สิทธิพล อภิปรายสรุปญัตติด่วนภาษีไทย-สหรัฐฯ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘

สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล อภิปรายสรุปญัตติด่วนเรื่องการเจรจาภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา โดยเสนอให้รัฐบาลเร่งเปิดเผยข้อมูลและออกมาตรการรับมือผลกระทบด้านเกษตร พลังงาน และสินค้าสวมสิทธิ

นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ทั้งนี้ผู้นำฝ่ายค้านคุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้เสนอญัตติ มอบหมายให้ผม เป็นผู้ทำหน้าที่อภิปรายสรุปญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาการออกมาตรการ และดำเนินนโยบายเพื่อรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข้อตกลงในการเจรจาอัตราภาษี ตอบโต้หรือ Rreciprocal Tariffs ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาเพื่อส่งคณะรัฐมนตรี ดำเนินการต่อไป ก่อนอื่นผมอยากขอบคุณท่านรัฐมนตรีจุลพันธ์ที่กรุณาอยู่กับพวกเราจนถึง ตอนนี้เพื่อรับฟังข้อเสนอจากพวกเราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ อยากจะเรียน ท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาล ผมคิดว่าที่ผ่านมากระบวนการเจรจา มีปัญหาอย่างน้อย ๒-๓ เรื่อง ผมคิดว่าไม่ผิด ถ้าเราจะพูดอย่างตรงไปตรงมา จริง ๆ แล้ว กระบวนการเจรจาที่ผ่านมามันอาจจะล่าช้า มันทำให้ขาดการมีส่วนร่วมเมื่อเทียบกับ ประเทศอื่น แล้วก็ทำให้ภาคธุรกิจเขาขาดความมั่นใจ คำว่าขาดการมีส่วนร่วม อันนี้มี เสียงสะท้อนเยอะมาถึงพวกเราที่อยู่ในสภามายังกรรมาธิการว่า ผู้ประกอบการรายเล็ก รายน้อยหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเขารู้สึกว่าสิทธิของเขาไปไม่ถึงรัฐบาล นอกจากนี้ ผมคิดว่ารัฐบาลขาดการสื่อสาร ไม่สามารถทำให้ประชาชนหรือภาคธุรกิจมั่นใจหรือเห็น ความคืบหน้าได้ อย่างไรก็ตามผมต้องชมท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ในช่วงต้น ของการอภิปรายท่านชี้แจงต่อรัฐบาล ๒-๓ เรื่อง ผมคิดว่า ท่านชี้แจงได้ดีและดีกว่าที่ ผ่าน ๆ มาคือ ๑. ท่านยอมรับว่า แม้เราจะเจรจาได้ช้ากว่าประเทศอื่น แต่ในระดับเทคนิค มีการเจรจาตลอดมา ผมว่านี่เป็นการยอมรับอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงผมชอบวิธีการสื่อสาร ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนะครับ ท่านบอกว่า แม้ว่าจะมีการตกลงกับทาง สหรัฐ ถูกระบุว่าเนื้อหาในการเจรจานี้เป็น Non-Disclosure ก็คือห้ามเปิดเผย แต่ท่าน ก็มีวิธีการในการเล่าสู่กันฟัง เล่าวิธีการ เล่าหลักการ หรือแม้กระทั่งเล่าง่าย ๆ ว่าประเทศอื่น ที่เขาไปเจรจามาผลของการเจรจามีอะไรต้องมาเตรียมรับมืออะไรบ้าง ผมคิดว่าท่วงทำนอง ในการสื่อสารแบบนี้เป็นประโยชน์และทำให้ภาคส่วนต่าง ๆ ที่อยู่ในสังคมไม่ว่าจะเป็น ภาคธุรกิจหรือพวกเราที่อยู่ในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ พอสมควร ไม่ใช่ว่าที่ผ่านมาบอกว่าเปิดเผยไม่ได้อย่างเดียว อันนี้ผมคิดว่าเป็นการปรับท่าที การสื่อสารที่ถูกต้อง ซึ่งผมคิดว่าอยากจะฝากท่านสำหรับในกระบวนการหลังจากนี้ ผมคิดว่า หลังจากนี้ หลังจากเราได้ตัวเลขปรากฏชัดออกมาการสื่อสารยิ่งต้องเน้นเปิดเผยมากขึ้น ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ ตัวอย่างง่าย ๆ ๒ เรื่องที่เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงไป เรื่องแรกผมคิดว่า ถ้าเราเปิดตลาดสินค้าเกษตรจริงมันจะมีผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรแน่นอน ทั้งในเชิง วัตถุดิบ ทั้งในเชิงสินค้าต้นทาง สินค้าแปรรูปอย่างที่ สส. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิพูดไว้ ควรจะมีการทำ Dashboard สินค้าเกษตร เพื่อเป็นการเปิดเผยว่าสินค้าเกษตรมี ความเปลี่ยนแปลงอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์ ใครเป็นผู้รับต้นทุน หรือตัวอย่างที่ สส. ศุภโชติอภิปรายไปเรื่องการนำเข้า LNG ซึ่งมีผลโดยตรงต่อค่าไฟพี่น้องประชาชน มีผลโดยตรงกับประโยชน์ของนายทุนด้านพลังงาน ก็ควรทำอย่างไรเพื่อเป็นการเปิดเผย ข้อมูลให้โปร่งใสตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นผลของการเจรจา ถัดมาสิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากถึงรัฐบาล ก็คือ มาตรการรับมือหลายอย่างไม่จำเป็นต้องรอผลของการเจรจา ท่านก็สามารถออกมา ได้แล้ว แต่ต้องบอกว่าที่ผ่านมาอาจจะยังล่าช้าและไม่เพียงพอ เสียงจากผู้ประกอบการ อันนี้โดยตรงที่ผมได้ยินมาเมื่อวานนี้มีการพูดคุยกัน ผู้ประกอบการ SMEs หลายราย วันนี้ ยอดคำสั่งซื้อหายไปแล้ว เพราะความไม่แน่นอน เพราะลูกค้าเขาที่อยู่ในอเมริกาเขาบอกเลย ว่าเขาไม่รู้ว่าจะสั่งซื้อไป สุดท้ายแล้วของจะไปถึงเขาจะโดนภาษีเท่าไร ผู้ประกอบการเหล่านี้จำนวนมากได้รับผลกระทบไปแล้ว ไม่ต้องรอผลของการเจรจา แต่รัฐบาลยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือเขาอย่างเพียงพอ วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นมันอิหลักอิเหลื่อ ผู้ประกอบการบอกว่าไม่มียอด Order เข้ามาก็ไม่กล้าสั่งซื้อวัตถุดิบ วันนี้สมมุติตัวเลขภาษี กลับมาดีมาก ๆ คืนนี้ต่อให้อยากจะผลิตก็ไม่สามารถผลิตได้ทันที ยังไม่นับผู้ประกอบการ บางส่วนที่อาจจะทยอยปลดคนงานบางส่วนไปแล้ว บางส่วนอาจจะอยู่ไม่ถึงวันนี้เลิกกิจการ ไปแล้ว อันนี้คือความล่าช้าของมาตรการในช่วงที่ผ่านมาของรัฐบาล หรือตัวอย่างการแก้ปัญหา สินค้าสวมสิทธิ ซึ่งก็เป็นสาเหตุสำคัญข้อหนึ่งที่ทางสหรัฐกล่าวหาและขึ้นภาษีเรา ไม่ว่าเราจะ ได้อัตราภาษีเท่าไรปัญหานี้ก็ต้องแก้ไขนะครับ แต่ที่ผ่านมายังไม่เห็นรัฐบาลแก้ปัญหานี้ อย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างที่ สส. ชุติมา คชพันธ์ เมื่อสักครู่พูดถึงเรื่องยางล้อรถยนต์ ก็เป็น ปัญหาที่เรายังเห็นอยู่มากมาย ดังนั้นผมอยากสรุปง่าย ๆ ว่าผลกระทบจากนโยบายภาษีใหม่ ของสหรัฐไม่ว่าในอีกกี่ชั่วโมงข้างหน้าจะเป็นเท่าไร อย่างไรก็ก่อผลกระทบสำคัญใน ๒ มิติ ต่อเศรษฐกิจไทย

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ในมิติแรกคือภาคส่งออก โดยเฉพาะที่ส่งไปสหรัฐที่หากอัตราภาษีของเราสูงกว่าคู่แข่งที่ส่งสินค้าประเภทเดียวกัน ไปยังสหรัฐเราเสี่ยงสูญเสียตลาด แต่ที่มากไปกว่านั้นภายใต้กลไกการค้าในปัจจุบัน ที่เปลี่ยนไปเน้นขึ้นภาษีระหว่างกัน การค้าโลกโดยรวมหดตัวแน่ ๆ และจะกระทบ ภาคส่งออกไทยที่จะส่งออกไปยังตลาดประเทศอื่นด้วย ในขณะที่อีกมุมหนึ่งซึ่งสำคัญ ไม่แพ้กันก็คือผลกระทบในมิติของตลาดในประเทศ ซึ่งผมเห็นว่าอาจจะร้ายแรงกว่า และส่งผลไวกว่ามิติแรกเสียอีก ซึ่งในส่วนนี้มันเกิดจาก ๒ เรื่อง คือ ๑. สินค้าจากสหรัฐที่จะ เข้ามาถล่มในประเทศเรามากขึ้น ขณะที่ในอีกมุมซึ่งมีปัญหาเป็นหัวเชื้ออยู่แล้วคือสินค้า คุณภาพต่ำราคาถูกจากหลายประเทศที่ก็มีปลายทางมายังประเทศเรา ๒ กำลังนี้ ทั้งสินค้า จากสหรัฐที่เรากำลังจะเปิดตลาดและสินค้าจากหลายประเทศ ถ้าพูดให้ชัด ๆ ก็คือสินค้า จากจีนจำนวนมากที่กำลังจะเข้ามากระทบผู้ประกอบการภายในประเทศ อันนี้เราจะเตรียม รับมืออย่างไร ตัวอย่างตารางที่ผมโชว์มาให้ท่านเห็นเราส่งออกไปสหรัฐปีหนึ่งประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ มีผู้ประกอบการเกี่ยวข้องประมาณเกือบ ๓๐,๐๐๐ ราย ในนี้ เป็น SMEs ประมาณ ๒๓,๐๐๐ ราย มีแรงงานเกี่ยวข้องประมาณเกือบ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ผมอยากจะย้ำว่าธุรกิจ SMEs กลุ่มนี้คือ Cream คือยอดของ SMEs ในประเทศเราแล้ว ที่เขามีกำลังในการส่งออกได้ ถ้าเรายังไม่สามารถรักษา SMEs กลุ่มนี้ไว้ได้ ไม่ต้องพูดถึง SMEs กลุ่มอื่น ๆ ที่อยู่ในประเทศ เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากท่านว่า อันนี้เป็นส่วนสำคัญ เป็นตัวชี้วัดจริง ๆ ว่า SMEs อยู่รอดได้หรือเปล่าภายใต้กลไกการค้าหรืออัตราภาษีที่เราไป เจรจามาและถ้าเจาะจง โดยเฉพาะสำหรับสินค้าเกษตรที่ไทยส่งออกไปสหรัฐและเสี่ยง สูญเสียตลาดในสหรัฐ เพราะเราอาจจะโดนภาษีคู่แข่งที่คู่แข่งเขาได้รับภาษีต่ำกว่า ตัวอย่าง ง่าย ๆ ผมยกมาแค่ ๒ รายการ ยางแผ่นรมควันวันนี้เราครองส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐอเมริกา เป็นอันดับ ๑ เกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่อินโดนีเซียเขาอยู่อันดับ ๓ เขาได้ส่วนแบ่ง แค่ประมาณ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ถ้าวันนี้เขาได้ภาษีต่ำกว่าเราเขาก็มีโอกาสที่จะแย่งตลาดนี้ไป หรืออย่างปลายข้าว ซึ่งผมยกตัวอย่างมาให้ดูที่วันนี้เรามีส่วนแบ่งตลาด ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เวียดนามมีแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเขาได้ภาษีต่ำกว่าเราเขาก็มีโอกาสที่จะแย่งตลาดเราไป อันนี้คือในมุมส่งออก ในมุมในประเทศที่ผมบอกว่าน่าจะกระทบรุนแรงกว่าและน่าจะ ส่งผลไวกว่าสำหรับผู้ประกอบการที่พึ่งตลาดในประเทศเป็นหลัก ต้องเรียนอย่างนี้ว่า ตลาดในประเทศเรากำลังจะโดนผลกระทบจากสินค้าจากสหรัฐและสินค้าจากประเทศอื่น ๆ ที่ต้องหนีตายจากสหรัฐมายังประเทศเราด้วย ตัวอย่างสินค้าหลัก ๆ เช่น เสื้อผ้า Furniture เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้ากลุ่มนี้เป็นสินค้าหลัก ๆ ที่แต่เดิมจีนก็ส่งมาหาเราเยอะอยู่แล้ว แล้วผู้ประกอบการที่อยู่ในกลุ่มเหล่านี้ก็ได้รับผลกระทบหนัก เจ็บหนักสู้ไม่ได้อยู่แล้ว ในอนาคตถ้ามามากขึ้นเราจะจัดการอย่างไร จากการประเมินนี่คือข้อมูลจากแบงก์ชาติ มี SMEs ที่เสี่ยงได้รับผลกระทบประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ กิจการ มีแรงงานที่เกี่ยวข้อง ประมาณ ๑๐ ล้านคน หรือถ้าเฉพาะเจาะจงสินค้าเกษตรที่ชัดเจนว่าต้องอยู่ในข้อตกลง การเจรจาแน่ ๆ ยกมาแค่ ๓ ตัว หมู ข้าวโพด แล้วก็มันสำปะหลังและอ้อย ตัวอย่างเนื้อหมู หากเรานำเข้ามาจะกระทบผู้เลี้ยงขั้นต่ำ ๘๐,๐๐๐ ราย แต่ถ้าเชื่อข้อมูลตามที่ สส. ปรีติ เมื่อสักครู่นี้พูดถึงอาจจะมากถึง ๑๔๐,๐๐๐ ราย ถ้านำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กระทบเกษตรกรมากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ราย และถ้าเรานำเข้า เอทานอล ซึ่งปัจจุบันในประเทศเรานี้มีกำลังการผลิตเหลืออยู่แล้วนะครับ เราผลิตได้วันหนึ่ง ประมาณ ๑๐ ล้านลิตร เราใช้แค่ไม่ถึง ๔ ล้านลิตร ถ้าเรานำเข้ามาอีกก็มีความเสี่ยงที่จะ กระทบผู้ปลูกมันสำปะหลังและผู้ปลูกอ้อยประมาณ ๑.๒ ล้านราย เราจะดูแลพวกเขาอย่างไร ผมมีโอกาสเชิญตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรมาพูดคุยที่สภา เขาบอกว่าถ้าเรานำเข้าเนื้อสุกรมา ผู้ประกอบการด้านสุกรหรือผู้เลี้ยงสุกรน่าจะต้องปิดทั้งหมด รัฐบาลเตรียมการรับมืออย่างไร จากที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ผมเลยอยากจะเรียนย้ำผ่านไปยังรัฐบาลว่าการเปลี่ยนแปลงของ นโยบายภาษีสหรัฐอเมริก คือความท้าทายและความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยจริง ๆ เพราะมีผู้ประกอบการและแรงงานเกี่ยวข้องจำนวนมาก เอาเฉพาะ SMEs มากกว่า ๓ ล้านกิจการ แรงงานมากกว่า ๑๔ ล้านคน ถ้าเป็นไปตามที่ สส. เซีย ที่ติดตามเรื่องแรงงาน บอกคือมาตรา ๒๐ ล้านคน ดังนั้นสิ่งที่เรากำลังพูดถึงวันนี้ไม่ใช่อัตราภาษีมากกว่ากัน ๑ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่แค่เรื่องการค้าระหว่างประเทศ แต่มันมากกว่านั้น เพราะมันหมายถึงชีวิตพี่น้องแรงงาน หมายถึงชีวิตเกษตร หมายถึงครอบครัวของคนไทย มากกว่า ๑๐ ล้านครอบครัวที่กำลังขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรากำลังคุยกันที่จะได้รับผลกระทบไปด้วย ท่านประธานครับ อัตราภาษีที่ต่างกันยังส่งผลต่อการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนหรือ FDI ของไทย ในอนาคต เวลาเขามาลงทุนบ้านเราเขาคงไม่หวังขายแค่สินค้าในประเทศเรา เขาหวังส่งออก ไปด้วย ถ้าไทยโดนภาษีสูงกว่าคู่แข่งเวลาเราส่งไปขายสหรัฐอเมริกาแพงกว่าคนอื่นนักลงทุน ก็ย่อมไม่อยากมาตั้งโรงงานในบ้านเรา วันนี้บ้านเราจะได้เท่าไรไม่รู้ แต่เวียดนามเขาได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ได้ไปแล้วที่ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ได้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ต่างชาติเขาก็คิดว่าต่อไปเขาอยากมาลงทุนที่ไทยหรือเปล่า วันนี้มีคน ตั้งคำถามด้วยซ้ำว่าเกาหลี ญี่ปุ่น ที่วันนี้โดนภาษีแค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์จากสหรัฐอเมริกาเขายัง อยากมาลงทุนบ้านเราหรือเปล่า โดยเฉพาะวันนี้ประเทศเราแรงงานราคาถูกอาจจะไม่ได้มี อีกแล้ว กฎระเบียบยุบยิบไปหมด เราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยยังสามารถดึงดูดการลงทุน คุณภาพสูงได้ ผมว่านี่คือโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องคิด สุดท้ายที่ผมอยากฝากก็คือแนวทางการ รับมือ ผมฟังการอภิปรายของเพื่อนผมคิดว่ามีสรุปเรื่องเร่งด่วนได้ ๕ เรื่อง

เรื่องแรกผมคิดว่ารัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการได้แล้วและ ควรทันการณ์ ทันที การช่วยเหลือผู้ประกอบการควรเน้น ๒ เรื่อง คือ ๑. มุ่งรักษาการจ้างงาน ในภาคธุรกิจให้ได้ ขณะเดียวกันต้องช่วย Transform หรือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการ ประกอบธุรกิจให้ได้ มาตรการด้านเงินทุนที่ท่านจะให้เขาที่เราพูดถึง Soft Loan วันนี้ SMEs เขาบอกว่าเขาเข้าไม่ถึง ทำอย่างไรให้มาตรการด้านเงินทุนที่ท่านบอกว่ามี SMEs เข้าถึงได้จริง ท่านต้องเข้าไปช่วยเขาก่อนที่เขาจะวิกฤติ และสุดท้ายผมชอบที่คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เสนอไว้ ผมว่ารัฐบาลควรทำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ทำอย่างไรเราถึงจะสามารถเข้าไปถึง ผู้ประกอบการที่เขาได้รับความเดือดร้อน ไม่ต้องรอผู้ประกอบการเขาเดินเข้ามาหาเรา หรือพูดง่าย ๆ คือไม่ต้องรอเขาถึง ICU ส่งมาแล้ว เราควรเข้าไปถึงเขาก่อนไป Check สุขภาพเขาก่อนว่าเราจะช่วยเหลือเขาได้อย่างไร

ข้อ ๒ รัฐบาลต้องหาตลาดใหม่อย่างมียุทธศาสตร์จริง ๆ วันนี้จากการติดตาม กระทรวงพาณิชย์เราไม่มียุทธศาสตร์การส่งออกรายสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่รับผลกระทบ จากมาตรการภาษีสหรัฐอเมริกนี้ ท่านควรมียุทธศาสตร์ที่บอกได้แล้วว่าสินค้าเหล่านี้เราควร ผ่องถ่ายไปไหน อย่างไร เมื่อไร เราควรทบทวนเอฟทีเอที่เรามีอยู่เพื่อใช้ให้มีประสิทธิภาพ มากที่สุดและ Upgrade เอฟทีเอที่มีอยู่แล้วให้สอดรับกับสถานการณ์ใหม่ ๆ หรืออย่างที่ สส. ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ พูด รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการพูดคุยกับประเทศต่าง ๆ มากขึ้น เพราะหลายประเทศก็ประสบปัญหาตกที่นั่งเดียวกับเรา

ถัดมาเรื่องที่ ๓ รัฐบาลต้องรับมือการเพิ่มขึ้นของสินค้าทะลักจากต่างชาติ จริง ๆ แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลทำแล้ว ช่วงนี้สถานการณ์ดีขึ้นต้องยอมรับคดีขึ้นจริง ๆ แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเศรษฐกิจไทยก็หดตัวด้วย แต่ต้องบอกว่าปัญหานี้ไม่ได้หายไปไหน มันยังจ่อที่จะเข้ามาอยู่ตลอดเวลาและจะเข้ามามากขึ้น นอกจากนี้มาตรการทางการค้าต่าง ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์มี รัฐบาลมี ไม่ว่าจะเป็นมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด Anti-dumping Anti Circumvention CVD Safeguard เราก็ยังใช้น้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ

ข้อ ๔ เรื่องมาตรการป้องกันสินค้าสวมสิทธิ รัฐบาลต้องจริงจังกับปัญหา สินค้าสวมสิทธิหรือปลอมถิ่นกำเนิดครับ เพราะทางสหรัฐอเมริกาเขาใช้เป็นเหตุผลสำคัญว่า เพราะมี Transshipment หรือมีสินค้าสวมสิทธิเขาเลยขึ้นภาษีเรา ในอนาคตมีความเป็นไป ได้สูง ถ้าดูจากข้อตกลงที่เวียดนามทำกับอเมริกาเขาจะคิดภาษีเรา ๒ Rate ๒ Rate หมายความว่าถ้าเป็นสินค้าที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศผลิตที่ประเทศเราจริง ๆ คิดอัตราหนึ่ง สมมุติ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเอาวัตถุดิบมาจากประเทศที่อเมริกาอาจจะไม่ปลื้มนัก ไม่ชอบนัก คิดที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เราก็ต้องเตรียมรับมือว่าเราจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร เราจะทำ อย่างไรให้โปร่งใส ทำอย่างไรให้สามารถอธิบายเขาได้ ขณะเดียวกันก็เป็นธรรมกับ ผู้ประกอบการ ต้องดูแลผู้ประกอบการ อาจจะมีคนไทยจำนวนมากที่นำเข้าวัตถุดิบสินค้า เหล่านั้นมาเราจะจัดการดูแลพวกเขาอย่างไร ดังนั้นนี่เป็นสิ่งที่ต้องรับมือแน่ ๆ แล้วรัฐบาล อาจจะยังไม่ได้ทำมากนัก ผมมีข้อมูลจาก The Economist ฝากผ่านท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีนะครับ เอาเฉพาะเดือนเมษายนและพฤษภาคมของปีนี้ The Economist ประเมินว่ามีสินค้าที่ต้นทางมาจากประเทศจีน แล้วมาอ้อมผ่านไทยเพื่อไปปลายทางสหรัฐ เฉพาะ ๒ เดือนนี้มูลค่าสินค้า ๑.๘ พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้คือยอดที่ ถ้าพูดตามตรงคือ ถ้ารัฐบาลสหรัฐเขาเชื่อยอดนี้ อันนี้ก็คือ ยอดที่เราไม่ได้อะไรเลยนะครับ เราไม่ได้ผลิต เราไม่ได้ส่งออกจริง แต่ผลกรรมตกที่ ผู้ประกอบการไทย เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร เรียนตามตรงผมเชิญกรมการค้าต่างประเทศมา กรมการค้าต่างประเทศ ดูทรงแล้วก็บอกว่าภายใต้กฎหมายเขาอาจดูแลไม่ได้ แต่ต้องเป็น เรื่องของกรมศุลกากรหรือเปล่า ผมคิดว่ารัฐบาลต้องดูเรื่องนี้ให้ชัดว่าเป็นหน้าที่ของใครแล้ว จัดการสิ่งเหล่านี้เพื่อจะได้มีคำอธิบายไปบอกยังคู่ค้าต่าง ๆ รวมถึงผู้ประกอบการได้ หรือตัวอย่างข้อมูลการออก C/O ใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ ปีที่แล้ว กรมการค้าต่างประเทศออกไป ๓๐๐,๐๐๐ ฉบับ มีเจ้าหน้าที่ดูแลเรื่องนี้ ๑๐ คน ท่านคิดว่า เราสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้มากน้อยแค่ไหนครับ นี่ยังไม่นับข้อมูลที่ออกโดย หอการค้าหรือสภาอุตสาหกรรมอีกฝั่งละประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าฉบับ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ อยากฝากทางรัฐบาลให้ไปดำเนินการ

สุดท้ายครับ เราพูดกันเยอะวันนี้เรื่องผลกระทบในภาคเกษตร ผมคิดว่าเรา จำเป็นต้องคิดอย่างจริงจังว่าเราจะปรับโครงสร้างภาคเกษตรอย่างไรจากการเปลี่ยนแปลง นโยบายภาษีทรัมป์ เป็นที่ชัดเจนว่าพี่น้องเกษตรกร คือคนได้รับผลกระทบหลักหรือต้องบอก ว่ามากที่สุด แม้เราจะบอก หรือรัฐบาลบอกว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี่ก็เป็นตัวกระตุ้นให้เรา ต้องแก้ไขปัญหาที่เรามีอยู่แล้ว ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต คำถามคือเราบอกได้ แต่เกษตรกรเขาไม่ได้ง่ายขนาดนั้นในการบอกว่าจะไปปรับ ไปทำอาชีพอื่น ไปปลูกพืชตัวอื่น ไปเลี้ยงสิ่งมีชีวิตอื่นนะครับ คำถามคือรัฐบาลเตรียมตัวสนับสนุนเรื่องนี้มากแค่ไหน ผมอยาก ยกตัวอย่างกองทุนเอฟทีเอ หรือกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรเพื่อเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนะครับ กองทุนนี้ มีมา ๒๐ ปี จุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเกษตรกรให้สามารถปรับตัวได้จากผลกระทบของเอฟทีเอ ท่านทราบไหมครับ ๒๐ ปีที่ผ่านมาเราช่วยเหลือเกษตรกรไปได้กี่โครงการ ๓๔ โครงการ ๒๐ ปี เราช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากเอฟทีเอไปได้ ๓๔ โครงการ มันฟ้องเลย ว่าเราไม่ได้เอาจริงเอาจังหรือให้ความสำคัญกับผลกระทบที่พี่น้องเกษตรกรได้รับจากเอฟทีเอ ดังนั้นผมอยากฝากรัฐบาลอย่างจริงจังครับ เราจะช่วยสนับสนุนเกษตรกรให้ผ่านความ ท้าทายนี้ไปได้อย่างไร สิ่งที่รัฐบาลควรช่วย ผมอยากย้ำนะครับ สอดคล้องกับสิ่งที่คุณณัฐพงษ์ พูดไว้ตอนเปิดญัตติก็คือ เขาไม่ได้ต้องการแค่เรื่องเงิน แต่เราควรช่วยเหลือเขาอย่างเป็น ระบบให้สอดรับกับ Supply Chain ที่ควรเป็นยุทธศาสตร์ประเทศ แล้วควรเป็นโครงการ ระยะยาว ไม่ใช่เป็นโครงการช่วยเหลือระยะสั้น ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้คือ ๕ เรื่องเร่งด่วน ที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการทันทีและทำอย่างจริงจังในระยะกลาง ระยะยาวมีหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการ Reskill แรงงานให้สอดรับกับ Supply Chain หรือยุทธศาสตร์ห่วงโซ่ อุปทานใหม่ที่ไทยควรจะเป็น รวมถึงการมียุทธศาสตร์หรือวางจุดยืนประเทศไทย ทำอย่างไร ให้ในเวทีการเมือง การค้าระหว่างประเทศเราเป็น Rule shepherd ไม่ได้เป็นแต่ Rule Taker นะครับ นี่ก็เป็นโจทย์สำคัญ สุดท้ายผมคิดว่าโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยต้องคิดร่วมกัน ก็คือเราจะวางจุดยืนหรือปรับจุดยืนหรือ Repositioning ประเทศไทย ผู้ประกอบการไทย ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลกแบบใหม่หลังจากนี้อย่างไร ก็เป็นกำลังใจให้รัฐบาล เป็นกำลังใจให้ Team Thailand โดยเฉพาะพี่น้องส่วนราชการต่าง ๆ ที่ทำงานอย่างเข้มแข็งเพื่อให้ได้ ประโยชน์มากที่สุดสำหรับประเทศเรา ขอบคุณท่านประธานครับ