เลาฟั้ง หารือภาษีทรัมป์-ข้าวโพดผิดกฎหมาย-เตือนผลกระทบสินค้าเกษตร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘

เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ขอมีส่วนร่วมอภิปรายญัตติด่วนเรื่องการรับมือกับภาษีทรัมป์ โดยชี้ปัญหาการนำเข้าข้าวโพดผิดกฎหมายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่ทั่วถึง พร้อมเตือนผลกระทบจากนโยบายเจรจาการค้าต่อสินค้าเกษตรอื่น ๆ และหารือเรื่องการควบคุมปริมาณข้าวโพดทั้งการนำเข้าอย่างถูกต้องและผิดกฎหมาย เพื่อป้องกันล้นตลาด

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์นะครับ ขอมีส่วนร่วมอภิปรายญัตติด่วนที่เรียกสั้น ๆ ว่าการรับมือ กับภาษีทรัมป์ในวันนี้ ขอสไลด์ด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ จริง ๆ เมื่อครู่นี้ท่านรัฐมนตรีก็ได้พูดถึงสัดส่วนของข้าวโพดในประเทศไทยไปแล้วนะครับ ซึ่งวันนี้ ผมจะพูดเฉพาะเรื่องข้าวโพด ท่านพูดถูกว่าปริมาณความต้องการข้าวโพดในประเทศไทย ๙ ล้านตัน ในขณะที่เราสามารถผลิตได้ ๕ ล้านตัน แต่ว่าสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีพูดไม่หมด ก็คือ ส่วนที่เหลืออีกประมาณ ๔ ล้านตันนี้อยู่ที่ไหน ๒ ล้านตัน คือสัดส่วนที่นำเข้ามาอย่างถูกต้อง ตามกฎหมาย แล้วคำถามก็คือว่าแล้วอีก ๒ ล้านตัน ที่เหลืออยู่นี้เราไม่มีใช่ไหมครับ คือเรื่องนี้ มันยังมีอย่างอื่นอยู่ที่ไม่ได้ถูกพูดถึง ก็คือเรื่องของการลักลอบนำเข้ามา ซึ่งเรื่องนี้ผมจะพูด ในลำดับต่อไป แล้วก็จะเป็นเรื่องที่เป็นสาระสำคัญมากด้วย สไลด์ต่อไปก็คือเรื่องสถิติ การนำเข้าข้าวโพด อันนี้ผมอยากจะให้ดูแค่สัดส่วนระหว่างการเพาะปลูกในไทยกับการ นำเข้ามา สีน้ำเงินก็คือการเพาะปลูกในไทย ส่วนสีเหลืองก็คือการนำเข้ามา เราจะเห็นว่า ประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นข้าวโพดที่ปลูกในประเทศไทยทั้งหมด เรานำเข้ามาอย่าง ถูกต้องเพียงประมาณสักไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของสัดส่วนที่เราต้องการ อันนี้ก็คือสถิติการ นำเข้าข้าวโพด ซึ่งจะเห็นว่าเรานำเข้าข้าวโพดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ จนถึงปีปัจจุบันนี้ แล้วประเทศที่นำเข้ามาส่วนใหญ่ก็คือเป็นประเทศเมียนมานี่ละครับ การที่ ประเทศไทยเรานำข้าวโพดไปเป็นตัวในการเจรจาต่อรองกับภาษีทรัมป์ ถามว่าผลกระทบ จะเกิดอะไรขึ้น อันนี้ผมจะไม่ลงรายละเอียดนะครับ เพราะหลายคนได้พูดไปแล้ว แต่ผม อยากจะชี้ให้เห็นว่าปริมาณเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เมื่อครู่นี้ท่านรัฐมนตรีก็ได้พูดถึงเรื่อง ของการทำให้เกษตรกรปรับตัวเพื่อที่จะแข่งขันได้ ท่านพูดถูกครับโดยหลักการ แต่ว่า ผมอยากจะให้ท่านประธานดูตัวที่อยู่บนสไลด์นี้นะครับ นี่ก็คือมาตรการที่ท่านรัฐมนตรี ได้เคาะเอาไว้เมื่อปลายปีที่แล้ว และนี่ก็คือมาตรการที่กระทรวงพาณิชย์จะเอามาใช้แก้ไข ปัญหาเรื่องข้าวโพดมีอยู่ ๓ โครงการ ทั้งหมด ๓๒๐ ล้านบาท ๓ โครงการ เป็นโครงการที่ อุดหนุนนายทุน ไม่ได้อุดหนุนตัวเกษตรกร แล้วมีอยู่ ๑ โครงการ ที่เป็นการให้เกษตรกร ได้มีสิทธิในการกู้ เป้าหมาย ๑๐,๐๐๐ ราย แต่เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดมีอยู่อย่างน้อย ๔๒๐,๐๐๐ ราย เพราะฉะนั้นนี่เป็นเพียงแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนเกษตรกร แล้วมีอีก ๑ โครงการ เป็นโครงการจัดอบรม โครงการเหล่านี้ที่ท่านรัฐมนตรีคาดหวังว่าจะไปทำให้เกษตรกร สามารถปรับตัวเพื่อแข่งขันได้ ซึ่งความจริงแล้วมันก็คนละเรื่องกันเลย เกษตรกรที่สามารถ ปรับตัวได้ในประเทศไทยจริง ๆ แล้วมีเพียงแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์ อีก ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นเกษตรกรที่ไม่พร้อมที่จะปรับตัว และส่วนใหญ่ก็คือเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพด ไม่ว่าจะเป็น เงื่อนไขเรื่องพื้นที่ อายุตัวเกษตรกร เรื่องของทุน แล้วก็เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน เพราะฉะนั้นอย่างไรก็แล้วแต่ในกลุ่มนี้จำเป็นที่รัฐจะต้องปกป้องแล้วก็อุ้มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลกระทบทางอ้อมที่ผมคิดว่ารัฐบาลจะต้องคำนึงถึงก็คือว่า เรายังมีกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกพืชผักชนิดอื่น ๆ อยู่ โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์อย่างผม อาชีพ หลัก ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์ก็คือการปลูกพืชผัก แล้วก็ผลไม้ แล้วก็การที่เราเอาข้าวโพดไปเป็น ส่วนหนึ่งในการเจรจาต่อรอง แล้วก็ยังมีอีกหลาย ๆ ประเทศที่ส่งเข้าผักและผลไม้ไปยัง ประเทศสหรัฐอเมริกา ถ้าทั้งไทยแล้วก็ประเทศอื่น ๆ ที่ส่งข้าวโพดเข้าไปสหรัฐอเมริกา ถูกจำกัดในการส่งไปแล้วมีโอกาสสูงมากที่สินค้าเหล่านี้จะเบนมาเข้าไทย ทะลักเข้ามา ในประเทศไทยแทน บวกกับกลุ่มที่ปลูกข้าวโพดหันมาปลูกพืชอย่างอื่นอีก มันก็จะมาเบียด กับเกษตรกรกลุ่มอื่น ๆ อีกสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ตามไป เรื่องนี้จำเป็นที่จะต้องคำนึงถึง แล้วก็หาทางแก้ไขปัญหาด้วย รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการในการมาปกป้อง ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลได้ขอสิทธิปกป้องพิเศษจากดับเบิลยูทีโอมาหลายหลายชนิด อย่างเช่น กระเทียม มันฝรั่ง แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายนะครับว่าในปีนี้ไม่ได้รับสิทธิในการปกป้องแล้วก็เป็นที่ น่าเสียดาย ไปที่ข้อเสนอเลยไว ๆ นะครับ ผมมี ๓ ประการ

อันที่ ๑ ก็คือเรื่องของการบริหารปริมาณข้าวโพดไม่ให้ล้นเกิน ผมขอ ย้อนกลับไปยังตัวเลขที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่นี้ว่าที่เราปลูกได้มีประมาณ ๕ ล้านตัน นำเข้ามา อย่างถูกต้องประมาณ ๒ ล้านตัน อีกประมาณ ๒ ล้านตัน อาจจะถือได้ว่าเป็นช่องว่างของ ปริมาณความต้องการกับที่มีอยู่ที่เป็นส่วนต่าง ในส่วนนี้ต้องควบคุมไม่ให้มีการนำเข้ามาจาก สหรัฐอเมริกาที่มันจะไปล้นเกิน ในขณะเดียวกันที่สำคัญมาก ๆ ก็คือต้องควบคุมในส่วน ที่มีการนำเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย

อันที่ ๒ ก็คือพัฒนามาตรการช่วยเหลือเกษตรกร อันนี้ต้องทำให้งบประมาณ มาตรการต่าง ๆ ตกถึงมือของเกษตรกรจริง ๆ ต้องทำให้ได้จริง ๆ ไม่ได้เหมือนอย่างที่ เมื่อสักครู่นี้ผมได้พูดไปว่ามาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาตกถึงมือนายทุนมากกว่ามือของ เกษตรกร

แล้วสุดท้ายก็คือต้องหาทางเลือกใหม่ให้กับเกษตรกรด้วย ไม่ว่าจะเป็นการหา ตลาดใหม่หรือว่าหาช่องทางให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดหันไปปลูกอย่างอื่น หรือถ้าจำเป็นจริง ๆ ว่าเกษตรกรบางส่วนต้องเลิกปลูกข้าวโพดก็ต้องให้ข้อมูลต้องบอกเขาตรง ๆ ว่าต้องเลิกปลูก ซึ่งการบอกว่าเลิกปลูก อันนี้ไม่ใช่เรื่องที่อาจจะเกินจริง แล้วก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายด้วย บางเรื่อง ถ้าเราแข่งไม่ได้จริง ๆ ศักยภาพเราน้อยกว่าเขาจริง ๆ จำเป็นต้องเลิกมันก็ต้องบอกกันตรง ๆ ขอบคุณมากครับ