ชลธิชา ชี้ภาษีทรัมป์กระทบไทย ยันต้องปรับแผนคุ้มครองแรงงาน-เกษตรกร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘

ชลธิชา แจ้งเร็ว หารือประเด็นภาษีของรัฐบาลทรัมป์ที่ส่งผลกระทบต่อปากท้องและอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยางรถยนต์ และสินค้าอื่น ๆ ที่ส่งออกสู่สหรัฐอเมริกา โดยเน้นย้ำถึงความเสี่ยงในจังหวัดปทุมธานีที่มีโรงงานหลายร้อยแห่งและแรงงานจำนวนมาก ซึ่งอาจเผชิญกับการเลิกจ้างหรือการย้ายฐานการผลิต จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปรับแผนงบประมาณเพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงานและช่วยเหลือผู้ประกอบการ ชลธิชา แจ้งเร็ว ชี้ข้อกังวลเรื่องการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียูที่ขาดความรอบคอบ โดยเฉพาะประเด็นสิทธิบัตรยา ทรัพย์สินทางปัญญา และความปลอดภัยอาหาร เพื่อเตือนว่าไม่ควรใช้การเร่งปิดดีลเป็นวิธีรับมือกับภาษีทรัมป์ โดยต้องรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ชลธิชา แจ้งเร็ว หารือประเด็นมาตรฐานการค้าโลกและการเปิดตลาดใหม่ โดยเน้นความสำคัญของกฎหมาย HRDD และ EUDR ที่ไทยต้องเตรียมรับมือ พร้อมชื่นชมร่างกฎหมายส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบของรัฐบาล และเสนอให้เร่งประชาสัมพันธ์และเตรียม

นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว ปทุมธานี

ขอบคุณท่านประธาน เรียนท่านประธาน ชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคประชาชน ท่านประธาน อีกไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนี้ก็จะถึง Deadline สำหรับการเจรจาภาษีกับรัฐบาลทรัมป์ (Trump) ให้แล้วเสร็จ แม้เรื่องนี้ดูว่าเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่ดิฉันต้องขอย้ำว่าในความ เป็นจริงแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวพวกเรามาก ๆ เพราะเป็นเรื่องของปากท้องของเรา ทุก ๆ คน ไม่ว่าผลลัพธ์ของการเจรจาตัวเลขจะจบลงที่กี่เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แรงงานไทย ในภาคอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษี ที่สหรัฐอเมริกากำลังพิจารณาอยู่นี้ ซึ่งรวมไปถึงสินค้าที่เราส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ หม้อแปลง เครื่องใช้ไฟฟ้า ยางรถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งทอและพลาสติก เป็นต้น เมื่อผู้ประกอบการไทยต้องเจอกับ ต้นทุนใหม่ที่สูงขึ้นจากภาษีของทรัมป์ (Trump) ก็ไม่แปลกที่เขาเองก็ต้องหาทางลดต้นทุน ดังกล่าวลง ซึ่งนั่นอาจจะหมายรวมไปถึงการปิดสายการผลิต การลดคนการปรับโครงสร้าง ของแรงงาน ซึ่งแรงงานไทยกลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับแรงกระแทกจากภาษีทรัมป์ ในรอบนี้ ท่านประธานคะหนึ่งในพื้นที่ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดก็คือ ในพื้นที่จังหวัด ปทุมธานีในเขตของดิฉัน ซึ่งมีนิคมอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ ตั้งอยู่ด้วยกัน ๒ แห่งใหญ่ ๆ ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรมนวนคร แล้วก็อีกแห่งหนึ่งก็จะเป็นนิคมอุตสาหกรรมบางกระดี จากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุไว้ชัดว่า ในพื้นที่ของจังหวัดปทุมธานีมีโรงงาน ที่ประกอบกิจการในหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์พลาสติกอยู่จำนวน ๓๑๔ โรงงาน และมีโรงงาน ที่ประกอบกิจการผลิตซ่อมแซมรถยนต์ อุปกรณ์ยานยนต์ต่าง ๆ ในอีกจำนวน ๒๖๖ โรงงาน ดังนั้นท่านประธานแค่ ๒ กิจการใน ๒ หมวดหมู่ตรงนี้ และแค่เฉพาะในจังหวัดปทุมธานี เท่านั้น ก็จะมีโรงงานที่ได้รับผลกระทบอย่างน้อย ๕๘๐ โรงงานด้วยกัน ซึ่งแน่นอนว่าตัวเลข ของแรงงานในพื้นที่ตรงนี้หลายหมื่นคน และนี่ยังไม่นับรวมครอบครัวของเขาอีก ซึ่งโรงงาน ในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ก็จะเป็นโรงงานที่ผลิตสินค้าที่อยู่ใน List ความเสี่ยงสูงที่จะโดนภาษี จากทรัมป์ (Trump) เมื่อแรงงานได้รับผลกระทบแน่นอนอย่างที่ดิฉันบอกว่าแรงงานก็จะโดน หางเลขไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการลดชั่วโมงการทำงาน การเลิกจ้างและรวมไปถึงการย้ายฐานการ ผลิต คำถามที่สำคัญของวันนี้ค่ะท่านประธาน ว่ารัฐบาลมีแผนอย่างไรที่จะดูแลแรงงานกลุ่มนี้ อย่างเป็นธรรมแล้วก็เท่าเทียม ยิ่งหากเราดูในเรื่องของงบประมาณที่กำลังพิจารณากันอยู่ แล้วก็อีกไม่กี่สัปดาห์หลังจากนี้จะเข้ามาสู่การพิจารณาของเราในรัฐสภา ก็ยังไม่เห็นว่า จะมีการปรับเปลี่ยนในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณ เพื่อสอดรับกับผลกระทบและ แรงกระแทกที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ก็หวังว่ากระทรวงแรงงานจะต้องมีมาตรการในการคุ้มครองสิทธิแรงงานที่เข้มข้น แล้วก็ต้อง มีมาตรการในการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้อยู่รอด ให้ปรับตัวได้ เพราะเมื่อผู้ประกอบการ อยู่รอดแล้วแรงงานก็จะอยู่รอดได้เช่นเดียวกัน

ท่านประธานคะอีก ๑ ประเด็นที่ดิฉันอยากขอฝากไว้เป็นข้อสังเกตก็คือ เรื่องของการเปิดตลาดใหม่ ๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จริง ๆ ดิฉันต้องบอกว่า ดิฉันขอชื่นชมรัฐบาลเป็นอย่างมากที่มีความพยายามในการเปิดตลาดใหม่ ๆ ผ่านการเจรจา การค้าเสรีกับประเทศต่าง ๆ แล้วก็ตลอดจนรวมไปถึงการพยายามที่จะเข้าเป็นสมาชิกของ OECD แต่ดิฉันต้องย้ำไว้ในที่แห่งนี้ว่าการปกป้องเศรษฐกิจแล้วก็แรงงานไทยจะต้องไม่ใช่แค่ การวิ่งไปเซ็นเอฟทีเอแบบด่วนจี๋กับอียู หรือประเทศใด ๆ ก็แล้วแต่แค่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยคิดไปว่าการปิด Deal เอฟทีเอให้ได้อย่างรวดเร็วจะคือความสำเร็จ หรือคือทางออกเดียว สำหรับการรับมือกับภาษีทรัมป์ เพราะมิเช่นนั้นแล้วหากเราเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปแลกเพื่อให้ ได้มามันก็จะยิ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงกังวล เพราะแม้ว่าการเปิดตลาดใหม่จะเป็นเรื่องที่ดีแต่ว่า การที่เราเร่งไปปิด Deal เอฟทีเอเพื่อหวังรับมือกับภาษีทรัมป์จนขาดความรอบคอบในการ เจรจา ขาดการเปิดพื้นที่ในการรับฟังเสียงสะท้อนจากพ่อแม่พี่น้องประชาชนและ ผู้ประกอบการที่อาจจะได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอฟทีเอไทยกับอียูยังมี หลายข้อห่วงกังวลที่ถูกพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสิทธิบัตรยา เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนเรื่องของความปลอดภัยทางด้านอาหาร อย่างเช่น จีเอ็มโอหรือว่าสารเร่งเนื้อแดง ต่าง ๆ มันจะกลายเป็นว่าการเจรจาเอฟทีเอที่เราไปเร่งเจรจาอย่างขาดความรอบคอบจะเกิด ผลกระทบกับประชาชน ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุดในสังคม แทนที่จะเป็นผลดีที่เรามองว่า เอฟทีเอจะเป็นตัวช่วยในการรับมือกับภาษีทรัมป์ อาจจะเป็นอีกหนึ่งแรงกระแทกที่สำคัญ ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้

ประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งค่ะท่านประธานที่เกี่ยวข้องกับการเปิดตลาดใหม่ ๆ คือโลกเราตอนนี้ โดยเฉพาะโลกของการค้าในปัจจุบันก็ขยับเข้าไปสู่การสร้างมาตรฐานการค้า ใหม่ ๆ ที่สูงขึ้น หลายประเทศให้ความสำคัญกับมาตรฐานการค้าในเรื่องของหลักความยั่งยืน และความเป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เรื่องของ Human Rights Due Diligence หรือ HRDD หรือการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานทั้งห่วงโซ่ว่า การทำธุรกิจนั้น ๆ มีการละเมิด สิทธิมนุษยชนหรือว่าเรื่องของสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ซึ่งไทยเองก็ต้องปรับตัวเรื่องนี้ ให้ทัน เพราะหากเราอยากจะเพิ่มตลาดใหม่ ๆ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็น OECD OECD ต้องมี มาตรฐานนี้เข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอน เกาหลีใต้ที่เรากำลังเร่งเจรจาเอฟทีเอเพื่อทำการค้าด้วย เกาหลีใต้เป็นประเทศแรกในเอเชียที่กำลังจะมีกฎหมาย HRDD ฉะนั้นแล้วถ้าเราทำการค้า กับเขา แน่นอนก็ต้องตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของเขาในประเทศไทยด้วยเช่นเดียวกัน EU เอง ตอนนี้มีแล้ว คือเรื่องของ CSDDD ที่จะเน้นเรื่องของการตรวจสอบสิทธิมนุษยชน แล้วก็ เรื่องของสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน แล้วที่สำคัญก็ยังมี EUDR อีก ต้องบอกว่า EU เป็นตัวพ่อในวงการที่เน้นในเรื่องของมาตรฐานการค้าโลกในปัจจุบัน ซึ่งเรื่องเหล่านี้เราต้อง เตรียมรับมือไว้ให้สำคัญ ดิฉันชื่นชมรัฐบาลเรื่องหนึ่ง อันนี้ต้องชื่นชมจริง ๆ ท่านประธานคะ ขอเวลาสักเล็กน้อย ดิฉันทราบมาว่าวันนี้เมื่อช่วงเช้าทางกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพก็เพิ่ง จะจัดเวทีรับฟังความเห็นร่างกฎหมายส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งเพิ่งจะ ทำเสร็จก็เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นกฎหมาย HRDD ของประเทศไทย อันนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมาก ๆ ถึงแม้จะเป็นฝ่ายค้าน แต่ว่าก็ยินดีสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้ ก็จะเป็นอีกหนึ่งกฎหมายสำคัญที่จะทำให้เราสามารถเปิดตลาดการค้ากับประเทศใหม่ ๆ ที่มี มาตรฐานการค้าที่สูงมาก ๆ แต่ดิฉันฝากไว้เรื่องหนึ่งท่านประธาน คือเรื่องของ EUDR ที่ดิฉัน พูดแทบจะในทุก ๆ โอกาสที่ไทยเองก็ต้องเซตระบบการตรวจสอบภายในที่ดี ดิฉันขอพูดถึง เรื่องหนึ่งคือ เรื่องยางพาราท่านชุติมาพูดไปแล้ว แต่ขอเสริมนิดหนึ่ง ยางพาราที่ใช้ในการผลิต ยางรถยนต์นอกจากจะได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์แล้ว แต่หากเรายังไม่เตรียมความพร้อม ที่ดีในการรับมือกับ EUDR แล้วก็จะยิ่งได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้เข้าไปอีก ก็ฝากเพราะว่าเรื่องนี้ จะส่งผลกระทบต่อพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs แล้วก็ที่ฝากข้อเสนอมาให้รัฐบาลว่าจะต้องช่วยกันช่วยประชาสัมพันธ์แล้วก็เตรียมความพร้อม

สุดท้ายค่ะท่านประธาน เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ Trend แต่ว่าคือเงื่อนไขใหม่ของตลาด การค้าโลกในปัจจุบันที่ไทยต้องพร้อมรับมือท่ามกลางความเสี่ยงของสงครามภาษีทรัมป์ รัฐบาลไทยต้องวางแผนเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่แค่การเอาตัวรอด เฉพาะหน้า แล้วก็ที่สำคัญเพื่อสร้างการค้าที่ยั่งยืน แรงงานไม่ถูกทอดทิ้ง แล้วก็ที่สำคัญ SMEs ไม่ล่มสลายจากกติกาการค้าใหม่ของโลก ก็เป็นกำลังใจให้นะคะ ขอบคุณค่ะ