เซีย อภิปรายผลกระทบภาษีสหรัฐ เสนอเจรจาคุ้มครองแรงงาน ฝากรัฐบาลปฏิบัติจริงใจ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘

เซีย จำปาทอง อภิปรายผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐต่อเศรษฐกิจไทยและภาคแรงงาน โดยเสนอให้รัฐบาลเจรจาต่อรองอย่างรอบคอบ คุ้มครองสิทธิแรงงาน และเตรียมมาตรการรองรับกรณีการเลิกจ้าง พร้อมฝากความหวังให้รัฐบาลปฏิบัติจริงใจต่อคนทำงานซึ่งเป็นกำลังหลักทางเศรษฐกิจ ไม่ควรทิ้งพี่น้องแรงงานเหมือนวิกฤติที่ผ่านมา

นายเซีย จำปาทอง แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วน เครือข่ายผู้ใช้แรงงาน ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะขอร่วมอภิปรายญัตติด่วนเรื่องการเจรจา กำแพงภาษีประเทศสหรัฐอเมริกาหรือที่เราเรียกกันว่าภาษีทรัมป์ หากสหรัฐอเมริกายังยืนยัน ที่จะขึ้นภาษีในอัตรา ๓๖ เปอร์เซ็นต์ หรือจะเป็นเท่าไรก็ตาม แน่นอนครับจะส่งผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจของไทยเราอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ สำหรับมุมมองของผมที่เคยเป็นนักกิจกรรม ด้านแรงงาน หากพูดถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจเราคงไม่สามารถละเลยที่จะไม่พูดถึง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องแรงงานได้เลย พูดกันแบบง่าย ๆ คือหากรัฐบาลไม่สามารถ เจรจาลดภาษีลงได้ตามที่คาดการณ์ไว้ นั่นหมายความว่าต้นทุนของผู้ประกอบการที่ส่งออกไป ยังประเทศสหรัฐอเมริกาต้องจ่ายแพงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการอย่างแน่นอน เมื่อผู้ประกอบการมีต้นทุนที่สูงขึ้น พวกเขาก็ต้องหาวิธีการลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้กิจการ ของเขาสามารถแข่งขันในตลาดได้ จากประสบการณ์ที่ผมเคยเป็นคนทำงาน การลดต้นทุน การผลิตที่ผู้ประกอบการทำกัน แล้วเลือกใช้กันเป็นอันดับต้น ๆ คือการลดต้นทุนด้านแรงงาน ที่ผ่านมาผู้ประกอบการเขามีวิธีการลดต้นทุนแบบไหนบ้างครับ เริ่มไล่ตั้งแต่การเริ่ม ปรับลด OT การปรับลดสวัสดิการ การประกาศหยุดงานแล้วจ่ายค่าจ้างแค่ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง ณ ขณะนี้ก็เริ่มมีส่งสัญญาณบ้างแล้ว การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างการทำงาน การปรับ โครงสร้างขององค์กร การลดจำนวนคนงานลง มากกว่านั้นก็คือการย้ายฐานการผลิต ไปจนถึงหนักที่สุดก็คือการเลิกจ้างปิดกิจการครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ครับท่านประธาน ถ้าอ้างอิงคำพูดรองประธานสภาองค์การนายจ้าง ผู้ประกอบการการค้าและอุตสาหกรรมไทย เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ท่านให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ภาคส่งออกของไทย เป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศ ห่วงโซ่อุปทานมีขนาดใหญ่และเชื่อมโยงกับ ทุกภาคส่วน ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ตั้งแต่วัตถุดิบในภาคเกษตรไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม การผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งเขาคาดการณ์ว่าจะมีคนทำงานที่ได้รับผลกระทบมากกว่า ๒๐ ล้านคน จากตัวเลขที่ฝั่งสภานายจ้างจะมีคนทำงานได้รับผลกระทบ ๒๐ ล้านคน นี่ยังไม่รวมครอบครัวของแรงงานซึ่งมีลูกหลาน มีพ่อแม่ต้องดูแลอีกจำนวนเท่าไร ร้านอาหาร ตลาดสด ร้านขายเครื่องมือเครื่องใช้ประจำวันที่เขาต้องกินต้องใช้ก็ส่งผลกระทบไปด้วย เช่นกัน ดังนั้นจำนวนคนที่มีความเสี่ยงและได้รับผลกระทบมากกว่า ๒๐ ล้านคนแน่นอนครับ วันนี้เราต้องมาคุยกันว่ารัฐบาลควรทำอย่างไรเพื่อเตรียมความพร้อม เพื่อป้องกันปัญหา ที่จะเกิดขึ้นในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนทำงานทั้งประเทศ ทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว ข้อเสนอของผมคล้าย ๆ กับเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชนอีกหลาย ๆ ท่าน คือในระยะ เร่งด่วนผู้แทนเจรจาตัวแทนรัฐบาลไทยต้องไม่คำนึงถึงเฉพาะแค่ตัวเลขลดลงเพียงอย่างเดียว ถามว่าตัวเลขภาษีลดลงเป็นผลดีไหมครับ ตอบได้เลยครับว่าดี ยิ่งตัวเลขต่ำเท่าไรภาคธุรกิจ จะได้รับผลกระทบน้อยลงยิ่งดีครับ แต่เราอาจจะต้องประเมินด้วยว่ามันคุ้มค่าหรือไม่ กับข้อแลกเปลี่ยนอื่น ๆ ที่เขาต้องการ ผมว่าตัวแทนเจรจาต้องคิดให้รอบคอบ ต่อรอง โดยไม่ทำร้ายตัวเองจนเกินไป เช่น หากต้องแลกกับสิทธิประโยชน์เพื่อการส่งเสริมการลงทุน ต้องคำนึงถึงว่า ควรเป็นภาคธุรกิจที่มีห่วงโซ่โยงใยกับภาคการผลิต ซึ่งจะต้องสร้างงาน ให้ได้มากขึ้นกว่าเดิม และที่สำคัญต้องมีเงื่อนไขกำหนดไว้ว่าสิทธิประโยชน์เพื่อการลงทุน หากพบว่าการกระทำผิดกฎหมายของแรงงานไทยต้องเพิกถอนสิทธิประโยชน์เหล่านั้นทันที ท่านประธานครับ สำหรับกระทรวงแรงงานนอกจากที่ท่านรัฐมนตรีได้ให้ข่าวมาตรการเชิงรุก ในการเร่งพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานแล้ว ซึ่งก็จริง ๆ ไม่รู้ว่าท่านจะทำได้ตามที่แถลงข่าวไว้ หรือไม่ ที่แน่ ๆ คือท่านต้องเตรียมตัวรับมือสถานการณ์การเลิกจ้างในอนาคตที่จะเกิดขึ้น กระทรวงแรงงานต้องมีมาตรการคุ้มครองสิทธิเชิงรุกมากกว่าแค่รอให้คนทำงานมาร้องเรียน เช่นในปัจจุบันนี้ และเรื่องการรักษาระดับการจ้างงาน ท่านรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน อาจเข้าใจผิด ที่ผ่านมาท่านบอกว่าทุก ๆ ปีมีการจ้างงานมากกว่าที่ถูกเลิกจ้างเพราะฉะนั้น ถึงแม้ภาษีทรัมป์จะมีผลกระทบ แต่ก็คิดว่าอัตราการจ้างงานของในประเทศไทยจะเป็นบวก มากกว่า ท่านประธานครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคงไม่ทราบว่า คนตกงานที่ไป สมัครงานใหม่กว่าเขาจะหางานใหม่ได้ช่างยากเย็นครับ และที่หางานได้ส่วนใหญ่ได้ค่าจ้างต่ำ กว่าเดิม เขาต้องไปนับอายุงานใหม่ สวัสดิการลดลง และไม่มีใครหรอกที่อยากจะไป เริ่มต้นใหม่ ๆ ไปหางานไม่บ่อย ๆ นอกจากนี้รัฐบาลควรคำนึงถึงมาตรการการรักษาระดับ การจ้างงาน โดยเฉพาะ SMEs ที่จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน รัฐบาลอาจจะช่วยลดภาษี ให้กับพวกเขา เพื่อรักษาระดับการจ้างงานแบบเดิม ๆ ไว้ไม่ให้ถูกเลิกจ้างจนต้องไปหางาน ใหม่ทำ สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาวกระทรวงแรงงาน รัฐบาลต้องเร่งรับรองอนุสัญญา ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ ๘๗ และฉบับที่ ๙๘ เพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่ม ของคนทำงานให้คนทำงานสามารถจัดตั้งสหภาพแรงงานได้ เพิ่มอำนาจต่อรองให้ลูกจ้าง เพื่อให้คนทำงานกับนายจ้างจับเข่าคุยกันหาช่องทางในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ผ่านพ้น วิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกันให้ได้

สุดท้ายด้วยเวลาที่จำกัด ผมหวังว่ารัฐบาลจะจริงจังจริงใจและให้ความสำคัญ กับคนทำงาน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้และเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างสรรค์เศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจะต้องไม่ทิ้งพี่น้องแรงงานไว้ข้างหลัง เหมือนวิกฤติหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา ขอบคุณครับท่านประธาน