ศุภโชติ ชี้ LNG จากสหรัฐอาจทำค่าไฟพุ่ง ขัด Net Zero

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘

ศุภโชติ ไชยสัจ อภิปรายญัตติด่วนเรื่องการเจรจาภาษีสหรัฐกับไทย โดยชี้ว่ารัฐบาลอาจใช้การนำเข้า LNG จากสหรัฐเพื่อแลกกับการลดกำแพงภาษี ซึ่งจะทำให้ค่าไฟประชาชนสูงขึ้น จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงความคุ้มค่าและตอบคำถาม ๓ ประเด็นสำคัญ ศุภโชติ ไชยสัจ ชี้ว่าการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ระยะยาวอาจขัดแย้งกับเป้าหมาย Net Zero ปี 2065 และนโยบายเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ศุภโชติ ไชยสัจ หารือประเด็นราคาและผลกระทบจากการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐ โดยตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของข้อมูลต้นทุน ค่าขนส่ง และภาษี ที่อาจทำให้ค่าไฟประชาชนสูงขึ้น พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อตกลงอย่างชัดเจน ประเมินผลกระทบต่อประชาชนจริง ๆ และชี้ให้เห็นความเสี่ยงที่ผลประโยชน์จะตกอยู่กับกลุ่มทุนผูกขาดแทนที่จะเป็นประชาชน ศุภโชติ ไชยสัจ ยืนยัน

นายศุภโชติ ไชยสัจ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม ศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้ผมขอ มีส่วนร่วมในการอภิปรายญัตติด่วน เรื่อง การเจรจากำแพงภาษีสหรัฐมเมริกาในประเด็น เกี่ยวข้องกับอนาคตพลังงานของประเทศไทย แล้วก็อาจจะเป็นภาระค่าไฟของพี่น้อง ประชาชนทุกคนในประเทศ จากรายงานระบุชัดเจนว่าประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะถูกเรียก เก็บภาษีนำเข้าสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกาสูงถึง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ หากไม่สามารถตกลงเงื่อนไข กับทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ตามรายงานที่ปรากฏมารวมไปถึง หน้าข่าว รวมไปถึงถ้อยแถลงของทางรัฐบาลเองมีประเด็นหนึ่งที่ผมสนใจ และเรียกร้องให้ ทางรัฐบาลออกมาชี้แจง และคลายความกังวลให้กับพี่น้องประชาชน คือในที่นี้การที่รัฐบาล มีแนวโน้มที่จะใช้ข้อเสนอการนำเข้าก๊าซธรรมชาติแบบเหลว หรือ LNGจากสหกรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนกับการผ่อนคลายหรือหลีกเลี่ยงมาตรการทางภาษีตอบโต้จากทาง สหรัฐอเมริกา ซึ่งจากที่ผมมีการติดตามเรื่องนี้ในชั้นอนุกรรมาธิการเรามีการศึกษาเพิ่มเติม เรื่องผลกระทบจากกำแพงภาษีเช่นกัน ผู้แทนจากกระทรวงพลังงานก็ได้ยืนยันว่า ๑ ใน ข้อเสนอแนะที่ทางรัฐบาลได้เสนอเพื่อเจรจาในการต่อรองเรื่องภาษีนั้นคือการเพิ่มการ นำเข้า LNG จากประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วก็มีการเพิ่มปริมาณในการนำเข้าทุก ๆ ปี ในอนาคต ไล่ไปตั้งแต่ปีหน้า ๒๐๒๖ จะมีการนำเข้า ๑.๔ ล้านตัน ปี ๒๐๒๘ ๒.๙๖ ล้านตัน ปี ๒๐๓๐ ขยับขึ้นไปเป็น ๓.๖๕ ล้านตัน และปี ๒๐๓๒ เป็น ๕.๗๑ ล้านตัน ซึ่งตัวเลขนี้ก็ต้อง บอกกับท่านประธานว่ายังเป็นตัวเลขที่ไม่แน่นอนว่าใช่ตัวเลขสุดท้ายหรือเปล่า ซึ่งตัวเลข ที่กระโดดเพิ่มขึ้นในปี ๒๐๓๒ เนื่องจากปริมาณ LNG บางส่วนถูกคาดว่าจะมาจาก แหล่งก๊าซธรรมชาติแหล่งใหม่ในประเทศสหรัฐที่ทางประเทศเขามีแผนพัฒนา ก็คือ Alaska LNG เป็นโครงการที่ยังถูกตั้งคำถามว่าต้นทุนของก๊าซธรรมชาติจากแหล่งนี้จะอยู่ที่เท่าไร ทำไมผมถึงตั้งคำถามในประเด็นนี้ ก็เพราะว่าก๊าซธรรมชาติที่นำเข้ามานั้นเป็นเชื้อเพลิงหลัก ในการผลิตกระแสไฟฟ้ามากที่สุดของประเทศ และก๊าซธรรมชาติในรูปแบบของเหลวหรือ LNG ก็เป็นรูปแบบที่แพงที่สุดเช่นกัน ถ้าเปรียบเทียบกับก๊าซธรรมชาติที่เราผลิตได้เอง ในอ่าวไทย ถ้าเราไปเอาของแพงมาผลิตไฟฟ้า แน่นอนว่าค่าไฟมันก็ย่อมเพิ่มสูงขึ้นแน่นอน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมกังวลและอยากจะชวนทุกคนตั้งคำถามก็คือความคุ้มค่าของ Deal นี้ ในเรื่องของความคุ้มค่าผมเข้าใจว่าเรามองกันได้หลายมุม แต่ผมก็อยากจะมี ๓ คำถามใหญ่ ที่อยากจะฝากท่านประธานให้รัฐบาลนั้นช่วยชี้แจง

ประเด็นแรก เรากำลังพูดถึงการนำเข้า LNG ในปริมาณมาก แล้วก็ระยะยาว หมายความว่าสิ่งที่เรากำลังล็อกไว้ไม่ใช่แค่ตัวเลขการค้าระหว่างประเทศอย่างเดียว แต่คือ การผูกอนาคตด้านพลังงานของประเทศไทยไว้กับเชื้อเพลิงประเภท Fossil ไปอีกนาน ใช่หรือไม่ครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันที่รัฐบาลจะต้องเอาออกมาตอบด้วยเช่นกันก็คือ การ Commit ปริมาณการนำเข้าก๊าซธรรมชาติแบบนี้จะขัดแย้งกับนโยบายการเปลี่ยนผ่าน ไปสู่พลังงานสะอาดที่เรากำลังพูดอยู่ทุกวันนี้หรือไม่ ประเทศไทยเรามีเป้าหมาย Net Zero ชัดเจนว่าเราจะทำให้ได้ภายในปี 2065 รัฐบาลเองก็มีการพูดถึงพลังงานแสงอาทิตย์ เรื่องพลังงานลม รวมไปถึงเรื่อง Green Hydrogen แต่กลับมา Guarantee ว่าจะมีการ นำเข้าLNG ระยะยาวจากสหรัฐอเมริกา นี่อาจเป็นการสร้างอุปสรรคเชิงโครงสร้างในการ เปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดได้ยากขึ้น ใช่หรือไม่ครับ

และอีกประเด็นที่สำคัญ ในเรื่องนี้ก็คือราคาที่เราจะต้องจ่ายอยู่ที่เท่าไร และจะส่งผลกระทบต่อประชาชนต่อค่าไฟของพี่น้องประชาชนอย่างไรครับ ตอนนี้คำถาม ที่สำคัญที่สุด คือเรายังไม่มีความชัดเจนว่าข้อมูลในเรื่องของราคา LNG ที่เราจะนำเข้า เป็นเท่าไร บางแหล่งก็ระบุว่า LNG สหรัฐจะมีราคาที่ถูกกว่าในอ่าวไทย แต่เราก็ยังต้องบวก ค่าขนส่ง ค่าแปรสภาพ ค่าภาษี ค่าผ่านท่อ แล้วก็ค่าอื่น ๆ ที่มันแฝงจากการนำเข้า อีกมากมาย ซึ่งถ้าหากไม่คำนวณให้ครบถ้วนนะครับ แล้วก็ไม่มีการเปิดข้อมูลอย่างโปร่งใสนี่เราอาจจะได้ ก๊าซที่มีราคาถูกครับ แต่ได้ค่าไฟแพงขึ้น เพราะฉะนั้นคำถามที่ท่านจะต้องตอบประชาชน ให้ชัดเจน รวมไปถึงตอบกับตัวรัฐบาลเองคือ คุ้มหรือไม่ครับที่รัฐบาลจะนำค่าไฟของ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศไปแลกกับการผ่อนคลายภาษีศุลกากรของสินค้าบางรายการ และคำถามสุดท้ายครับที่ผมอยากจะฝากไว้ให้รัฐบาลก็คือ จากทุกอย่างจากข่าวที่ออกมา เกี่ยวกับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติครับ ท่านต้องตอบให้ได้จริง ๆ ว่าคนที่ได้ประโยชน์ในเรื่องนี้ คือใคร เป็นไปได้หรือไม่ครับว่าคนที่ได้ประโยชน์จริง ๆ ไม่ใช่ประชาชน แต่เป็นบริษัทนำเข้า LNG ที่มีเพียงไม่กี่รายในประเทศไทย หรืออาจจะเป็นกลุ่มทุนผูกขาดในกระบวนการจัดหา และขนส่งก๊าซธรรมชาติจากประเทศต้นทางมาสู่ประเทศไทยเราก็ได้ครับ ขณะเดียวกัน ประชาชนกลับกลายเป็นผู้ที่ต้องแบกรับต้นทุนภาระค่าไฟที่มันเพิ่มขึ้นตรงนี้ เพราะฉะนั้น ท่านประธานวันนี้ผมขอเรียกร้องรัฐบาลอยู่ ๕ ข้อครับ

ข้อแรกคือให้เปิดเผยรายละเอียดของข้อตกลงและเงื่อนไขในการนำเข้า LNG จากสหรัฐอย่างโปร่งใสครับ

ข้อที่ ๒ ประเมินผลกระทบต่อค่าไฟของพี่น้องประชาชนโดยใช้ข้อมูลจริงไหม ไม่เลือกข้อมูลเฉพาะด้านที่เป็นประโยชน์เท่านั้นที่นำมาเปิดเผย

ข้อที่ ๓ แสดงอย่างชัดเจนว่าแผนนี้มีความสอดคล้องหรือขัดแย้งกับนโยบาย พลังงานสะอาดของประเทศ และ

ข้อที่ ๔ ยืนยันว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่ง ในภาคพลังงาน และที่สำคัญที่สุดครับย้ำอีกทีหนึ่งคือ ตอบให้ได้อย่างชัดเจนว่าคุ้มค่าหรือไม่ กับการเอาค่าไฟของพี่น้องประชาชนไปแลกผลประโยชน์ทางการค้าระหว่างประเทศในครั้งนี้ ขอบคุณครับ