ชนินทร์ รุ่งแสง หารือเรื่องงบประมาณของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการท่องเที่ยวที่มีปัญหา และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการพัฒนาและรักษาการท่องเที่ยวให้เปึนการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน
ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ชนินทร์ รุ่งแสง สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑๒ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ที่เสนอแปรญัตติปรับลด งบประมาณของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต้องเรียนว่าในสถานการณ์อย่างนี้ จริง ๆ แล้วก็ต้องเปึนห่วงในเรื่องของภาวการณ์ท่องเที่ยวที่มีปัญหาอยู่ในปัจจุบัน แต่ว่าด้วยเรื่องของงบประมาณเปึนเรื่องของการทํางานที่จะผูกพันไปในระยะยาว เพราะฉะนั้นเรื่องของการปรับลดจึงเปึนเรื่องที่เปึนเหตุเปึนผลที่จะต้องมาหารือคุยกัน ในส่วนที่ท่านผู้อภิปรายได้จบไปจริง ๆ แล้ว ผมเองก็มีส่วนข้องใจและติดใจก็คงจะไม่ลง ไปในรายละเอียดอีก เพราะจริง ๆ แล้วอย่างที่ได้อภิปรายไปแล้วว่าเปึนโครงการที่มี การต่อเนื่องผูกพันมาป้ ๒๕๕๑ แต่ว่าในป้ ๒๕๕๒ กับไม่ได้ใส่ไปในงบปกติมาเปึน การแปรญัตติก็เปึนเรื่องที่น่ากังขาอยู่ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ก็ยังจะขอพูดในประเด็นอื่น ๆ ที่ไม่แน่ใจว่าทางกรรมาธิการได้มีการซักถามตรวจสอบกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ การท่องเที่ยวกับงบการท่องเที่ยวนี้หรือไม่ ในปัจจุบันผมคิดว่าคงจะไม่ต้องพูดกันมากว่า มันเกิดเหตุการณ์ที่มีสถานการณ์ที่เลวร้ายทําให้ส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยว คงจะเปึน บาปของใครคนใดคนหนึ่งก็คงจะต้องใช้สํานึกและก็รู้กันอยู่ในใจว่าใครเปึนผู้ที่สร้าง สถานการณ์ คงจะไม่ต้องพูดกันมาก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าจากการ ตรวจสอบเรื่องของตัวเลขสถิตินักท่องเที่ยวที่ผ่านมาจากข้อมูลนี้ ก็แสดงเห็นถึง การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวอยู่ แต่ว่าจริง ๆ แล้วในอัตราการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวนั้น ต้องยอมรับว่าเปึนการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวที่มีอัตราส่วนที่ลดลงนะครับ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเรื่องของอัตราค่าเฉลี่ยของการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่มีต่อหัว ถึงแม้เพิ่มขึ้น ก็จริง ผมเข้าใจว่าทางกรรมาธิการก็คงจะได้รับการชี้แจงอย่างนี้เหมือนกันว่า สถิติ ต่าง ๆ นั้น มีการเพิ่มขึ้น แต่ถ้าหากลงไปในรายละเอียดแล้ว ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่ น่าวิเคราะห์ว่าเปึนเรื่องตัวเลขเชิงคุณภาพหรือเปล่า เพราะฉะนั้นตรงนี้เปึนเรื่องของ การที่จะต้องมาตรวจสอบกันว่าประสิทธิภาพการทํางานของหน่วยงานที่ดูแล การท่องเที่ยวนั้นทํางานกันอย่างจริงจังมากน้อยขนาดไหน ผมเองอยากจะตั้งข้อสังเกตว่าในเรื่องของการท่องเที่ยวในประเทศเรานั้นมันก็เปึนเรื่อง ที่น่าแปลก แล้วก็เปึนเรื่องที่น่ากังขา เพราะว่าผู้ที่ดูแลการท่องเที่ยวนั้นมันมีอยู่หลายส่วน ซึ่งจริง ๆ แล้วในซีกของพรรคประชาธิปัตย์เองก็เคยทักท้วงอยู่บ่อย ๆ ว่าการท่องเที่ยว ควรจะต้องมีการแบ่งส่วน แยกส่วนกันทํางานให้ชัดเจน แต่ว่าในขณะนี้ ซึ่งเปึนสาเหตุ ที่ผมต้องปรับลดงบประมาณก็เพราะว่าหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบการท่องเที่ยวนั้น ดูเหมือนจะมากเกินไปนะครับ จริง ๆ แล้วตั้งแต่เริ่มต้นการตั้งกระทรวงนั้นเราก็มี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการตลาด มีกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาขึ้นมาดูแลอีกส่วนหนึ่ง แล้วยังมีในส่วนของสํานักนายกฯ ที่มี องค์กรอิสระตั้งขึ้นมา ไม่ว่าจะเปึนสํานักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน ต้องเรียนว่าแต่ละส่วน เหล่านี้ยังมีอีกนะครับ จริง ๆ แล้วมีบริษัทต่าง ๆ ที่เปึนบริษัทลูกของการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทยนี่มากมาย ต้องเรียนว่าบริษัทหรือองค์กรเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณ เช่นกัน แล้วถ้าหากไปเป่ดดูภารกิจ พันธกิจต่าง ๆ ไม่น่าเชื่อเลยครับว่า เหมือนกับก๊อปปุ้ (Copy) ลอกกันมาเขียน เพราะฉะนั้นตรงนี้มันก็ดูจะเปึนการที่ซ้ําซ้อนกันในเรื่องของการ ทํางาน จริงอยู่ ถ้าหากมีผู้ที่รับผิดชอบเยอะแล้วมาช่วยกันทํางานก็คงไม่มีปัญหา แต่ว่า ที่ผ่านมากลายเปึนว่ามีหน่วยงานเยอะ แต่ว่าไม่ได้แย่งกันทํางาน กลายเปึนแยกกัน ทํางาน แต่ว่าถึงเวลามีสถิตินักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นก็มาแย่งกันเอาหน้าอีก เพราะฉะนั้นตรงนี้ เปึนเรื่องที่ผู้ที่ดูแลเรื่องการท่องเที่ยวจะต้องไปดูแลในการบูรณาการงานการท่องเที่ยว ให้เปึนเอกภาพ ตรงนี้เปึนเรื่องที่น่าเปึนห่วง เพราะว่างบประมาณส่วนใหญ่ของด้าน การท่องเที่ยวนั้นตั้งมาก็คือในเรื่องของการทําการตลาด แน่นอนที่สุดว่าการตลาดนั้น ก็หมายถึงการจะต้องมีการประชาสัมพันธ์โฆษณา แล้วก็จากดูตัวเลขที่น่าสนใจก็คือว่า งบประมาณทั้งหมดมีแค่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองที่ไปดูแลเรื่องของการพัฒนา อนุรักษ์ รักษาแหล่งท่องเที่ยว และเปึนเรื่องที่น่าเปึนห่วงอย่างยิ่งกับเรื่องของการพัฒนา การท่องเที่ยวที่รัฐบาลได้ตั้งเปัาไว้ แล้วก็เขียนไว้ในนโยบายว่าอยากจะพัฒนา การท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เปึนการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เพราะฉะนั้นตรงนี้เปึนสิ่งหนึ่ง ที่การท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยว หรือว่าผู้ที่รับผิดชอบเรื่องการท่องเที่ยวต้องไป พิจารณาว่าเราจะต้องปรับวิธีการทํางาน ปรับกระบวนทัศน์ในการทํางาน ไม่ใช่เน้น ในเรื่องการตลาดนํา เพราะว่าสถิตินี้เปึนตัวฟัองนะครับว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเปึน ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่มีการจับจ่ายใช้สอยนั้นน้อยลง และสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าจะต้องไป พิจารณาทบทวนก็คือเรื่องของสถิติที่จะต้องมาดูกันว่าการท่องเที่ยวนั้นมีนักท่องเที่ยวที่มี คุณภาพขนาดไหนก็คือนักท่องเที่ยวที่ไปแล้วกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ผมคิดว่าเรื่องนี้เปึนเรื่อง ที่สําคัญ นักท่องเที่ยวที่ดูโฆษณาประชาสัมพันธ์อาจจะติดใจในกลยุทธ์ในการตลาด ของเรา เขาสนใจที่จะมาเที่ยวก็เพราะว่าภาพฝัน ภาพโฆษณาที่เราไปสร้าง แต่ว่าถึงเวลา แล้วจริง ๆ แล้วมันเปึนของจริง ทางด้านกายภาพ ทางด้านการอนุรักษ์สิ่งที่เราโฆษณานั้น มันไม่ได้เปึนอย่างนั้น ตรงนี้ต้องไปดูด้วยว่าสถิติของคนที่กลับมาแล้วมีความประทับใจ กับสถานที่ท่องเที่ยวของเรานั้นมีมากน้อยขนาดไหน มันเปึนสิ่งหนึ่งที่จะชี้ให้เห็นถึงว่า การท่องเที่ยวของเรานั้นมีการพัฒนาแบบยั่งยืนจริงหรือเปล่า สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าจะต้องให้ ความสําคัญ สนใจและจะต้องมีส่วนสําคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวก็คือ ท้องถิ่น ผมคิดว่ารัฐบาลให้ความสําคัญกับการตลาดมากเกินไป ไม่ได้ให้ความสําคัญ กับการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยอาศัยท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม ผมถามหน่อยว่าเวลา นักท่องเที่ยวเข้ามา ไปตามสถานที่ต่าง ๆ เขาเจอใครครับ เขาไม่ได้เจอโฆษณานะครับ เขาเจอประชาชนในท้องถิ่น เขาเจอสถานที่ที่ประชาชนในท้องถิ่นจะต้องดูแลรักษา เพราะฉะนั้นสิ่งสําคัญที่สุดถ้าหากการท่องเที่ยวไม่สามารถยึดโยงกับประชาชนในท้องถิ่น ได้ ไม่สามารถที่จะให้ประชาชนในท้องถิ่นมามีส่วนร่วมได้ผมคิดว่าคงจะไม่มีการยั่งยืน คงจะไม่ถึงจุดหมายในจุดประสงค์ที่รัฐบาลตั้งไว้ ที่จะให้การท่องเที่ยวของประเทศไทย เปึนการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนได้ เราคงจะทําแบบไฟไหม้ฟางฉาบฉวย ถึงเวลาโลว์ ซีซัน (Low season) ถึงเวลา การท่องเที่ยวตก เราก็มีการประชาสัมพันธ์ ต่อไปใช้โฆษณาเข้าไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมคิดว่าเราจะต้องเปลี่ยน แทนที่จะมองข้างนอกแล้วค่อยกลับมามองข้างใน เราต้องมอง เราต้องทํางานจากข้างในและไปหาข้างนอก ท่านประธานที่เคารพครับ แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าสถานการณ์ก็พอที่จะไม่สายเกินไป เพราะว่าที่จริงแล้วมาดูสัดส่วนการตลาด ของเรากับภายในเอเชียแปซิฟ่กด้วยกันก็มีการลดลงอยู่ไม่มาก คือจาก ๙ เปอร์เซ็นต์มา เหลือ ๘ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วผมคิดว่าภายในป้ ๒ ป้ ถ้าหากเราทํากันจริง ๆ จัง ๆ สัดส่วนการท่องเที่ยว ส่วนแบ่งการตลาดก็คงจะไม่ลดลงมากกว่านี้ ถ้าหากเราเข้าใจและ ก็เข้าถึงกันจริง ๆ กับการแก้ไขปัญหา ในส่วนของสถานการณ์ปัจจุบัน ผมคิดว่าเปึนปัจจัย เงื่อนไขสําคัญที่รัฐบาลปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ทําอย่างไรให้สถานการณ์นั้น คลี่คลายไปในทางที่ดี ผมคิดว่ารัฐบาลคงจะต้องเร่งในการตัดสินใจ อย่างแรกเลย ผมอยากจะให้รัฐบาลต้องถอยห่าง รัฐบาลต้องพยายามที่จะไม่เข้าไปมีส่วนร่วม ไม่เข้าไป มีส่วนผลักดันให้การชุมนุมอะไรก็แล้วแต่มีการเผชิญหน้ากัน ผมคิดว่าเรื่องนี้อย่างที่เรียน ก็รู้อยู่แก่ใจว่าใครเปึนคนอยู่เบื้องหลัง เพราะฉะนั้นรัฐบาลจําเปึนอย่างยิ่งจะต้องแสดง ท่าทีที่ชัดเจนและไม่เข้าไปมีส่วนร่วม อย่างที่ ๒ ในฐานะที่เปึน ส.ส. กรุงเทพฯ ผมคิดว่า การประกาศภาวะฉุกเฉินในกรุงเทพฯ นั้นมีผลกระทบกับวิถีชีวิตถึงแม้ว่าจะเปึน พ.ร.ก. ที่เขาเรียกกันว่า ลูกระเบิดด้าน ก็ต้องเรียนว่ามันก็เปึนความหวาดผวา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวที่เขาจะเข้ามาเที่ยวเมืองไทย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เปึนเรื่องที่จะต้องให้รัฐบาล เร่งแก้ไขปัญหา แล้วทําอย่างไรให้ยกเลิกประกาศฉบับนี้ให้เร็วที่สุด แต่อย่างไรผมคิดว่า ปัญหาตรงนี้จะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ มันไม่มีทางอื่นหรอกครับ ผมคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้เสนอแนวทางที่แก้ไขไปแล้วว่าเราจะต้องเสียสละ ก็เหลือแต่การตัดสินใจของทาง รัฐบาลเท่านั้นเองว่าจะตัดสินใจอย่างไร เราจําเปึนจะต้องเจ็บกันทั้งคู่เพื่อที่จะให้ สถานการณ์คลี่คลายออกไป และก็เรียนว่าพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้มีอยู่พรรคเดียวครับ ก็อยากจะฝากไปถึงพรรคร่วมรัฐบาลอีก ๕ พรรคด้วยว่า ถึงเวลาแล้วครับผมคิดว่า พรรคประชาธิปัตย์เองไม่ได้ชวนท่านมาร่วมรัฐบาล แต่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ชวนพวกท่าน มาเสียสละ ทําเพื่อชาติทําเพื่อการท่องเที่ยว ผมคิดว่าถ้าหากสถานการณ์เปึนอย่างนี้ งบประมาณที่ให้ไป ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็คงไม่คุ้มค่า ถ้าหากสถานการณ์เปึนอย่างนี้ งบประมาณแม้แต่บาทเดียวก็ไม่ควรจะให้ไป เพราะฉะนั้นอย่างแรกเลยก่อนที่รัฐบาลจะ มาใช้งบประมาณเพื่อการท่องเที่ยว ต้องแก้ไขปัญหาสถานการณ์อย่างจริงจังและจริงใจ ต่อไปด้วย ขอบคุณมากครับ