สกุณา อภิปรายผลกระทบภาษีตอบโต้ไทย-สหรัฐฯ เสนอแก้โครงสร้างและยกระดับสินค้า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘

สกุณา สาระนันท์ อภิปรายผลกระทบข้อตกลงภาษีตอบโต้ไทย-สหรัฐฯ ต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรม โดยเสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาโครงสร้างและยกระดับมาตรฐานสินค้า

นางสาวสกุณา สาระนันท์ สกลนคร

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน สกุณา สาระนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย วันนี้ก็ขอร่วมอภิปรายญัตตินี้ ในประเด็นผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจและการค้าไทยภายใต้ ข้อตกลงในการเจรจาภาษีตอบโต้ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา นับจากวันพรุ่งนี้ก็คือวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๘ ที่ทางสหรัฐอเมริกาจะใช้เกณฑ์ภาษีใหม่ ซึ่งคาดว่าก็จะทำให้เกิดผลกระทบ กับภาคเศรษฐกิจการค้าไทยใน ๒ ภาคส่วนหลัก ๆ ก็คือภาคการเกษตรแล้วก็ภาคอุตสาหกรรม สำหรับภาคเกษตร ดิฉันมีข้อกังวลซึ่งสอดคล้องกับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่ได้อภิปรายไป ก่อนหน้านี้ว่า ข้อตกลงการเจรจาภาษีตอบโต้ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาจะส่งผลกระทบต่อ ภาคการเกษตรไทยโดยตรง แล้วก็จะเป็นภาคที่ถูกกระทบก่อนภาคอื่น ๆ ด้วย เมื่อเปิดตลาดให้สินค้าเกษตรจาก ต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า มีระบบการผลิตที่ทันสมัยกว่า แล้วก็มีเงินอุดหนุนจากรัฐบาลด้วย ผลผลิตเกษตรของไทย เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง ถั่วเหลือง หรือแม้แต่เนื้อวัว ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง ราคาที่ตกต่ำลงไปก็จะทำให้ ขาดอำนาจการต่อรอง และสุดท้ายเกษตรกรไทยก็จะกลายเป็นผู้แบกรับต้นทุนจากนโยบายนี้ อย่างเลี่ยงไม่ได้ ภาคการเกษตรไทยก็อ่อนแออยู่เดิมจากหลายสาเหตุอยู่แล้ว แม้ไม่มีประเด็น ในเรื่องของภาษีทรัมป์นี้ก็ตาม สินค้าเกษตรบางตัวก็ถูกกระทำอยู่แล้ว ยกตัวอย่าง อย่างเช่น ถั่วเหลืองซึ่งก็มีเพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้ว วันนี้เรานำเข้าถั่วเหลืองมากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ทำไมเราถึงเป็นแบบนั้นทั้งที่ถั่วเหลืองเคยเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศด้วยซ้ำ ก็เพราะว่าในด้านกฎหมายเราไม่ได้อนุญาตให้มีการปลูกพืช ๆ จีเอ็มโอ ถั่วเหลือง ก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งมีสายพันธุ์จีเอ็มโอ แต่ในขณะที่เรายอมรับให้มีการนำเข้าเข้ามา ถั่วเหลือง ที่เป็นจีเอ็มโอก็จะมีผลผลิตที่ดีกว่า มีความต้านทานโรคที่ดีกว่าก็ทำให้การแข่งขันของเรา สู้ต่างชาติไม่ได้ ความหมายก็คือภาคการเกษตรไทยถูกกระทำจากหลาย ๆ ด้านอยู่แล้ว แม้ไม่มีเรื่องภาษี ดังนั้นถึงเวลาที่เราต้องหันมาใส่ใจแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้น ภาคการเกษตรอาจหายไปจากโครงสร้างของสังคมไทย นี่ไม่ใช่เรื่องที่เกินจริง กฎหมาย เรียกว่าฝังก็ได้นะคะ พืชที่ชื่อถั่วเหลืองไปแล้วก็หวังว่าผลกระทบด้านภาษีทรัมป์จะไม่ฝัง สินค้าเกษตรใด ๆ เพิ่มขึ้นมาอีก ส่วนภาคอุตสาหกรรม เกณฑ์ภาษีใหม่ครั้งนี้แม้คาดว่าจะ กระทบกับภาคอุตสาหกรรมนี้น้อยกว่าภาคการเกษตร แต่ก็ได้หมายความว่าจะกระทบน้อย จนจะไม่เป็นปัญหา ผลกระทบนี้จะมากพอที่จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมหดตัว การจ้างงาน ลดลง ก็จะคล้ายตอนที่เกิดสถานการณ์โควิดที่เมื่อมีการจ้างงานน้อยลง แรงงานก็จะกลับคืน สู่ท้องถิ่น สุดท้ายก็จะไปรวมอยู่กับภาคการเกษตร และท่านประธานก็คงทราบดีว่าโครงสร้าง การเกษตรไทยก็ไม่ได้ส่งเสริมให้ภาคการเกษตรเราเติบโต ซึ่งมันก็จะยิ่งทำให้ปัญหา ภาคการเกษตรขยายตัวมากขึ้น สุดท้ายความเห็นของดิฉันก็คือว่า อย่างไรรัฐบาลก็ต้องเผชิญ กับปัญหาภาคการเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี แล้วรัฐบาลจะเผชิญกับความจริงที่ท้าทาย นี้ได้อย่างไร รัฐบาลจะมีมาตรการอะไรบ้างในการรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ยกตัวอย่าง ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเปิดตลาดสินค้าการเกษตรตามความตกลง CPTPP รัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดตั้ง กองทุนปรับโครงสร้างการเกษตรมูลค่ากว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านเยน เพื่อช่วยเกษตรกรปรับตัว ทั้งในด้านของเทคโนโลยีการแปรรูปการตลาด รวมถึงการรวมกลุ่มเกษตรกรเป็นสหกรณ์ สมัยใหม่ ดิฉันก็อยากจะเห็นรัฐบาลได้พิจารณาเตรียมความพร้อมในเรื่องลักษณะนี้เช่นกัน สินค้าเกษตรไทยจำนวนมากถูกมองว่าเป็นกลุ่มโภคภัณฑ์ ราคาต่ำไม่สามารถที่จะต่อรอง ราคา ไม่สามารถแข่งขันได้ หากรัฐบาลต้องการให้เกษตรกรมีรายได้ที่สูงขึ้นก็ต้องสนับสนุน ยกระดับมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งในเรื่องนี้ดิฉันก็ได้นำมาอภิปรายหลายครั้งแล้ว ในสภาแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับตั้งแต่เรื่องการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การจัดเก็บ การขนส่ง รวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับ และระบบการรับรองมาตรฐานว่าถึงการเพาะปลูก ขณะนี้ท่านประธานวิปนั่งอยู่ข้าง ๆ ที่จังหวัดพะเยาจะมีผลผลิตของสินค้าเกษตร เรียกว่า มี Productivity หรือผลิตภาพสูงกว่าจังหวัดอื่น ๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับภาคอีสาน ดิฉัน ก็ไม่เข้าใจว่า ตัวอย่างที่ดี ๆ แบบนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์น่าจะยกให้เป็นจังหวัด ต้นแบบ ในการที่จะส่งเสริมเรื่องของการให้องค์ความรู้ในภาคการผลิตให้เป็นต้นแบบของประเทศ ไปเลยค่ะ ส่วนภาคอุตสาหกรรมนะคะ อุตสาหกรรมไทยที่ได้รับผลกระทบเรื่องเกณฑ์ ภาษีใหม่ รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ปรับเปลี่ยนไปสู่จุดแข็งของประเทศเรา ควรผลักดันให้เกิด อุตสาหกรรมเกษตรให้มากกว่านี้ แปรรูปผลผลิตด้วยความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปมันสำปะหลัง การสกัดสมุนไพรเพื่อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็นอาหารเสริม ผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมสปาและ Wellness รวมถึงผลิตภัณฑ์ยา เช่น ตำรับยาแพทย์แผนไทย ขณะนี้รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขก็ได้ส่งเสริมไปถูกทิศถูกทาง โดยให้หลายจังหวัดในประเทศเป็นเมืองสมุนไพร สกลนครก็เป็นหนึ่งในนั้น มีการตั้งวิทยาลัย การนวดไทย ส่งเสริมโรงพยาบาลหลายแห่ง จ่ายยาแพทย์แผนไทยแทนยาแผนปัจจุบัน เช่น โรงพยาบาลอาจารย์ฝั้น โรงพยาบาลยุพราช อำเภอสว่างแดนดิน เป็นต้น การเริ่มจ่ายยา แพทย์แผนไทยทดแทนยาแผนปัจจุบันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะจะทำให้เกิดการพัฒนา ในท้องที่ครบตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การรวมกลุ่มเกษตรกร การเพิ่มเทคโนโลยีและ การขยายตลาดใหม่ ฉะนั้นดิฉันก็จะไปรวบสรุปเลยนะคะ กล่าวโดยสรุปดิฉันก็ไม่อยากเห็น การแก้ปัญหาต่อเกณฑ์ภาษีใหม่ของสหรัฐในเชิงตั้งรับ กล่าวคือไม่เพียงแต่รอการเจรจาต่อรอง อัตราภาษีให้ดีที่สุดแล้วก็จบกันไป แต่อยากเสนอให้รัฐบาลมองปัญหานี้ในเชิงรุกคือมองว่า เป็นโอกาสในการปฏิรูปโครงสร้างการเกษตรไทยทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เราจะ ไม่หยุดแค่การเป็นผู้ผลิตพืชราคาถูก แต่เราจะเป็นผู้สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ใหม่ เราจะไม่เพียง แค่เก็บเกี่ยวผลผลิต แต่จะเก็บเกี่ยวโอกาสทางเศรษฐกิจ ถ้ารัฐบาลทำได้ตามข้อเสนอเชิงรุก เหล่านี้ดิฉันเชื่อว่าความมั่นคงภาคการเกษตรไทยก็จะเกิดขึ้น ท่านประธานคะ ความมั่นคง ของภาคการเกษตรย่อมหมายถึงความมั่นคงทางอาหาร ประเทศที่มั่นคงจะต้องมีความมั่นคง ทางอาหาร โดยเฉพาะในสภาวะที่เรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง กับสภาวะแวดล้อมที่รวดเร็ว ภัยพิบัติที่รุนแรง ความมั่นคงทางอาหารก็ยิ่งจะสะท้อนความมั่นคงของประเทศนั้น ๆ ด้วย ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ