ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ หารือประเด็นกำแพงภาษีที่อาจกระทบอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ในพระนครศรีอยุธยา เสนอให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการพยุงผู้ประกอบการและรักษาการจ้างงาน โดยชี้ให้เห็นความเสี่ยงหากอัตราภาษีสูงเกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ และเสนอแนวทางแก้ไขทั้งภาคอุตสาหกรรมและการเกษตร ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ เสนอมาตรการ 5 ประการเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรม ได้แก่ การเจรจาตลาดใหม่ในประเทศตะวันออกกลาง, การลดต้นทุนและภาษีนิติบุคคลผ่านมาตรการลดหย่อนสำหรับเทคโนโลยีและการจ้างงานคงที่, การเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับโรงงานและ SMEs, การอำนวยความสะดวกด้านใบอนุญาตโดยลดขั้นตอนและกำหนดระยะเวลาชัดเจน, และมาตรการป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพเพื่อการแข่งขันที่เป็นธรรม
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคประชาชน จากพี่น้องชาวเมืองอยุธยาและบางบาลครับ ท่านประธานครับ ผมขอภาวนาว่าคืนนี้ หรือวันพรุ่งนี้ไทยเราจะได้รับข่าวดีที่มากขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอน ของประเทศในตอนนี้ แต่เหตุผลที่ผมจำเป็นต้องขอภาวนา ไม่เพียงเพราะว่าให้ตัวเลข กำแพงภาษีที่เราจะเจรจากันมันเป็นอย่างไรนี่ อย่างไรรัฐบาลก็ต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง อยู่แล้ว แต่เพื่อให้มั่นใจครับว่าการจ้างงานจะต้องไม่ลดน้อยถอยลงตามไปด้วย ผมจึงขอ หยิบยกเอาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาบ้านผมและท่าน สส. ชริน วงศ์พันธ์เที่ยง มาเป็น ตัวอย่างให้เห็นอย่างชัดเจนนะครับ พระนครศรีอยุธยาเรามีสัดส่วนของเศรษฐกิจ ในภาคอุตสาหกรรมที่กว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ โดยสินค้าหลักคือชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสินค้าหลัก ๒ สินค้าที่โดนกำแพงภาษีแบบเต็มขั้นอย่างแน่นอน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงแน่นอนกับทั้งผู้ประกอบการโรงงานและชีวิตของพ่อแม่พี่น้อง ผู้ใช้แรงงาน อีกทั้งยังเป็นสินค้า ๒ สินค้าที่ถือเป็นกำลังหลักในภาคอุตสาหกรรม ทั้งในพระนครศรีอยุธยาและทั่วประเทศไทย โดยอย่างในพระนครศรีอยุธยาครับ มีโอกาสที่ เราจะเจอสภาวะที่แตกต่างกันตามกำแพงภาษีที่ออกมา ๒ แบบ สภาวะแรก หากกำแพง ภาษีคือ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน สภาวะนี้ผมขอเรียกว่า เป็นสภาวะความเจ็บ แต่ยังคงหายใจอยู่ ตัวเลข ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์นี้เป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับ เพื่อนบ้านของเราอย่างมาเลเซียและอินเดีย แต่คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดคือเวียดนาม ซึ่งเขาได้ ภาษีไปแล้วที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แถมเวียดนามในขณะนี้ยังคงเป็นที่หมายปองของบริษัท ขนาดใหญ่ที่หวังจะเข้าไปลงทุน ความเจ็บนี้ผมได้มีโอกาสต่อสายถึงผู้ประกอบการโรงงาน ในพระนครศรีอยุธยา ข้อความของเขาบอกกับผมว่าด้วยภาษีกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์นี้ ไม่เพียงแต่อาจจะทำให้เราแข่งขันได้ ยากขึ้น แต่การลงทุนจะทำให้มีการชะลอตัวด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ ข้อความนี้บ่งบอกว่าอาจจะต้องมีการลดต้นทุนและอาจจะเกิดการตัดราคากัน จากประเทศเพื่อนบ้านด้วยนะครับ นั่นจะส่งผลไปถึงพี่น้องแรงงานในพระนครศรีอยุธยาและ ทั่วประเทศไทยอย่างแน่นอน แต่ที่น่ากังวลที่สุดนั่นก็คือสินค้าจักรยานยนต์และ Big Bike ซึ่งเป็นสินค้าที่เราส่งออกไปยังสหรัฐเป็นจำนวนมากและมีฐานการผลิตเป็นโรงงานใน พระนครศรีอยุธยาเสียเป็นส่วนใหญ่ หากเป็นอัตราที่ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ รัฐบาลจำเป็น ที่จะต้องออกมาตรการเพื่อสนับสนุนและพยุงผู้ประกอบการในประเทศโดยด่วนพร้อมกับการ เยียวยาอย่างจริงจัง เพื่อที่จะเป็นการซื้อเวลาให้นานที่สุดและบรรเทาความเจ็บให้พอหายใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ในสภาวะ ที่ ๒ หากกำแพงภาษีของเราคือ ๑๙ เปอร์เซ็นต์หรือต่ำกว่านั้น คงเป็นสภาวะที่เรียกว่า ฝากเอาไว้ในกายเธอ ตัวเลขภาษี ๑๙ เปอร์เซ็นต์หรือต่ำกว่านั้น ข้อความของผู้ประกอบการ ในโรงงานอุตสาหกรรมของพระนครศรีอยุธยาบอกกับผมว่านี่เป็นข่าวดีครับ ซึ่งชิ้นส่วนยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์นั้น ยังสามารถที่จะแข่งขันได้และที่สำคัญยังสามารถที่จะต่อสู้กับประเทศ เพื่อนบ้านได้ และนี่ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ว่าข่าวดีในภาคอุตสาหกรรมอาจจะกลายเป็น ข่าวร้ายของภาคเกษตรกรก็ได้ เพราะในมุมกลับหากเราได้อัตราภาษีแบบนี้ นั่นอาจหมายถึง เราแลกเปลี่ยนด้วยการเปิดตลาดสินค้าการเกษตรของสหรัฐให้เข้ามายังประเทศไทยให้มากขึ้น และผมขอเสนอเพื่อให้ภาคการเกษตรอย่างในพระนครศรีอยุธยาที่มีสัดส่วนที่ ๒ เปอร์เซ็นต์ ของทั้งจังหวัด ได้สามารถฝากความหวังไว้กับภาคอุตสาหกรรมที่ยังสามารถแข่งขันได้ การจ้างงานยังคงที่และยังมีกำลังซื้อมากพอให้สามารถไปจับจ่ายใช้สอยสินค้าเกษตรได้แล้ว เรายังใช้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนสายการผลิตให้กลายเป็นสินค้าเทคโนโลยีการเกษตรที่จะต้อง ใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่างแผงวงจรเช่นกัน เพื่อให้เราสามารถที่จะเดินหน้าไปพร้อมกันได้ ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร สุดท้ายผมขอเรียกร้องผ่านไปถึงรัฐบาล คงไม่ต้องรอ แล้วว่าอัตราภาษีของเราจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ต้องทำโดยด่วน นั่นคือการเร่งผลักดัน มาตรการในการพยุงและต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไทย ทั้งใหญ่ และ SMEs ผมขอส่งเสียงจากผู้ประกอบการในพระนครศรีอยุธยาเป็นข้อเสนอผ่านท่าน ประธานไปถึงรัฐบาลทั้งหมด ๕ ประการครับ
ข้อที่ ๑ คือการเร่งเจรจาหาตลาดใหม่ไปยังประเทศที่มีศักยภาพ ยกตัวอย่าง ประเทศในตะวันออกกลาง เป็นต้น
ประการที่ ๒ คือการลดภาระด้านต้นทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดภาษี นิติบุคคล รวมไปถึงมาตรการในการลดหย่อนภาษี ยกตัวอย่างเช่น หากโรงงานมีการลงทุน ในเทคโนโลยีหรือเครื่องจักรใหม่ ๆ ก็สามารถไปขอลดหย่อนภาษีได้หรือโรงงานมีการที่จะ ยังคงอัตราในการจ้างงานได้ก็สามารถที่จะลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน
ประการที่ ๓ ก็คือมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่เข้าถึงง่าย ทั้งของโรงงาน และ SMEs
ประการที่ ๔ พร้อมกันนั้น ต้องมีการอำนวยความสะดวกด้านใบอนุญาต ที่ต้องลดขั้นตอน รวมถึงกำหนดระยะเวลาในการอนุมัติที่ชัดเจน
ประการที่ ๕ คือมาตรการในการป้องกันและตรวจสอบสินค้าด้อยคุณภาพ ที่ทะลักเข้ามาในไทยอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม
ทั้งหมดนี้ ขอให้รัฐบาลได้ปกป้องให้โรงงาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมชิ้นส่วน ยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังคงสามารถจ้างงานและสร้างรายได้ให้กับพี่น้อง ชาวพระนครศรีอยุธยาและชาวไทยทุกคน ขอบคุณท่านประธานครับ