เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ขออนุญาตอภิปรายร่าง พ.ร.บ. พร้อมนำเสนอความคิดเห็นโดยใช้สไลด์ประกอบ เผยแพร่ภาพชุมชนชาติพันธุ์ที่ถูกตีความผิด และเรียกร้องผลักดันร่าง พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย อคติ และการเลือกปฏิบัติ พร้อมเสนอมาตรการคุ้มครองและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการคุ้มครองจากการเหยียดหยามและการประกาศเขตคุ้มครองในชั้นนิติบัญญัติ ซึ่งมีผลต่อสิทธิและโอกาสของชุมชน พร้อมย้ำความสำคัญของการร่วมมือจากทุกภาคส่วน สื่อ และเครือข่ายประชาชนในการผลักดันกฎหมายเพื่อคนชายขอบต่อไป
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์ ขออนุญาตอภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ขอสไลด์ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานครับ ผมอยากจะเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามทุก ๆ ท่านอย่างนี้ว่าภาพชุมชนชาติพันธุ์ในอุดมคติ ของท่านเป็นอย่างไรครับ ผมเชื่อว่าคนจำนวนมากยังมองเห็นภาพชุมชนชาติพันธุ์ตามแบบที่ ปรากฏอยู่บนจอนี้ คือยังเป็นบ้านเก่า ๆ ยังเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมูเพื่อดำรงชีพ แล้วก็ยังทำกิน แบบที่เราเรียกว่าไร่เลื่อนลอย นี่คือภาพที่คนทั่ว ๆ ไปก็ยังเข้าใจแบบนี้อยู่นะครับ ข้อเท็จจริง ก็คือตอนนี้กลุ่มชาติพันธุ์ยังอยู่ในพื้นที่กันดาร ยากจน ห่างไกล ทุกวันนี้กลุ่มชาติพันธุ์ ยังตกอยู่ในสภาวะแบบนี้ ภาพนี้ภาพที่เพิ่งมีการเผยแพร่เมื่อวาน ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ ต้องเผชิญกับภาวะเช่นนี้อีกเยอะแยะมากมาย สิ่งเหล่านี้สำหรับคนนอกอาจจะดูเป็นเรื่องที่ Romantic แต่สำหรับคนในคนชาติพันธุ์แล้วเป็นยากลำบาก ความยากจน มองไม่ค่อยเห็น อนาคตนะครับ ยิ่งเมื่อวันเวลาผ่านไปกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีปัญหาอยู่แล้วยังต้องเผชิญกับ สถานการณ์ใหม่ ๆ ที่ตั้งรับได้ยากขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ ความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการแข่งขันทางการค้า และล่าสุดก็คือเรื่องภาษีทรัมป์ กลุ่มชาติพันธุ์ต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้นะครับ ในฐานะที่เป็นตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่กับ ประสบการณ์เหล่านี้ อยู่กับความกันดารเหล่านี้ ผมมีความใฝ่ฝันที่จะนำพากลุ่มชาติพันธุ์ ให้ก้าวพ้นกับภาวะเช่นนี้ จึงพยายามที่จะผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมานะครับ โดยมี เป้าหมายเพื่อปลดล็อกความกันดาร ความยากจน แล้วก็ความขัดแย้งกับรัฐ นี่คือ พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ ถามว่าคืออะไร สรุปโดยหัวใจที่สุดก็คือทุกวันนี้เราเจอกับ ความกันดาร ความยากจน แล้วก็ความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพราะว่า ความขี้เกียจ ความโง่ แล้วทุกคนก็ไม่ได้จ้องที่จะไปบุกรุกป่าทุกวันนะครับ และรัฐก็ไม่ได้ขาด งบประมาณ แต่เป็นเพราะว่าเรามีระเบียบกฎหมายที่ห้ามเต็มไปหมด มีอคติ แล้วก็มีการ เลือกปฏิบัติทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมที่เราไม่รู้ตัวนะครับ พ.ร.บ. ชาติพันธุ์จึงเป็นกฎหมาย ที่ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและอคติเหล่านี้เพื่อที่จะทำให้เราได้มีสิทธิที่จะอยู่แล้วก็ ทำกินได้ ที่สำคัญคือพัฒนาคุณภาพชีวิตได้เหมือนกับคนทั่ว ๆ ไปนะครับ นี่คือกลุ่มเป้าหมาย ของ พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ กลุ่มเป้าหมายนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งไม่ใช่ทั้งหมด กลุ่มชาติพันธุ์ บนพื้นที่สูงที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากกฎหมายฉบับนี้ นี่คือตัวเลขอย่างน้อย ผมขอย้ำว่าอย่างน้อย ๓,๕๐๐ ชุมชน ๒๐๐,๐๐๐ กว่าครัวเรือน ๑,๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน นี่คืออย่างน้อยที่จะได้รับประโยชน์นะครับ ส่วนประกอบที่สำคัญ ของร่างกฎหมายฉบับนี้ก็มีอยู่ ๓ ส่วนด้วยกัน ก็คือเรื่องของการออกบทบัญญัติเพื่อคุ้มครอง กลุ่มชาติพันธุ์ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญและพันธกรณีระหว่างประเทศ ตั้งกลไกส่งเสริม และคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ขึ้นมา
และประการสุดท้ายก็คือการกำหนดเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อปลดล็อกกฎหมายป่าไม้และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องด้วยนะครับ อย่างไรก็ตาม มีบทบัญญัติบางประการที่เมื่อผ่านชั้น สส. และ สว. ไปแล้วมีการตัดแล้วก็มีผลต่อกฎหมาย ฉบับนี้นะครับ มาตรา ๖ วรรคท้าย ตัดข้อความที่บอกว่าห้ามการโฆษณาหรือเผยแพร่ ในลักษณะที่เป็นการเหยียดหยาม สร้างความเกลียดชังหรือเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อ กลุ่มชาติพันธุ์ การตัดคำนี้ออกไปจะยังคงทำให้สื่อที่เผยแพร่ในลักษณะที่มีอคติหรือ สร้างความเกลียดชังต่อกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่มยังคงทำต่อไปได้ อันนี้เป็นปัญหานะครับ
ข้อที่ ๓ คือเรื่องของการประกาศเขตคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งถือเป็น หัวใจของกฎหมายฉบับนี้ ในร่างของกรรมาธิการได้ใช้ข้อความว่าเมื่อประกาศเป็น เขตคุ้มครองขึ้นมาแล้วให้บังคับใช้แผนแม่บทโดยไม่ต้องนำกฎหมายที่เกี่ยวกับป่าไม้มาใช้ บังคับ แต่สภาแห่งนี้ตัดข้อความนี้ออกไป และในชั้น สว. ได้เพิ่มข้อความที่เป็นการตัดโอกาส ของกลุ่มชาติพันธุ์เพิ่มไปอีก สถานะของ พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงเป็นเสมือนเป็นกฎหมายพื้นฐาน ที่รับรองสิทธิในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ ในขณะเดียวกันก็ยอมรับ ความแตกต่างหลากหลายในวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความเชื่อ นี่คือสิ่งที่กฎหมายฉบับนี้ พยายามที่จะสถาปนาลงไป แล้วก็เป็นกฎหมายในระดับ พ.ร.บ. ฉบับแรกในประวัติศาสตร์ ชาติไทยเรา อย่างไรก็แล้วแต่นะครับ วันนี้ถ้ากฎหมายผ่านไปได้ผมกลับบ้านไปผมก็ยังคงต้อง เผชิญกับสภาวะแบบเดิมอย่างไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หลายร้อยชุมชนที่พวกเขาร้องเรียน มาที่ผม หรือแม้กระทั่งร้องเรียนมาที่ สส. และ สว. พวกเขาก็ยังคงต้องรอต่อไป ดังนั้น จึงยังคงมีความจำเป็นที่เราจะต้องต่อสู้เรียกร้องต่อไป โดยเฉพาะการต่อสู้ในการ ออกกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ รวมทั้งการแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาในส่วนที่ ยังมีปัญหาอีกหลายเรื่อง
สุดท้ายนี้ผมก็ขอขอบคุณจากใจในฐานะผู้เสนอกฎหมาย แล้วก็เป็น กลุ่มเป้าหมายที่รอรับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้อยู่ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่มี ส่วนร่วมในการต่อสู้ ทุ่มเทกำลังกายกำลังใจ อย่างน้อยเราก็ได้ฟันฝ่ามาได้ถึงครึ่งทาง ของเป้าหมายแล้ว โดยเฉพาะขอขอบคุณศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ขอบคุณครูบาอาจารย์ เครือข่ายภาคประชาชน และโดยเฉพาะสื่อมวลชนนะครับ สื่อมวลชนโดยเฉพาะไทยพีบีเอส ที่เกาะติดเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง แล้วก็ทำให้สังคมไทยได้รับรู้ได้ตระหนักแล้วก็ได้เข้าใจ ผมอยากจะทิ้งท้ายอย่างนี้ว่าคนชายขอบทุกมุมโลกนี้ย่อมเสียเปรียบในพื้นที่การเมืองเสมอ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่เคยได้รับชัยชนะ ขอบคุณมากครับ