จตุพร พรหมพันธุ์ พูดถึงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. ปี 2542 และอธิบายถึงการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการรับเงินเดือนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติ ตั้งคำถามเกี่ยวกับหนังสือการแต่งตั้งรัฐมนตรีของพระมหากษัตริย์ และเรียกร้องให้เลขานุการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แสดงหนังสือฉบับนั้น หากไม่มีหนังสือ ต้องขนออกจากตำแหน่งและสรรหาใหม่
ท่านประธานที่เคารพ หลังจาก พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. ป้ ๒๕๔๒ มีผลบังคับใช้ต่อไป งดเว้น เฉพาะมาตราที่เกี่ยวข้องกับการสรรหา พระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ตาม มาตรา ๑๒ นั้น ยังอยู่ครบถ้วน ใครจะไปละเมิดพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์มิได้
ประเด็นต่อมาครับท่านประธานที่เคารพ ถามว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ มีสิทธิที่จะรับเงินเดือนตามพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินประจําตําแหน่ง และประโยชน์ ตอบแทนอื่นนะครับของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการ และกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ประธานกรรมการและกรรมการ ปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และประธานกรรมการและกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน พุทธศักราช ๒๕๔๑ หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพ ในมาตรา ๓ ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ กรรมการ หมายถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ พระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับให้มาดูที่มาตรา ๘ มาตรา ๘ ระบุอย่างนี้เลยว่า ให้ประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการ รัฐธรรมนูญ ซึ่งได้รับเลือกตามมาตรา ๓๑๙ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๓๒๐ วรรคสอง ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้วแต่กรณี และได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ บังคับใช้ มีสิทธิได้รับเงินเดือน เงินประจําตําแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นตาม พระราชบัญญัตินี้นับตั้งแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่ง และความก็ คือว่าในพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. เองที่คณะรัฐประหารลงคําสั่งไม่ให้ยกเลิก ให้ยกเว้น เฉพาะมาตราที่เกี่ยวข้องกับการสรรหา พระราชอํานาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังคงอยู่ตามมาตรา ๑๒ ที่ใครจะละเมิดไม่ได้ การจะรับเงินเดือนตามพระราชบัญญัติ เงินเดือน ตามมาตรา ๘ ซึ่งผู้รับสนองพระบรมราชโองการกฎหมายฉบับนี้คือ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีเวลานั้น นั่นหมายความว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือศาล รัฐธรรมนูญมีสิทธิที่จะรับเงินเดือนได้ ตามพระราชบัญญัตินี้ให้นับตั้งแต่วันที่มีพระบรม ราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่ง ขอกราบเรียนกับท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นใช้พระราชบัญญัติ ป.ป.ช. พระราชบัญญัติว่าด้วยเงินเดือน ผมได้ทิ้งเอาไว้ว่า เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้ทําหนังสือ ประทานโทษ ผมพูดผิดไปตอนแรก ปรากฏว่าทาง เลขาธิการ คปค. หรือคณะรัฐประหาร หลังจากที่ทาง ป.ป.ช. โดยเลขาธิการทําหนังสือไป เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ป้ ๒๕๔๙ ปรากฏว่ารอยต่อก่อนที่จะประกาศฉบับหลังจาก ประกาศ ๒๒ ไปต่อฉบับที่ ๓๑ นั้นนะครับ ปรากฏว่าสํานักเลขาธิการของคณะปฏิรูป การปกครองแผ่นดิน ได้มีหนังสือลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๙ แจ้งมายังเลขาธิการ ป.ป.ช. ท่านศราวุธ ว่า การนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง คณะกรรมการ ป.ป.ช. และการมีผลให้ดํารงตําแหน่งนั้นเห็นว่าเมื่อมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เข้ารับตําแหน่ง ควรให้สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอรายชื่อผู้ดํารงตําแหน่งเปึน คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฉบับที่ ๑๙ เพื่อนําความ กราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ ต่อไป หนังสือฉบับนี้เขาตอบหนังสือท่านที่ลงวันที่ ๒๖ วันที่ ๓๐ ที่ถามเรื่องการโปรดเกล้าฯ เลขาธิการ คปค. ก็ตอบท่านวันที่ ๓๐ ปรากฏว่า ท่านเองก็ยึดแนวทางปฏิบัติอันนี้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้รับพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ตําแหน่งนายกรัฐมนตรี วันที่ ๑ ตุลาคม คณะรัฐมนตรีได้พระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ในวันที่ ๘ ตุลาคม นําคณะเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ วันที่ ๙ ตุลาคม ผม อธิบายอย่างให้ความยุติธรรมแก่ท่าน หนังสือที่ท่านทําไปถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ นั้น เหตุที่ท่านทําไปวันที่ ๓ พฤศจิกายน นั้น ท่านก็ รู้ ผมก็เข้าใจและอธิบายอย่างความเปึนธรรมก็คือว่า พลเอก สุรยุทธ์ โปรดเกล้าฯ วันที่ ๑ คณะรัฐมนตรีโปรดเกล้าฯ วันที่ ๘ วันที่ ๙ ถวายสัตย์ฯ แต่หนังสือที่เลขาธิการ ป.ป.ช. ทําถึง เลขาธิการ ครม. วันที่ ๓ นั้น ๓ พฤศจิกายน หลังจากได้รับการแต่งตั้งวันที่ ๒๒ กันยายน เปึนเวลา ๔๒ วัน เพราะท่านไม่ต้องหาหรอกครับ ผมให้เหตุผลเลยว่าท่านก็มีเหตุผลที่จะ อธิบายได้ เพราะว่าวันที่ ๓ พฤศจิกายนนั้น เปึนวันแถลงนโยบายของรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ถือว่าเปึนวันปฏิบัติงาน หนังสือที่ท่านทําไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรีครับ ท่านประธานที่เคารพ มีหลักฐานที่น่าสนใจก็คือว่า เรื่อง การกราบบังคมทูลเพื่อทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการและคณะกรรมการปัองกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ หนังสือฉบับนี้ท่านลงวันที่ ๓ เรียนเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนะครับ และก็มีที่ส่งมาด้วย ผม ไม่ต้องอ่านนะครับ ท่านก็มีหนังสืออยู่แล้ว ในเนื้อหาสาระสําคัญก็คือว่า ด้วยสํานักงาน คณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้มีหนังสือตามสิ่งที่ส่งมาด้วย สอบถามประเด็นปัญหาประการหนึ่งไปยังสํานักเลขาธิการคณะปฏิรูปการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เปึนประมุข ที่ท่านทําไปวันที่ ๒๖ กันยายน นี่ล่ะครับ ว่าเมื่อประธานกรรมการและกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข ฉบับที่ ๑๙ ลงวันที่ ๒๒ กันยายน ป้ ๒๕๔๙ ได้ ดําเนินการตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกัน และการปราบปรามการทุจริต พุทธศักราช ๒๕๔๒ แล้วก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่ นี่ท่านรู้เลย นะครับ จะต้องมีการดําเนินการนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรือไม่ และมีผลให้การดํารงตําแหน่งตั้งแต่วันใด ซึ่งสํานักเลขาธิการของคณะปฏิรูป การปกครอง หรือ คปค. นั้น ได้มีหนังสือแจ้งมาในวันที่ ๓๐ นั้นนะครับ ว่าการดําเนินการ นําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและการมีผลให้เปึนการ ดํารงตําแหน่งนั้น เมื่อมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับหน้าที่แล้ว ควรให้สํานักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีเสนอบุคคลผู้ได้รับตําแหน่งให้เปึนคณะกรรมการปัองกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ เพื่อนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต พุทธศักราช ๒๕๔๒ ทั้งนี้ให้แจ้งสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีทราบด้วยแล้ว นี่ก็ท่านให้ เหตุผลและท่านให้เหตุผลเสร็จว่า จึงเรียนมาเพื่อโปรดนําความกราบบังคมทูลเพื่อ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เรียงรายชื่อตั้งแต่ประธาน ๙ คน ผมไม่ขออนุญาตอ่าน นะครับท่านประธาน ทั้งนี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๖ ตุลาคม ป้ ๒๕๔๙ เปึนต้นไป หนังสือฉบับนี้ ท่านได้ทําไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี หลังจากที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งตามคําสั่ง ฉบับที่ ๑๙ ลงวันที่ ๒๒ กันยายน ป้ ๒๕๔๙ ท่านประธานที่เคารพ หลังจากนั้น ๔๒ วัน ไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ใด ๆ เลขาธิการ คปค. ก็บอกว่าให้รอคณะรัฐมนตรี ชุดใหม่ ท่านก็ปฏิบัติการรอ รอมา ๔๒ วัน วันที่ ๓ นี่ล่ะครับ ที่ท่านทําหนังสือไปยัง เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ท่านขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ย้อนหลัง หนังสือไป วันที่ ๓ แต่ขอให้โปรดเกล้าฯ ย้อนหลังมาเปึนวันที่ ๖ ตุลาคม ป้ ๒๕๔๙ และท่านก็รอ รอจนกระทั่งวันที่ ๒๐ ธันวาคม เลขาธิการคณะรัฐมนตรีจึงทําหนังสือตอบมายังท่าน ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่ท่านนํามากล่าวอ้างในปัจจุบันนี้คือหนังสือที่ นายรองพล เจริญพันธุ์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ทําหนังสือตอบ หัวข้ออะไรครับ เรื่อง ขอส่งเรื่องการ ขอพระราชทานโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานคณะกรรมการและกรรมการปัองกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติคืน เรียน เลขาธิการคณะกรรมการปัองกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ และก็มีการอ้างหนังสือฉบับของท่าน ที่ท่านทําเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้กล่าวอ้าง แล้วท่านก็นํามากล่าวอ้าง บอกว่าคณะกรรมการ ปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข ได้มีประกาศ ฉบับที่ ๑๙ แต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งนั้นย่อมถือได้ว่ามีผลสมบูรณ์ที่สามารถ บังคับใช้ได้ตามกฎหมาย เนื่องจากขณะนั้นคณะปฏิรูปการปกครองมีฐานะเปึนรัฏฐาธิปัตย์ มีอํานาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว ประกาศหรือคําสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองต่าง ๆ ย่อมมีผลบังคับใช้โดยชอบมาตั้งแต่ต้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาครับท่านประธานที่เคารพ เอกสารชิ้นนี้เลขาธิการ ป.ป.ช. เมื่อรู้แน่ว่าไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ มีการ กล่าวอ้างว่าความเปึนรัฏฐาธิปัตย์ของ พลเอก สนธิ บุณยรัตกลิน สามารถที่จะแต่งตั้ง คณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยใช้พระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ได้นั้นท่านเงียบมา โดยตลอด แต่วันนี้ที่สภาแห่งนี้และเกี่ยวข้องกับคณะกรรมาธิการงบประมาณ เพราะว่า ถ้าการเริ่มต้นการจ่ายเงินเดือนให้นับวันพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ นั้น เมื่อไม่มี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ก็จะเริ่มต้นจ่ายเงินเดือนได้อย่างไร กรรมาธิการจะให้ งบประมาณไปได้หรือ นี่ก็ทําผิดรัฐธรรมนูญต่อ แต่สิ่งที่ท่านจะต้องกอปรประการหนึ่ง ก็คือว่า เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ที่สํานักงาน ป.ป.ช. นายศราวุธ เมนะเศวต เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่าในสัปดาห์นี้ ป.ป.ช. จะทําหนังสือปกขาวชี้แจงต่อประชาชนว่า ป.ป.ช. มีอํานาจถูกต้องตามกฎหมายทุกประการเพื่อให้ทุกฝ์ายหายสงสัย ส่วนหนังสือ ตอบกลับจากสํานักราชเลขาธิการนั้น สํานักเลขาธิการ ครม. มีหนังสือฉบับจริงเก็บไว้ อยู่แล้วต้องมาขอดูที่ ป.ป.ช. ท่านประธานที่เคารพ หนังสือทุกฉบับที่ท่านนํามากล่าวอ้าง ไม่ว่าหนังสือจากท่านทําไปยังเลขาธิการ คปค. หนังสือจากเลขาธิการ คปค. นํามาถึงท่าน หนังสือจากท่านไปยังเลขาธิการ ครม. เลขาธิการ ครม. ตอบมาถึงท่าน ท่านได้แสดง ครบถ้วนแล้ว แต่หนังสือจากสํานักราชเลขาธิการที่ท่านนํามากล่าวอ้างว่าฉบับจริงนั้น อยู่ที่ ครม. และที่ ป.ป.ช. ก็มีสําเนาเก็บเอาไว้ตามที่ท่านสัมภาษณ์ลงในหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันอังคารที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เมื่อไม่กี่วันมานี้ ที่ผมได้อ่านให้กับท่านประธาน ได้ฟังแล้วนั้น ผมกล่าวหาเลยว่าท่านพูดเท็จ ท่านไม่ได้มีหนังสือจากราชเลขาธิการจริง ถ้าท่านมีจริงท่านควรจะแสดงต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ผมกล่าวหาว่าท่านอ้างความเท็จ ไม่มีหนังสือฉบับจริง ท่านประธานที่เคารพ ผมเองกับคณะได้มีความตั้งใจอยู่เดิมกันว่า จะเดินทางไปพบท่านที่ ป.ป.ช. เพื่อไปขอดูหนังสือจากสํานักราชเลขาธิการที่ท่านหยิบยก นํามากล่าวอ้าง ท่านประธานที่เคารพ แม้นว่าจะนํามากล่าวอ้างอย่างไร ประการที่ ๑ ก่อนว่า ไม่มีหนังสือฉบับนี้จริง ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าเมื่อพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ได้อยู่ ครบ การอ้างรัฏฐาธิปัตย์ครับ ท่านประธานที่เคารพ รัฏฐาธิปัตย์ หมายถึงหัวหน้าคณะ รัฐประหาร คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ยกแนวคําพิพากษาศาลฎีกา ฉบับที่ ๑๔ – ๑๕/๒๔๙๖ ฉบับ ๑๖๖๒/๒๕๐๕ และฉบับ ๖๔๑๑/๒๕๓๔ ได้วินิจฉัยว่าการที่คณะรัฐประหาร ยึดอํานาจการปกครองได้สําเร็จ คณะรัฐประหารย่อมมีอํานาจที่จะเปลี่ยนแปลง แก้ไข ยกเลิก และออกกฎหมายตามระบบแห่งการปฏิวัติเพื่อบริหารประเทศต่อไปได้ มิฉะนั้น ประเทศชาติจะตั้งอยู่ในความสงบไม่ได้ จริงอยู่ครับท่านประธานที่เคารพ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ คณะรัฐประหารมีคําสั่งให้รัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี วุฒิสภา สิ้นสุดลงนั่นถูก คําสั่งของคณะปฏิวัติมีผลถูกต้อง แต่ในฉบับที่ ๑๙ ครับท่านประธานที่เคารพ หัวหน้าคณะปฏิวัติที่ถูกกล่าวอ้างเปึนองค์รัฏฐาธิปัตย์นั้นออกคําสั่งให้ตัวเองแท้ ๆ ว่าให้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต พุทธศักราช ๒๕๔๒ มีผลบังคับใช้ต่อไป นี่ตัวเองออกคําสั่งแท้ ๆ โดยให้งดการบังคับใช้ ในบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการสรรหา แต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ผมอ่าน ให้กับท่านประธานฟังว่า มาตรา ๑๒ ซึ่งเปึนพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ ที่ใครจะ ละเมิดมิได้ และคณะปฏิรูปยังไม่ได้บอกว่าให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การปัองกันและปราบปรามการทุจริต ป้ ๒๕๔๒ สิ้นสุดลง ถ้าสิ้นสุดลงอย่างนี้สิครับ จึงเปึนอํานาจของหัวหน้าคณะปฏิวัติโดยไม่ต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ มีการ เทียบเคียงว่า เอาละ คราวไปแต่งตั้ง คตส. ล่ะ คตส. ไม่มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แบบนี้เพราะไม่ใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญ แต่เปึนองค์กรที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้น แต่องค์กรที่เคยเปึนองค์กรตามรัฐธรรมนูญมีข้อเปรียบเทียบชัดเจนครับท่านประธาน ป.ป.ช. ชุดนี้มีสถานะเหมือนกับคณะกรรมการตุลาการรัฐธรรมนูญ ชุดที่ไม่ได้รับ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ท่านประธานกราบเรียนไปยังท่านเลขาธิการ ป.ป.ช. คงจะจําได้ วันที่พิพากษายุบพรรคไทยรักไทย วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ป้ ๒๕๕๐ นั้น องค์คณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่ได้รับการแต่งตั้งจาก พลเอก สนธิ บุณยรัตกลิน เหมือนกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ทั้ง ๙ คน ไม่มีใครใน ๙ คนนั้นแม้แต่เพียงคนเดียว ได้ใส่เสื้อครุยและการวินิจฉัยก็ไม่กระทําในนามพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว แต่ตุลาการรัฐธรรมนูญ ๙ คนนั้นเขารู้ว่าเขาไม่ได้รับพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เขาจึงไม่มีสิทธิใส่เสื้อครุย เพราะว่าใส่เสื้อครุยนั้นจะต้องทําหน้าที่ ในนามพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ท่านประธานที่เคารพ ผมบอกว่ามันต้องเปึนองค์กรแบบอย่าง ผมกราบเรียนไปยังท่าน เลขาธิการ ป.ป.ช. ว่า ๙ คนใน ป.ป.ช. ผมไม่เคยเจอกันเลย คนเยอะแต่เปึนคนเดียว ในชาตินี้ ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเกี่ยวข้อง ไม่มีความอคติส่วนตัว แต่วันนี้เราต้องการทํา กฎหมายให้เปึนกฎหมายครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมเอง คุณชัยวัฒน์ นิลรัตน์ มาพูด ว่า สนช. ที่คณะรัฐประหารแต่งตั้ง เอากฎหมายไปเสนอกราบบังคมทูล ท่านนายกฯ ไม่กราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ ๒๑๑ ฉบับ ๑๗๗ ฉบับ องค์ประชุมไม่ถึงครึ่ง ไม่ครบ และ ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าองค์ประชุมไม่ครบให้เปึนโมฆะ วันนี้ประเทศไทยมัน ก็ปล่อยความเหลวแหลกอย่างนี้ให้ดํารงอยู่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ครับท่านประธาน ที่เคารพ ในรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ ยังมีช่องทางที่ให้ท่านได้เดินทางกันได้ต่อก็คือว่า วันนี้ ท่านไม่ได้เปึนมาตั้งแต่ต้น ผมไม่เห็นด้วยใครจะไปถอดถอนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ การถอดถอนนั้น ๑. คณะ ป.ป.ช. นี้ต้องเปึนมาก่อน เมื่อ ป.ป.ช. ชุดนี้ไม่มี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง จึงไม่เข้าข่ายตามมาตรา ๑๒ ซึ่งเปึน พระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์และหัวหน้าคณะรัฐประหารเขายังไม่ได้ยกเลิก แล้วถ้า พลเอก สนธิบุณยรัตกลิน ในฐานะอ้างว่ารัฏฐาธิปัตย์สามารถทําทุกอย่างจริง ทําไมต้องไปขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งตัวเอง ทําไมต้องไปขอพระบรม ราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ทําไม ไปขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ทําไมไปขอ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธาน สนช. ประธาน สสร. ผมจึงบอกว่าวันนี้ มีเพียง ๒ องค์กรเท่านั้นที่ไม่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ มี ๑๔ คน ๕ คนอยู่ใน กกต. ๙ คนอยู่ที่ ป.ป.ช. แล้วรับเงินเดือนไปได้อย่างไร ผิดพระราชบัญญัติเงินเดือนอย่าง ที่ผมได้เรียนกับท่านประธานแล้ว ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่า วันนี้เราต้องการให้ บ้านเมืองมันเปึนบ้านเมือง กติกาต้องเปึนกติกา พระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์นั้น ใครจะละเมิดมิได้ ใครกระทําผิดก็ต้องผิด เมื่อไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ จึงไม่ได้เปึนมาตั้งแต่ต้น เงินเดือนทุกบาททุกสตางค์ที่รับมานั้นจะต้องนําไปคืนหลวง จะต้องนําไปคืนคลัง ไม่มีสิทธิที่จะมาใช้ เพราะถือว่าไม่ได้เปึนมาตั้งแต่ต้น ใครจะไป ถอดถอน ผมบอกอย่าไปถอดถอน เพราะเขาไม่ได้เปึนมาตั้งแต่ต้น วันนี้มีทางเดียวก็คือว่า ท่านต้องหิ้วกระเปิาออกไปจาก ป.ป.ช. แล้วให้กระบวนการสรรหาเขาว่ากัน ตามรัฐธรรมนูญป้ พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งมีขั้นตอนเรียบร้อยครบถ้วน ท่านประธานที่เคารพ ว่ากันตามมาตรา ๒๔๖ นะครับ แล้วก็มีกระบวนการสรรหาครบถ้วน เรียงตาม มาตรา ๒๔๖ มาตรา ๒๔๗ แล้วที่สําคัญที่สุดก็คือว่าท่าน ๙ คน มีสิทธิที่จะกลับมาแหง ๆ เพราะว่าคนที่จะมาให้ความเห็นชอบแก่ท่าน กระบวนการคณะกรรมการสรรหาผมก็รู้เลย ว่าเปึนกระบวนการที่ท่านมีสิทธิได้กลับมาครบ เข้ามาสู่วุฒิสภา ๗๔ คน แต่งตั้ง วันนี้ พวกท่านเกิดขึ้นอยู่แล้ว ท่านได้กลับมาครบอยู่แล้วครับท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้น ผมเชื่อว่าวันนี้ท่านต้องเดินออกไป กระบวนการสรรหาจะเริ่มต้นขึ้นใหม่ แล้วที่สําคัญ ที่สุดก็คือว่าท่านจะได้กลับมา แล้วบ้านเมืองมันก็เดินไปได้ แต่ว่าถ้าไม่มีกระบวนการ สรรหาขึ้นมา ท่านทําผิดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. ป้ ๒๕๔๒ ซึ่งมันยังไม่ได้ยกเลิก ผิดพระราชบัญญัติเงินเดือน ไม่เข้าข่ายรัฐธรรมนูญ อ้างมาตรา ๓๐๙ ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะการใด ๆ ที่ คมช. ทํา นี่ คมช. สั่งเองว่าไม่ให้ยกเลิก พระราชบัญญัติฉบับนี้ ยกเว้นเฉพาะการสรรหา พระราชอํานาจในมาตรา ๑๒ อยู่ครบ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ได้เปึนปัญหาอะไร
ประเด็นต่อมาครับท่านประธานที่เคารพ หลังจากดิ้นตอบไม่ได้เรื่อง พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ปรากฏเปึนอย่างนี้ครับท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็คืออะไรครับ เมื่อดันกันไปไม่ได้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ท่านหนึ่งสัมภาษณ์ ถึงขนาดอย่างนี้ครับท่านประธาน บอกว่าคนที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งติดคุกก็มี ไม่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเปึนคนดีก็ไม่มี เพราะฉะนั้นอย่ามาพูดกันเลยว่าการโปรดเกล้าฯ หรือไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ จะเปึน อย่างไร ผมขอกราบเรียนกับท่านประธานว่า วิธีคิดแบบนี้มันมีปัญหา คนที่เปึนกรรมการ ป.ป.ช. นั้น เมื่อไม่สามารถแสดงหนังสือเรื่องการโปรดเกล้าฯ ได้ ก็บอกว่าคนโปรดเกล้าฯ ติดคุกก็มี ผมบอกว่ารัฐมนตรีติดคุกวันนี้ที่คนไทยจําได้อยู่ ๒ คน คนหนึ่งคือพลเอก คนหนึ่งอดีตรัฐมนตรีเกษตรฯ ในรัฐบาลคณะยึดอํานาจมียศพลเอกตายในคุก คนที่ ๒ ทุจริตยาอยู่ในคุก มีตัวอย่างอยู่เท่านั้น แต่ประเด็นที่ผมจะกราบเรียนกับ ท่านประธานก็คือว่า คนที่เปึนกรรมการ ป.ป.ช. ทําไมต้องตอบคําถามอย่างนี้ เพราะ คนในคุกเกือบทั้งหมดได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่มาเปรียบเทียบกันว่า เมื่อหาหนังสือการโปรดเกล้าฯ ไม่ได้ ก็บอกทันทีว่าคนโปรดเกล้าฯ ติดคุกก็มี นี่ไม่ใช่ วุฒิภาวะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผมบอกไปยังท่านประธานกราบเรียนไปยังคุณศราวุธ ว่าสภาแห่งนี้นะครับวันนี้แม้ว่าอย่างที่ผมได้กราบเรียนว่า แม้ว่าจะมีหนังสือจาก ราชเลขาธิการ แต่ว่าพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์อยู่ครบถ้วน ที่ใครจะละเมิดไม่ได้ ตามมาตรา ๑๒ แต่ประเด็นที่ผมจะไม่ยอมให้เลขา ป.ป.ช. กล่าวผ่านอย่างไม่รับผิดชอบ คือบอกว่ามีหนังสือจากราชเลขาธิการ ผมบอกว่าท่านพูดเท็จ ท่านไม่มีหนังสือฉบับนี้ นี่ผมยืนยันและขอให้ท่านตอบที่สภา และ ป.ป.ช. ชุดนี้ถือว่าไม่ได้เปึน ป.ป.ช. มา ตั้งแต่ต้น ต้องขนออกจาก ป.ป.ช. และให้กระบวนการได้สรรหาใหม่ มิฉะนั้นบ้านเมือง จะอยู่อย่างไม่สงบสุข องค์กรที่ไปตรวจสอบบุคคลอื่นนั้น ความจริงแล้วนั้นพวกท่าน ต้องแสดงความโปร่งใสยิ่งกว่านักการเมืองอย่างผม อย่างพวกเราที่นั่งที่นี่ ที่ท่านบอกว่า เปึนคนที่ใช้ไม่ได้ คนที่เปึนประธาน รองประธานยกร่าง อย่างนายจรัญ ภักดีธนากุล ก็เคยบอกว่า สมมุติฐานในการร่างรัฐธรรมนูญบอกว่านักการเมืองเปึนคนชั่วร้าย เปึนคนเลว เปึนคนที่ใช้ไม่ได้ แต่องค์กรอิสระที่ทําหน้าที่ตรวจสอบนักการเมือง นักการเมืองถูกจัดไปให้อยู่ในที่สว่าง แสดงบัญชีทรัพย์สินต้องเป่ดเผยกันทั้งสิ้น พวกท่าน ที่อยู่ในซีกองค์กรอิสระไม่ต้องเป่ดเผย ท่านยื่นต่อประธานวุฒิสภา วันนี้ไม่มีใครรู้ หรอกครับ แต่ผมบอกกับท่านประธานผ่านไปยังเลขาธิการว่าองค์กรอิสระที่ไปตรวจสอบ คนอื่นนั้นจะต้องมีความสว่างยิ่งกว่าคนอื่น พวกท่านจะต้องสว่างจะต้องมีความแจ้ง ยิ่งกว่านักการเมืองที่อยู่ในสภาอย่างพวกผม พวกท่านทั้ง ๙ คนบวก กกต. อีก ๕ คน ไม่มี ใครมีสิทธิละเมิดพระราชอํานาจได้ อ้างองค์รัฏฐาธิปัตย์ก็ขัด เพราะว่าสั่งเองว่ามาตรานี้ ใช้อยู่ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าท่านไม่แสดงหนังสือที่อ้างมาจากราชเลขาธิการ ผมทราบว่า ไม่มี แต่ว่าท่านมี ท่านแสดง แต่ว่าท่านไม่มี ท่านจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไรนั้น ก็สุดแล้วแต่ แต่ว่าทั้งหมดที่ผมอภิปรายมาตั้งแต่ต้น ผมไม่เคยรู้จักท่านเลขาธิการ ป.ป.ช. ไม่เคยมีความอคติส่วนตน ถ้าคิดเส้นทางฐานะนักการเมืองในภายภาคหน้า ใครมีเรื่องกับ ป.ป.ช. ต้องมีอันเปึนไป แต่ผมนั้นถือว่าการเปึนนักการเมืองเปึนสิ่งที่สมมุติ เดินทาง มาเท่านี้ก็มากพอแล้วในชีวิต แต่ผมต้องการให้ทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านเมืองนั้นมันถูก ทํานองคลองธรรม ไม่ใช่เกิดจากความรู้สึกว่าเวลานั้นใครเปึนใหญ่ ใครได้ประโยชน์ ก็บอกว่าสิ่งนี้ถูก ทั้งที่เปึนสิ่งผิดที่อยู่ตรงข้างหน้า แล้วเราก็นิ่งเฉยโดยไม่ทําอะไร ขอกราบ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน