ฐิติมา ฉายแสง หารือเรื่องผลกระทบจากมาตรการภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐฯ ที่อาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของภาษีข้าวไทย และผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย นอกจากนี้ เธอยังพูดถึงผลกระทบของการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลให้ผู้เลี้ยงหมูไทยเสียหาย และผู้บริโภคเสี่ยงต่อสารเร่งเนื้อแดง
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สส. ฉะเชิงเทรา เขต ๑ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันขออภิปรายด้วยความ ห่วงใยถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการภาษีต่างตอบแทน Reciprocal Tariffs ที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกากำลังจะใช้กับประเทศไทย อัตราเท่าไร เราไม่ทราบตอนนี้ แต่ล่าสุด มีข่าวว่าไทยอาจจะถูกตั้งภาษี ๒๐ เปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกับเวียดนามก็ได้ หลายคนก็อาจจะ รู้สึกโล่งใจหรือว่าเฮนะคะ ที่ไม่ถูก ๒๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าดิฉันขอเรียน ตรง ๆ เลยว่าไทยแพ้ตั้งแต่ต้นทางเลย แม้ว่าภาษีจะเท่ากับเวียดนามก็ตาม เพราะว่าเวียดนามนั้นมีข้อตกลงทวิภาคีหรือว่า BTA คือ Bilateral Trade Agreement กับสหรัฐ อันนี้มันทำให้เวียดนามนั้นมีสิทธิพิเศษทางการค้ากับการลงทุน แต่ไทยนั้นไม่มีเลย ท่านประธานทำไมดิฉันพูดว่าอย่าเพิ่งเฮ เพราะไทยแพ้ตั้งแต่ต้นทาง ยกตัวอย่างเวียดนาม มีผลผลิตข้าวเฉลี่ย ๘๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ แต่ไทยเฉลี่ยแค่ ๔๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ใช้ที่ดินเท่ากัน แต่เวียดนามผลิตได้มากกว่าเท่าตัวต้นทุนเขาจึงถูกกว่า ลองดูราคาข้าวใน Supermarket ในสหรัฐอเมริกา ข่าวสารหนักถุงละ ๕ ปอนด์ เหมือนกัน ข้าวเวียดนาม ๕ เหรียญ ข้าวไทย ๘ เหรียญ ถ้าโดนภาษีนำเข้า ๒๐ เปอร์เซ็นต์เหมือนกันเวียดนามขึ้นไป ๖ เหรียญ ไทย ๙ เหรียญ ๖๐ เซ็นต์ ถ้าเป็นท่านประธานถามว่าท่านจะซื้อข้าวจากประเทศไหน ใช่ไหมคะ ถ้าไทยโดน ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ข้าวไทยจะกระโดดไปที่ ๑๐ เหรียญ ๘๘ เซ็นต์ เลยทีเดียวต่อถุง แพ้เวียดนามเกือบ ๕ เหรียญเลย อันนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวล แล้วสิ่งที่น่ากังวล ไปยิ่งกว่าก็คือว่าเวียดนามนั้นยังเร่งพัฒนาข้าวเฉพาะกลุ่มของเขา เช่น ข้าวเพื่อสุขภาพเอย ข้าวสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ข้าวที่ปลูกในนากุ้ง ซึ่งอาจจะเป็นจุดขายเรื่องคุณค่าทางอาหาร หรือสิ่งแวดล้อม ถ้าเขาทำสำเร็จไทยจะยืนอยู่ตรงไหนในตลาดโลก และเมื่อข้าวซึ่งเป็นสินค้า เกษตรที่สำคัญของไทยและมีความเกี่ยวข้องกับชาวนาหลายล้านครอบครัว ถ้าตลาดข้าวไทย เสียหายมันก็ย่อมส่งผลกระทบไปยังเศรษฐกิจแล้วก็สังคมของประเทศไทยโดยรวมด้วย ดิฉันจึงห่วงใยมาก แล้วก็ที่ดิฉันกังวลเป็นพิเศษอีกประการหนึ่งก็คือ เนื้อหมูจากสหรัฐค่ะ วันนี้สหรัฐใช้สารเร่งเนื้อแดงซึ่งผิดกฎหมายของไทย แต่เขาอาจจะอ้างว่า FDA ของสหรัฐ รับรองว่าปลอดภัย แล้วก็ใช้ความเป็นมหาอำนาจกดดันไทยว่าจะห้ามให้เขานำเข้าหมู ได้อย่างไร ในเมื่อหมูของเขาปลอดภัยเขาอาจจะพูดแบบนี้ก็ได้ แล้วก็เขานำเข้ามาก็ ๐ เปอร์เซ็นต์ พอ ๐ เปอร์เซ็นต์ ถามว่ารัฐบาลไทยจะต้านทานแรงกดดันนี้ไหวไหม ปัจจุบัน การเลี้ยงหมูประเทศไทยต้นทุน ๘๐ บาทต่อกิโลกรัม อเมริกา ๔๐ บาทต่อกิโลกรัมเอง ถ้าเปิดให้นำเข้าหมูจากอเมริกาเข้ามาหมูราคาถูกทะลักเข้าไทย ผู้เลี้ยงหมูทั้งรายย่อย รายใหญ่ล้มตายแน่นอน คนกลางในห่วงโซ่ ไม่ว่าจะผู้ค้าเขียงหมูหรือว่าผู้ขนส่งเป็นต้น จะเสียหายหมดเลย และที่สำคัญผู้บริโภคของไทยก็จะเสี่ยงต่อสารเร่งเนื้อแดง แล้วใคร จะเป็นผู้รับผิดชอบต่อชีวิตที่ล้มลงแบบนี้ ดิฉันจึงขอแสดงความห่วงใยอย่างจริงจังว่า ไทยเรามีแผนรับมือต่อผลกระทบที่จะมีกับเกษตรกรอย่างไร จะปล่อยให้ราคาข้าวก็ดี ปริมาณผลผลิตต่อไร่ก็ดี หรือคุณภาพชีวิตของชาวนาจะตกต่ำไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ หรือจะ ปล่อยให้ธุรกิจฟาร์มหมูที่เป็นโปรตีนหลักของประเทศล้มหายตายจากกันไปอย่างนั้นหรือ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตร กระทรวงพาณิชย์ ต้องร่วมมือกันปกป้องเกษตรกรไทย และสินค้าไทยให้มีที่ยืน โดยต้องระดมสรรพกำลังทุกกรม ทุกกองจริง ๆ ช่วยกันวิเคราะห์ว่า ทุกปัจจัยการผลิตมันมีสิ่งใดที่จะสามารถลดต้นทุนการผลิต เช่น ต้องวิจัยให้ได้เมล็ดพันธุ์พืช ที่มีคุณภาพ เพิ่มปริมาณผลผลิตต่อไร่ให้ได้ แล้วก็จำหน่ายให้พี่น้องเกษตรกรในราคาถูก ท่านประธานมีอย่างที่ไหนราคาเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดราคาสูงถึง ๒๐๐ บาทต่อกิโลกรัม ลดลงมา เถอะให้เหลือ ๕๐ บาทต่อกิโลกรัมก็พอแล้ว ราคาปุ๋ยแพงขึ้น ๆ ทุกวัน ลดลงมากว่านี้ได้ไหม แนะนำให้ใช้ปุ๋ยให้ถูกต้องกับพืชได้ไหม แล้วก็ราคาพลังงานเพื่อการเกษตร ไฟฟ้าลดลงมา ได้ไหมช่วยเขาเลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลาจะตายกันหมดอยู่แล้ว ให้ความช่วยเหลือเรื่องสินเชื่อ เพื่อการเกษตรให้มากขึ้นอีกหน่อยได้ไหม ทั้งหมดนี้มันเป็นองค์ความรู้ที่คงต้องมาศึกษา กันใหม่หมดแล้วล่ะค่ะสำหรับประเทศไทย ทั้งเรื่องการเกษตร เรื่องหลาย ๆ อย่างนะคะ อย่างไรก็ตามทั้งหมดทั้งปวงที่ดิฉันพูดเป็นเรื่องของความห่วงใยในสถานการณ์นี้จริง ๆ แล้วก็ หวังว่าทางรัฐบาล ทางกระทรวงต่าง ๆ จะต้องรีบเร่งดำเนินการช่วยเหลือให้ได้มาเป็น กำลังใจให้ท่านรัฐมนตรีด้วยให้สู้เรื่องครั้งนี้ให้ได้ ขอบพระคุณค่ะ