ธิษะณา อภิปรายผลกระทบภาษีสหรัฐต่อไทย เสนอเจรจาข้อยกเว้นและกระจายตลาดใหม่

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘

ธิษะณา ชุณหะวัณ อภิปรายผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกาต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรม SMEs และภาคการผลิตหลัก โดยชี้ให้เห็นปัญหาสินค้าไทยที่ผลิตในไทยแต่บริษัทแม่จดทะเบียนต่างประเทศ ทำให้เสี่ยงถูกเก็บภาษีนำเข้าสูงและกดดันให้ย้ายฐานการผลิตกลับประเทศต้นทาง ซึ่งกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน การจ้างงาน และรายได้จากการส่งออก ธิษะณา ชุณหะวัณ อภิปรายผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐต่อภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้ชิ้นส่วนจากจีน และเสนอแนะให้รัฐบาลเจรจาข้อยกเว้น กระจายตลาดส่งออกใหม่ และส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในอาเซียน ธิษะณา ชุณหะwavณ ระบุผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อผู้ประกอบการ SMEs ไทยที่ส่งออกสินค้าเกษตรและแปรรูปไปยังสหรัฐ โดยชี้ให้เห็นความเปราะบางของต้นทุนสูงและการขาดอำนาจต่อรองเมื่อถูกบวกภาษีนำเข้า พร้อมเสนอมาตรการเร่งด่วนทั้งการจัดทำบัญชีรายชื่อเสี่ยง การผลักดันตลาดใหม่ และการเจรจาสิทธิพิเศษทางการค้าเพื่อปกป้องธุรกิจฐานราก

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตกรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน สาธร และราชเทวี พรรคประชาชน วันนี้ดิฉันมาอภิปรายการรับมือ ผลกระทบจากข้อตกลงในการเจรจาอัตราภาษีตอบโต้สหรัฐอเมริกา หรือ Reciprocal Tariffs

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ตอนนี้ประเทศไทยเรา กําลังเผชิญกับสงครามทางการค้า ที่มหาอํานาจอย่างสหรัฐอเมริกาได้มีกําแพงภาษี มาเป็นอาวุธ แม้กระทั่งนําเรื่องความขัดแย้งระหว่างไทยกัมพูชามาข่มขู่ในการตัดการค้า ระหว่าง ๒ ประเทศ โดยในสถานการณ์ปัจจุบันการขึ้นกําแพงภาษีหรือแม้กระทั่งการ ตัดการค้าโดยสิ้นเชิงจะมีผลกระทบที่สั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในอุตสาหกรรม SMEs รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา หลังจากนี้ ในภาคอุตสาหกรรมหลักของไทยจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ หม้อแปลงไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งยางรถยนต์ ล้วนมีตลาดส่งออกสำคัญคือสหรัฐอเมริกา เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นภาษีในอัตราที่สูงขึ้น ย่อมส่งผลให้สินค้าไทย สูญเสียความสามารถที่จะไปแข่งขันในตลาดสหรัฐอเมริกา และอาจทำให้ผู้บริโภค ในสหรัฐอเมริกาหันไปพึ่งพาสินค้าในประเทศคู่แข่งที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า ทำให้เขาได้เปรียบ ในส่วนแบ่งทางการค้า ทั้งยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อภาคการผลิต การส่งออก แรงงานไทย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่ไม่ใช่เป็นเพียงการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาที่เราได้รับรู้ผ่านสื่อ แต่เป็นภัยเงียบที่กําลังคืบคลานเข้าสู่รากฐานของอุตสาหกรรมไทย ขอสไลด์ที่ ๒

ประเด็นแรก คือปัญหาสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากว่าสินค้าเหล่านี้แม้ว่า ผลิตในไทย แต่บริษัทแม่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา ทำให้สินค้ากลุ่มนี้อาจถูกพิจารณาว่า อยู่ในห่วงโซ่การผลิตของไทย และถูกกำหนดภาษีนําเข้าหรือควบคุมพิเศษ ตัวอย่างเช่น โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ Hard Drive PCB ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมไปถึง Semiconductor หมายความว่าแม้บริษัทแม่ของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่โรงงานผลิตตั้งอยู่นอกประเทศ อาจจะไม่ได้ถูกแยกแยะว่าเป็นของไทยหรือสหรัฐอเมริกา และยังคงถูกนำไปคิดภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตราที่สูงกว่าเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ นโยบายทรัมป์ (Trump) ที่บีบให้บริษัทอเมริกันต้อง Reshore หรือย้ายฐานการผลิตกลับไป ที่สหรัฐอเมริกา โดยการขึ้นภาษีเป็นแรงกดดัน สุ่มเสี่ยงต่อการเสียเครดิตทางการเมือง ในสหรัฐอเมริกา ถูกตั้งเป้าควบคุมทางการค้า ถูกลดสิทธิประโยชน์ทางภาษี ในกรณีสินค้าที่เกี่ยวข้องกับโครงการของรัฐหรือโครงการกึ่งรัฐ เช่น รถยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า ระบบไฟฟ้า อุปกรณ์สื่อสาร พวกที่หากผลิตนอกประเทศอาจจะเกิดความเสี่ยงต่อ Supply Chain Disruption ประเทศแม่จะต้องลดการพึ่งพาโรงงานในไทย เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า ซึ่งอาจจะส่งผลเสียในการจ้างงานท้องถิ่น การถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ต่าง ๆ รวมไปถึง รายได้จากการส่งออกในอุตสาหกรรมสำคัญ

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยค่ะ ผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรมในไทย โดยเฉพาะในกรณีของสินค้าที่ประกอบหรือผลิต ในประเทศไทย ใช้ชิ้นส่วนจากจีนหรือจากประเทศอื่น ๆ ค่ะ และบริษัทแม่อยู่ในสหรัฐ นับเป็น ๒ ดอกที่เราจะโดนค่ะ ดอกแรกคือด้านต้นทุน หรือชิ้นส่วนจากจีนหรือประเทศอื่น ๆ อาจถูกเก็บภาษีเมื่อนำเข้าไทย ดอกที่ ๒ เราโดนด้านการตลาด เมื่อส่งสินค้ากลับไปที่สหรัฐ ก็จะถูกเก็บภาษีซ้ำอีกค่ะท่านประธาน ในลักษณะนี้เป็นเครื่องมือในการลดการพึ่งพา Supply Chain ที่มีจีนในสมการ ซึ่งไทยในฐานะฐานการประกอบก็จะถูกเหมารวมไปด้วยค่ะ อาทิเช่น ๑. อุตสาหกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ๒. ยานยนต์ ตอนนี้ก็เป็นผู้นำในด้านยานยนต์ ไฟฟ้าหรือยานยนต์ EV ๓. เครื่องใช้ไฟฟ้า ๔. เครื่องมือการแพทย์ ๕. สินค้าเทคโนโลยีที่ต้อง ใช้ Input จากหลายประเทศ และผลกระทบที่จะได้รับคืออะไร ๑. ถูกมองว่าเป็นสินค้าจีนแฝง และเผชิญภาษีซ้ำซ้อน แม้สินค้าจะประกอบในไทย แต่หากมีการใช้ชิ้นส่วนจากจีนก็อาจ ถูกตีความว่าเป็นสินค้าจีนโดยอ้อมค่ะ ๒. เกิดความไม่แน่นอนในห่วงโซ่อุปทาน ผู้ผลิตในไทย ต้องเผชิญกับความเสี่ยงการจัดซื้อชิ้นส่วนล่าช้า ราคาชิ้นส่วนที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอน ของการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า อย่างที่ ๓ ค่ะ คือบริษัทแม่ที่อยู่ในสหรัฐอาจย้ายฐาน การผลิตหรือเปลี่ยนฐานการผลิตค่ะ ย้ายฐานการประกอบจากไทยในประเทศที่ไม่มีจีน ใน Supply Chain เพราะเขาเป็นคู่กรณีกับจีน หรือว่าแข่งขันกับจีน หรือเลือกประเทศที่มี ข้อตกลงภาษีอย่างเช่น เวียดนาม และประเทศฟิลิปปินส์ที่ปิด Deal ไปแล้วเป็นต้น สุดท้าย อุตสาหกรรมไทยจะตกอยู่ในสภาวะติดกับดักคู่ขนาน คือได้รับแรงกดดันจากด้านต้นทุนและ ด้านการตลาด ธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่เป็น OEM หรือ Tear One ใน Supplier อยู่ในสภาพที่กดดันอย่างรุนแรง ดิฉันจึงอยากเรียนท่านประธานไปยังรัฐบาลให้ ๑. เจรจากับ สหรัฐเพื่อให้ไทยได้รับข้อยกเว้นภาษีบางประเภท โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มในประเทศสูง ๒. ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนสินค้าที่ผลิตในประเทศเราค่ะ และชิ้นส่วนจากประเทศพันธมิตร ในอาเซียน เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาจีน ซึ่งเป็นคู่กรณีกับสหรัฐ ๓. สนับสนุนระบบตรวจสอบ แหล่งกำเนิดสินค้าอย่างโปร่งใส เพื่อยืนยันว่าสินค้าประกอบในประเทศเราอย่างแท้จริง และ ๔. คือกระจายการหาตลาดส่งออกใหม่ ที่ท่านเพื่อนสมาชิกได้พูดหลายคนมีทั้งอินเดีย ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย เราสามารถส่งออกได้หลายประเทศที่ประชากรมีกำลังซื้อ

ต่อไปก็คือผลกระทบต่อ SMEs หรือผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกโดยตรง ไปยังสหรัฐ อันนี้จะได้รับผลกระทบมากที่สุดเป็นผลกระทบที่ไทยต้องเผชิญ เพราะมีความ เปราะบางเป็นพิเศษ และไม่มีอำนาจต่อรองสูงเหมือนบริษัทข้ามชาติ หรือว่าเป็นบริษัทที่เป็น International Corporation SMEs หรือว่าบริษัทรายย่อยมีต้นทุนการผลิตและขนส่งสูง อยู่แล้ว และถูกบวกภาษีนำเข้าเพิ่มจะทำให้ไม่สามารถทำกำไรได้ หรืออาจถึงขั้นต้องถอนตัว ออกจากตลาดสหรัฐไปโดยปริยายค่ะ ผู้ประกอบการไทยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ประกอบด้วย ผู้ส่งออกทางการเกษตรราคา เช่น ข้าว น้ำตาล ยางพารา ผลไม้สดแปรรูป ผู้ส่งออกสินค้า แปรรูปจากภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น อาหารกระป๋อง เครื่องดื่ม สมุนไพรไทย และผู้ส่งออก วัตถุดิบหรือกึ่งวัตถุดิบ เช่น เส้นใยธรรมชาติ สารสกัด ยางดิบ หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปเบื้องต้น หลายรายเป็นกิจการที่ไม่มีบริษัทแม่ หรือพันธมิตรระดับโลกสนับสนุนเป็นเพียงธุรกิจท้องถิ่น ที่มีเครือข่ายการค้าโดยตรงกับผู้นำเข้าสหรัฐค่ะ เนื่องจากต้นทุนภาษีที่สูงเกินกว่าจะรับไหว และขาดอำนาจต่อรองในการเจรจาการค้า กระทบกับห่วงโซ่เศรษฐกิจชุมชน และมีความไม่แน่นอนและต้นทุนแฝงจากการเปลี่ยนกฎการค้า เช่น การเปลี่ยนแปลงในกฎ ถิ่นกำเนิดการค้าหรือ Rule Of Origin การตรวจสอบย้อนกลับหรือ Traceability ค่ะ การขึ้นภาษีแบบเฉพาะเจาะจงหรือว่า Target Tariff ค่ะ SMEs เหล่านี้เสียเวลาและต้นทุน ในการปรับตัวอย่างรุนแรง ผู้ส่งออกมะพร้าวขูดแห้ง มังคุดแช่แข็ง หรือยางแผ่นรมควัน รายย่อยที่เคยมีคำสั่งซื้อประจำจากสหรัฐต้องถูกยกเลิก เนื่องจากต้นทุนเพิ่มขึ้นถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ โรงงานทำน้ำพริกแปรรูปที่ผลิตส่งออกในสหรัฐถูกตัด GSP และเจอ กำแพงภาษีแบบไม่ทันตั้งตัวค่ะ ดิฉันจึงขอเสนอให้รัฐบาลจัดทำบัญชีรายการ SMEs ที่มี ความเสี่ยงจากการส่งออกไปยังสหรัฐเพื่อให้ความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มค่ะ ๒. ผลักดัน มาตรการลดภาษีในประเทศและเงินสนับสนุนการตลาดให้แก่ SMEs เพื่อสามารถกระจาย ตลาดส่งออกใหม่ได้ เช่นตะวันออกกลาง อินเดียและ EU ค่ะ ๓. จัดตั้งหน่วยเฝ้าระวัง การค้าโลกที่มีหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรงในการตีความภาษีกฎการค้า แบบ Traceability และ ๔. การเจรจาระดับทวิภาคีให้สหรัฐกับ SMEs ได้รับสิทธิพิเศษ ใต้ข้อตกลง Bilateral Trade Cooperation รัฐบาลไทยควรเตรียมความพร้อมในเชิงการทูต เศรษฐกิจ กฎหมายการค้า เพื่อปกป้องผู้ประกอบการเหล่านี้ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของ เศรษฐกิจฐานรากและการส่งออกของประเทศ ขอบพระคุณค่ะ