ณรงเดช อุฬารกุล ในฐานะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์สอบถามรัฐบาลเกี่ยวกับผลกระทบจากการเจรจาการค้ากับสหรัฐต่อภาคการเกษตร และต้องการทราบมาตรการรองรับที่ชัดเจน โดยชี้ว่าปัญหาโครงสร้างราคาอาหารสัตว์เป็นความล้มเหลวเชิงระบบที่ถูกละเลยมานาน เนื่องจากพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าทำให้ห่วงโซ่การผลิตเปราะบางและไม่เป็นธรรมต่อเกษตรกรรายย่อย ในขณะที่บริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์ยังคงทำกำไรสูงผิดปกติ ทั้งที่สินค้าอยู่ภายใต้การควบคุม จึงเรียกร้องให้ใช้โอกาสในการเจรจาการค้าและงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อปรับโครงสร้างตลาดใหม่ พร้อมเสนอมาตรการ 3 ข้อเพื่อปกป้องราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ การกำหนดช่วงนำเข้าในช่วงเก็บเกี่ยว การจัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคี และจัดทำสัญญาแบ่งปันกำไร นอกจากนี้ยังเสนอแนวทางเชิงโครงสร้างเพิ่มเติม เช่น ระบบข้อมูลกลางแบบ Real-time, กองทุนสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย และการวิจัยนวัตกรรม เพื่อสร้างสมดุลความมั่นคงทางอาหารและความเป็นธรรมทางสังคม
ขอบคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ณรงเดช อุฬารกุล บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ผมในฐานะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ได้ติดตามการเจรจาการค้ากับ สหรัฐอย่างต่อเนื่อง โดยมีคำถามสำคัญอยู่ ๒ ประการ
คำถามแรกคือภาคการเกษตรของเราจะได้รับผลกระทบอย่างไร และมีสินค้า อะไรที่จะได้รับผลกระทบบ้าง
คำถามที่ ๒ คือแล้วรัฐบาลได้มีการเตรียมมาตรการรองรับปัญหาไว้ให้พี่น้อง เกษตรกรแล้วหรือยัง แล้วได้มีการพูดคุยกับเกษตรกรหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบมากน้อย แค่ไหนแล้ว ผมทราบดีครับว่าการเจรจายังไม่สิ้นสุด แต่ว่าอย่างน้อยการเตรียมการรับมือ ปัญหาน่าจะสามารถทำได้ล่วงหน้า วันนี้ผมจึงอยากถามรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ได้ประเมินผลกระทบเสร็จหรือยังและได้มีมาตรการรองรับไว้หรือไม่
ท่านประธานครับ ปัญหาโครงสร้างราคาอาหารสัตว์เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ถูกละเลยมานานหลายปี การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกาจึงไม่ใช่จุดเริ่มต้น ของวิกฤติแต่เป็นตัวเร่งที่ทำให้เราต้องหยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาพูดในวันนี้ ปัญหาเชิงระบบที่อยู่ ในห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ไร่ข้าวโพดจนถึงโต๊ะอาหาร Farm Feed Food ตั้งแต่ต้นน้ำคือ ชาวไร่ข้าวโพด กลางน้ำคือโรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์ จนถึงปลายน้ำคือฟาร์มเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ซึ่งห่วงโซ่นี้ทั้งเปราะบางและไม่เป็นธรรม ความเปราะบางนี้เกิดจากการที่เราต้องพึ่งพา วัตถุดิบอาหารสัตว์นำเข้าปริมาณมาก นั่นหมายความว่าห่วงโซ่นี้มีความเสี่ยงสูงต่อปัจจัย แทรกซ้อนทั้งภายในและภายนอก เกษตรกรรายย่อยที่อยู่ต้นน้ำไม่มีหลักประกันเลยว่า จะขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม เพราะเมื่อใดก็ตามที่ผลผลิตล้นตลาดหรือนำเข้ามามาก ราคาข้าวโพดก็พร้อมที่จะดิ่งลงทันที ส่งผลให้พวกเขาต้องแบกรับความเสี่ยงไว้อย่างเต็มที่ การพึ่งพาการนำเข้าทำให้ทั้งระบบเปราะบางต่อความผันผวนของตลาดโลกและแรงกดดัน จากนโยบายการค้าต่างประเทศ เช่น การเจรจากับสหรัฐในครั้งนี้ ความไม่เป็นธรรมเกิดจาก ผู้ผลิตอาหารสัตว์และบรรษัทเกษตรรายใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองสูง กำหนดได้ทั้งราคาซื้อและ ราคาขาย ส่วนเกษตรกรรายย่อยแทบไม่มีอำนาจในการต่อรองเลย และได้รับส่วนแบ่งกำไร เพียงน้อยนิด เมื่อข้าวโพดราคาตกต่ำคนรับเคราะห์เต็ม ๆ ก็คือเกษตรกรรายย่อยไม่ว่าจะมี ทุนหรือไม่มีก็ตาม เพราะรายได้จะลดฮวบลงทันที ขณะที่รายได้ของพ่อค้าคนกลางและ Silo แทบไม่เปลี่ยนแปลง เพราะกลุ่มหลังยังคงรักษาส่วนต่างราคาซื้อขายไว้ได้ดังเดิม เท่ากับว่า ความเสี่ยงด้านราคาถูกผลักไปให้ผู้เล่นตัวเล็กที่สุดในห่วงโซ่เป็นผู้แบก ส่วนคนกลางน้ำยังมี กำไรแน่นอน ตอนที่ข้าวโพดตกต่ำจนชาวไร่เดือดร้อน ราคาอาหารสัตว์กลับไม่ได้ลดลงตาม บริษัทเจ้าสัวรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้ว่า มีกำไรสุทธิ ๘,๕๔๙ ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง ๖๔๒ เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะว่า ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ลดลง สิ่งนี้สะท้อนให้เราเห็นว่า ในขณะที่ชาวไร่อ้อยต้องขาย ข้าวโพดในราคาถูก ทุนใหญ่กลับยังทำกำไรได้สูงขึ้น เป็นไปได้อย่างไร ทั้งที่ข้าวโพดอาหาร สัตว์ เนื้อสุกร ต่างเป็นสินค้าควบคุมตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ แต่เราไม่สามารถ แบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมได้ รายได้ของบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์ที่มากขึ้นที่ท่าน รองนายกรัฐมนตรียกขึ้นมาตอบเมื่อสักครู่นี้จะมีประโยชน์อะไร ถ้ากำไรส่วนนั้นไปไม่ถึง มือเกษตรกร เราจะปล่อยให้ปัญหานี้ยืดเยื้อไปอีกนานแค่ไหน เราต้องใช้โอกาสจากการเจรจา การค้าในครั้งนี้ในการสร้างเงื่อนไขที่เป็นธรรม ใช้โอกาสจากงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ ๑๕๗,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงในการพัฒนาโครงสร้างภาคการเกษตร ใช้โอกาสนี้ปรับโครงสร้างตลาดที่บิดเบี้ยวกลับมาเป็นธรรม ผมมีข้อเสนอ ๓ ข้อ
๑. กำหนดช่วงการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงเก็บเกี่ยว เพื่อปกป้องราคา ให้พี่น้องเกษตรกร
๒. ตั้งคณะกรรมการไตรภาคีระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการและรัฐ เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการเจรจาเรื่องราคา
๓. จัดทำสัญญามาตรฐานกลางที่เป็นธรรม พร้อมระบบแบ่งปันกำไรกลับสู่ เกษตรกรโดยคำนวณผลตอบแทนรวมตั้งแต่ฟาร์มข้าวโพด โรงงานอาหารสัตว์ และผู้เลี้ยง ปศุสัตว์
นอกจากข้อเสนอเฉพาะหน้า ๓ ข้อนี้ เรายังควรพิจารณามาตรการ เชิงโครงสร้างอื่น ๆ คู่ไปด้วย เช่น การสร้างกลไกแบ่งปันผลประโยชน์ตลอดห่วงโซ่อย่างเป็น ธรรม กรณีที่สินค้าปลายน้ำมีราคาสูงขึ้นก็ควรแบ่งปันกำไรส่วนหนึ่งกลับไปช่วยผู้ผลิตที่ ต้นน้ำ นอกจากนี้ควรพัฒนา Dashboard ข้อมูลกลางแบบ Real-time เพื่อให้ข้อมูลปริมาณ การผลิต ราคา สต็อก และความต้องการใช้ถูกเปิดเผยอย่างโปร่งใสและเข้าถึงได้โดยทุกฝ่าย สุดท้ายควรจัดตั้งกองทุน Farm Feed Food Value Fund โดยเก็บส่วนต่างจากราคา ข้าวโพดนำเข้า กับราคาข้าวโพดที่ผลิตในประเทศเพื่อนำมาสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย ในด้านต่าง ๆ เช่น ให้กู้ยืมดอกเบี้ยต่ำเพื่อปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อลดต้นทุนและรักษา สิ่งแวดล้อม อุดหนุนระบบตรวจสอบย้อนกลับและเทคโนโลยีข้อมูล ชดเชยความเสียหาย ให้เกษตรกรรายย่อยเมื่อเกิดวิกฤติราคาหรือโรคระบาด และสนับสนุนงานวิจัยนวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ผู้เล่นรายเล็กในห่วงโซ่อาหาร จากปัญหาการเจรจาการค้าในครั้งนี้ เราจำเป็นต้องสร้างสมดุลใหม่ที่เป็นธรรมยิ่งขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างทุนใหญ่และ เกษตรกรรายย่อย ทั้งในมิติความมั่นคงทางอาหารและความเป็นธรรมทางสังคม และต้อง ไม่ปล่อยให้เกษตรกรถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเจรจาทางการค้าเพื่อต่อยอดผลกำไรของใคร อีกต่อไป ขอบคุณครับ