รัชดา ธนาดิเรก หารือเรื่องการปรับลดงบประมาณกระทรวงการต่างประเทศ 10% เนื่องจากมีข้อกังวลเรื่องการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศ และขอให้รัฐมนตรีตรวจสอบการใช้งบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศ
ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอปรับลด งบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศ ร้อยละ ๑๐ ด้วยเหตุผลที่ว่าดิฉันมีข้อกังวลใจ ในการทํางานของกระทรวงการต่างประเทศอยู่บางประการด้วยกัน ในวันนี้ดิฉัน มีความเห็นใจข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศเปึนอย่างยิ่ง เพราะว่าในช่วง ระยะเวลาสั้น ๆ ของรัฐบาลชุดนี้ กระทรวงการต่างประเทศเองก็มีเจ้ากระทรวงลาออกไป แล้วถึง ๒ ท่าน ท่านแรกลาออกเพราะโดยสังคมกล่าวหาว่าขายชาติ อีกท่านหนึ่งลาออก น่าจะเปึนด้วยเหตุผลที่ว่าท่านมีจิตสํานึกของการเปึนข้าราชการที่ดี คนที่จะดํารงตําแหน่ง แล้วจะต้องทนสร้างภาพให้กับรัฐบาลชุดนี้อีกต่อไป จึงขอลาออกเพื่อเปึนการรักษา เกียรติยศและศักดิ์ศรีของตัวท่านและวงศ์ตระกูล การที่กระทรวงการต่างประเทศ ไม่มีผู้นํา รัฐมนตรีลาออกแบบนี้ ดิฉันเปึนห่วงอย่างยิ่งค่ะว่างบประมาณที่เสนอขอไป ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท กระทรวงการต่างประเทศจะมีแนวทางรูปแบบในการ บริหารราชการอย่างไร เพราะในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้คงไม่มีคนดีและคนเก่งที่ไหน อยากจะเปลืองตัวไปร่วมทํางานกับรัฐบาลเช่นนี้หรอกค่ะ ข้อสังเกตที่ดิฉันอยากจะตั้ง ข้อเสนอในการขอปรับลดก็มีอยู่เพียงไม่กี่ประการด้วยกัน ข้อที่ ๑ เปึนเรื่องงบประมาณที่ เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายในการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนไทย – กัมพูชา ทางกระทรวง การต่างประเทศขอเสนอไป ๓๕ ล้านบาท จากข้อพิพาทในเรื่องเขตแดนไทย – กัมพูชา ที่ผ่านมานั้นมีความจําเปึนอย่างยิ่งที่รัฐบาลทั้ง ๒ ประเทศ จะต้องมานั่งตกลงกันว่า จะมีการดําเนินการในเรื่องของการจัดทําหลักเขตแดนอย่างไร ซึ่งในการจัดทําหลักเขต แดนระหว่างไทย – กัมพูชานั้น จะต้องทําอยู่ภายใต้กรอบบันทึกลงนามความเข้าใจ ในการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนระหว่างไทย – กัมพูชา หรือที่เรียกว่าเอ็มโอยู (MOU) เปึนการลงนามโดยหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามนะคะ เปึนเอ็มโอยูที่ลงนามกันไปแล้วเมื่อป้ ๒๕๔๓ แต่ดิฉันจําได้ค่ะว่าเมื่อไม่นานมานี้ ท่านนายกรัฐมนตรีและเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้บางคน ที่มีสื่อเปึนของตัวเองได้เคย กล่าวหาว่าเอ็มโอยูฉบับนี้เปึนฉบับที่ไม่ดี เปึนฉบับที่ทําให้ประเทศไทยเสียเปรียบ แล้วทําไมวันนี้รัฐบาลมาขอเงินอีก ๓๕ ล้านบาท เพื่อจะไปทําหลักเขตแดนบนกรอบ เอ็มโอยูฉบับนี้ ถ้าเอ็มโอยูฉบับนี้มันไม่ดีก็ทําใหม่ เขียนขึ้นมาใหม่สิคะ เอามาใช้เอ็มโอยู ฉบับนี้ทําไม เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลขอเงินอีก ๓๕ ล้านบาท เพื่อดําเนินการจัดทํา หลักเขตแดนระหว่างไทย – กัมพูชา บนกรอบบันทึกลงนามความเข้าใจป้ ๒๕๔๓ แสดงว่าเอ็มโอยูฉบับนี้เปึนฉบับที่ดี และรัฐบาลพร้อมที่จะใช้ในการดําเนินงานต่อไป จึงอยากจะฝากไว้ว่าท่านรัฐมนตรีและผู้ใดก็ตาม หากจะวิพากษ์วิจารณ์เอ็มโอยูฉบับนี้ ก็ขอให้คิดก่อนพูดด้วย เพราะว่ามันจะสะท้อนถึงวุฒิภาวะของคนพูด และจะมีผลต่อ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศค่ะ ในโครงการที่ ๒ เปึนค่าใช้จ่ายในการสํารวจและจัดทํา หลักเขตแดนระหว่างไทยกับพม่า รัฐบาลเสนอขอมา ๘ ล้านบาท ดิฉันไม่เข้าใจว่าจะขอ มาทําไม ๘ ล้านบาท เพราะว่าในการจัดทําการสํารวจและการจัดทําหลักเขตแดนระหว่าง ไทยกับพม่านั้น จะต้องทําอยู่บนกรอบเอ็มโอยู บันทึกลงนามความเข้าใจในการสํารวจ และจัดทําหลักเขตแดนระหว่างไทยกับพม่า แต่ ณ วันนี้ยังไม่มีเอ็มโอยูฉบับนั้นเกิดขึ้น แสดงว่าเปึนไปไม่ได้ที่ทั้ง ๒ ประเทศจะดําเนินการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดน ในเมื่อเอ็มโอยูยังไม่มี แล้วจะขอไปทําไม ๘ ล้านบาท ดิฉันคิดว่าถ้ารัฐบาลต้องการ ที่จะดําเนินการจัดทําเอ็มโอยูระหว่างไทยกับพม่านั้น คงไม่จําเปึนที่จะต้องใช้เงินสูงถึง ๘ ล้านบาท เพราะว่าในการจัดประชุมระหว่างประเทศเพื่อนบ้านนั้น เดินข้ามมา นิดหน่อยก็พบปะกันได้แล้ว ๘ ล้านบาท ดิฉันว่ามันจะสูงเกินปกติไปในโครงการที่ ๓ โครงการสนับสนุนภารกิจต่างประเทศแบบบูรณาการ ที่เรียกสั้น ๆ ว่าเอฟเอ็มไอพี (FMIP) วัตถุประสงค์ของโครงการนี้ก็คือ เพื่อสนับสนุนให้การบริหารราชการของส่วนราชการและ รัฐวิสาหกิจที่มีภารกิจในต่างประเทศมีการบริหารราชการแบบบูรณาการ ฟังแล้วก็ดีค่ะ เพราะดิฉันเข้าใจว่าหลาย ๆ หน่วยงานราชการรวมทั้งรัฐวิสาหกิจมีการดําเนินการระหว่าง ประเทศ แล้วก็ต้องมีหน่วยงานหนึ่งที่จะรับเปึนแม่งาน ดังนั้นกระทรวงการต่างประเทศ ก็เลยรับอาสาที่จะเปึนผู้ดูแลโครงการเอฟเอ็มไอพีนั่นเอง โครงการนี้ได้เสนอขอ งบประมาณมา ๗๐๐ ล้านบาท โดยประมาณ มีโครงการย่อย ๆ อีก ๗๘ โครงการที่อยู่ ภายใต้โครงการบูรณาการอันนี้ ถ้ากระทรวงการต่างประเทศนั้นรับที่จะเปึนแม่งานจริง โดยหลักการแล้วโครงการทุก ๆ อันที่เปึนโครงการภายใต้โครงการบูรณาการนี้ควรจะให้ กระทรวงการต่างประเทศเปึนแม่งานหลัก แต่ในความเปึนจริง ๗๘ โครงการที่อยู่ภายใต้ เอฟเอ็มไอพีนี้นะคะ มีเพียง ๓๗ โครงการเท่านั้นค่ะที่กระทรวงการต่างประเทศเปึนแม่งาน หลักเพียงกระทรวงเดียว ถามว่ามันผิดปกติตรงไหนแน่นอนค่ะโครงการใดก็ตามที่มี หน่วยงานราชการเกี่ยวข้องมากกว่า ๑ หน่วยงานนั้นการบริหารจัดการเปึนสิ่งที่ยากมาก แล้วโครงการภายใต้ เอฟเอ็มไอพีนั้นแต่ละโครงการประกอบด้วยคณะทํางานที่เปึน หน่วยราชการ ๓ – ๔ แห่งด้วยกัน แล้วจะบริหารกันอย่างไร ในเมื่อเจ้าของเงินมาจาก กระทรวงการต่างประเทศ แต่ผู้รับผิดชอบงานหลักนั้นไม่ใช่กระทรวงการต่างประเทศเลย ดิฉันอยากจะถามว่าเวลาที่เราต้องติดตามตรวจสอบผลผลิต ผลสัมฤทธิ์สุดท้าย ว่า โครงการเหล่านั้นนําไปสู่ความสําเร็จใดบ้าง ใครจะเปึนผู้รับผิดชอบในการติดตาม ประเมินผลตรงนั้น อีกอย่างหนึ่งนะคะจากรายละเอียดที่ดิฉันได้ศึกษาที่ทางกระทรวง การต่างประเทศได้ทําเสนอมานั้น โครงการ ๗๐๐ ล้านบาทนี้ทั้งหมดไม่มีตัวชี้วัดอะไร ที่เปึนรูปธรรมเลยค่ะ แล้วอย่างนี้พี่น้องประชาชนที่เปึนผู้เสียภาษีจะรู้ได้อย่างไรคะว่า ทุกบาททุกสตางค์ที่เขาจ่ายให้กับกระทรวงการคลังนั้น มันจะนําไปสู่ผลประโยชน์ อย่างคุ้มค่าจริง ๆ ในกรณีที่มันปฏิเสธไม่ได้ว่ามันจําเปึนที่จะต้องมีโครงการในลักษณะ บูรณาการเช่นนี้ดิฉันก็อยากจะฝากไว้ว่าในโอกาสต่อไปขออย่าให้เปึนงบฝากไว้ที่กระทรวง ต่างประเทศเลยค่ะ กระทรวงใดที่อาสาเปึนพ่องาน แม่งานหลักก็รับไว้ที่กระทรวงนั้น คือสุดท้ายแล้วหน่วยงานของท่านจะได้ติดตามตรวจสอบการดําเนินงานได้อย่าง มีประสิทธิภาพนะค่ะ สุดท้ายก็คือค่าใช้จ่ายเพื่อการประชาสัมพันธ์และเสริมสร้าง ภาพลักษณ์ของประเทศไทย ทางรัฐบาลขอไว้ ๑๒ ล้านบาท ดิฉันอยากจะฝากรัฐบาล ไว้ว่าค่าใช้จ่ายเพื่อการประชาสัมพันธ์ขอให้เปึนการเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทย ไม่ใช่เปึนการเสริมภาพลักษณ์ของหัวหน้ารัฐบาลคนใดคนหนึ่ง เพราะที่ผ่านมาชื่อเสียง ของประเทศไทยก็ในสายตาสังคมโลกดิฉันก็คิดว่าทุกท่านในที่นี้ก็คงจะรู้ดีว่าคนอื่น เขามองประเทศไทยอย่างไร แต่ดิฉันไม่แน่ใจว่างบประชาสัมพันธ์นี้กระทรวงการ ต่างประเทศได้สะท้อนภาพที่ถูกต้องของประเทศไทยแล้วหรือยัง หรือว่ามัวแต่ใช้เพื่อเปึน การรักษาภาพลักษณ์ของผู้นําประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าไม่มีการตัดลดในส่วนตรงนี้ ดิฉันก็ขอฝากกระทรวงการต่างประเทศไว้ว่า งบประชาสัมพันธ์ก็ขอให้กระทรวง ต่างประเทศใช้ไปในการปกปัองศักดิ์ศรีของประเทศ หากมีสิ่งใดที่เกิดขึ้นในประเทศและ เปึนการขัดต่อหลักประชาธิปไตย หลักธรรมาภิบาล และหลักสิทธิมนุษยชน ก็ขอให้ กระทรวงต่างประเทศสร้างความประจักษ์และความชัดเจนให้กับสังคมโลกด้วย สุดท้าย ดิฉันก็ยืนยันนะคะว่าดิฉันมีความเห็นใจต่อข้าราชการในกระทรวงต่างประเทศอย่างมาก แต่โดยหลักการเมื่อมีงบประมาณที่ไม่เหมาะสมดิฉันก็ต้องขอตัดและก็ยืนยันว่าขอเสนอ ปรับลดด้วยร้อยละ ๑๐ ขอบคุณค่ะ