ากระทรวงพลังงานค่อนข้างจะล้มเหลว ในหลาย ๆ อย่าง ทั้ง ๆ ที่เปึนเรื่องที่น่าจะทําได้ดี อย่างเช่น เรื่องของแก๊สรถยนต์ ที่คุณหมออสิได้พูดไปแล้ว แต่ว่าผมจะพูดอีกมุมหนึ่ง ในแผนพลังงานแห่งชาติได้กําหนด ไว้ว่า กระทรวงจะต้องส่งเสริมให้มีการใช้แก๊สธรรมชาติก็คือ เอ็นจีวี ไม่ใช่ แอลพีจี ซึ่งเปึน แก๊สหุงต้ม แต่สภาพความจริงตอนนี้อะไรเกิดขึ้น พี่น้องประชาชนพากันไปติดแอลพีจี ทั้งนั้นเลย เพราะว่าค่าติดก็ถูกกว่า ปัูมก็มีเยอะกว่า ในขณะที่แก๊สเอ็นจีวี ค่าติดตั้งก็แพง แถมปัูมก็ไม่มี อย่างเช่น ทางใต้บ้านของกระผม ที่หน้าปัูมก็เขียนว่าเอ็นจีวี แต่ลองขับรถ เข้าไปดูไม่มีแก๊สหรอกครับ หรืออย่างดีก็มีบ้าง ไม่มีบ้าง ซึ่งอันนี้กระทรวงพลังงานไม่ได้ ให้ข้อเท็จจริง ไม่กล้าที่จะออกมาพูดกับประชาชนว่าตัวเองส่งเสริมอะไร ผมไม่ทราบ อาจจะเปึนเพราะว่าเกรงใจคนที่เขาติดไปแล้ว ซึ่งถ้าทําอย่างนี้ต่อไปก็คือ ทําให้ แผนพลังงานของชาติบิดเบี้ยว ทั้ง ๆ ที่ตัวเองส่งเสริมเอ็นจีวี แต่ก็ไม่กล้าที่จะไปบอกพี่น้อง ประชาชนว่าจะต้องหยุดการไปติดตั้ง ตอนนี้อู่ติดตั้งแอลพีจีก็เพิ่มขึ้นทุกวัน แล้วท่าน บอกว่าต่อไปจะใช้วิธีก็คือขึ้นราคาแอลพีจี ให้คนเขาเลิกแล้วก็หันไปติดเอ็นจีวี ผมว่าวิธีนี้เปึนวิธีที่ไม่ถูกต้องครับ อีกเรื่องหนึ่งที่เปึนความล้มเหลวก็คือเรื่องของพลังงาน ทดแทน ซึ่งก็มีอยู่ ๒ อย่าง ก็คือเอธานอล (Ethanol) กับไบโอดีเซล เอธานอลนั้นพอไปได้ ครับ แต่บางครั้งก็มีการผลิตออกมาล้นตลาด ทีนี้เราก็ทํากันอยู่แค่แก๊สโซฮอล์ ๕ เปอร์เซ็นต์ มีดําริว่าจะทําถึง ๒๐ หรือ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ในอนาคตก็อาจจะเปึนไปได้ ครับ แต่ที่ผมเห็นว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงก็คือเรื่องของไบโอดีเซล ทั้ง ๆ ที่ท่านประธานครับ รถในประเทศของเราที่อยู่ตามท้องถนนเปึนรถดีเซล ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่ารัฐบาลยังไม่ได้ ทําเรื่องนี้เลย ไม่ได้ริเริ่มเลย ไบโอดีเซลยังไม่ได้มีอะไรคืบหน้า มีแต่ในปัูมไบโอดีเซล ซึ่ง ๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ถูกกว่าน้ํามันดีเซลปกติแค่ ๗๐ – ๘๐ สตางค์เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ มันมีวิธีการจัดการที่ง่าย ๆ มีอีกมากมาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่กรรมาธิการตัดไปนี้ผมเห็นด้วย แต่ที่ไม่เห็นด้วยก็มีเหมือนกัน อย่างเช่นที่กรรมาธิการตัดการทําแผนพลังงานทดแทน ระดับจังหวัด เขามีแค่ ๒๐ ล้านบาท ท่านก็ไปตัดของเขา ความจริงแล้วผมว่า แผนพลังงานของแต่ละจังหวัดจะมีประโยชน์อย่างมากทีเดียว โดยเฉพาะในแง่ของ วัตถุดิบ เพราะว่าแต่ละจังหวัดเขารู้ว่าเขาควรจะปลูกอะไร จังหวัดนี้ควรจะปลูกอ้อย จังหวัดนี้ควรจะปลูกมันสําปะหลัง จังหวัดนี้ควรจะเน้นหนักไปทางปาล์ม แล้วก็ใช้พื้นที่ เท่าไร เพราะฉะนั้นผมว่าเรื่องนี้ไม่น่าตัดครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือการเผยแพร่ความรู้ด้านพลังงานระดับจังหวัด งบเหมือนกัน ๒๐ ล้านบาทเท่านั้น แต่ก็ถูกตัด ความจริงแล้วตอนนี้ ท่านประธานครับ พลังงานถือเปึนรายจ่ายหลักของครอบครัวอย่างหนึ่งนอกเหนือไปจากปัจจัยสี่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นประชาชนควรจะรู้เรื่องการประหยัดพลังงาน อย่างเช่น เรื่องของการใช้แก๊ส รถยนต์ อย่างน้อยต้องรู้เรื่องของความปลอดภัย การดูแลเพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรม เหมือนที่ปรากฏอยู่เนือง ๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่สําคัญคือเรื่องของพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเปึนดําริของรัฐบาลว่าจะมีโรงไฟฟัานิวเคลียร์เกิดขึ้นในอีก ๑๒ ป้ข้างหน้า ถ้าอยู่อย่างนี้ ไม่ทางได้สร้างหรอก เพราะว่าไปพูดที่ไหนประชาชนเขาก็กลัวเสียแล้ว
ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง ผมไม่ใช้เวลามากนัก เรื่องที่ผมคิดว่าสมควรที่จะตัดออก ที่กระทรวงนี้ออกจะใช้ฟุ์มเฟ๋อยเกินไปหน่อย คือเรื่องของค่าจ้างที่ปรึกษาซึ่งมีมาก เหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่กระทรวงนี้เปึนกระทรวงที่เต็มไปด้วยคนที่มีความสามารถระดับ ดอกเตอร์มากมายทีเดียวครับ อีกส่วนหนึ่งก็คือค่าพัฒนาบุคลากร ผมทราบดีว่าบุคลากร ของกระทรวงพลังงานไม่ได้มีความรู้พื้นฐานด้านพลังงานเท่าที่ควรหรอกครับ เพราะว่ามี การถ่ายโอนมาจากกระทรวงอื่น แต่เมื่อเห็นค่าพัฒนาบุคลากรและค่าจ้างที่ปรึกษามันมี ในทุกกรมและก็มากเหลือเกินนะครับ ผมก็คิดว่าจะขอตัดค่าจ้างที่ปรึกษาและค่าพัฒนา บุคลากรของทุกกรมอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ขอกราบขอบพระคุณครับ