จิตติพจน์ ชื่นชมทีมไทยลันเจรจาภาษีทรัมป์ ยืดเยื้อรักษาผลประโยชน์ประชาชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘

จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ชื่นชมความพยายามเจรจาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐ และเสนอให้รัฐบาลรักษาผลประโยชน์เกษตรกร SMEs โดยไม่ยอมเปิดตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ท่านประธานครับเกี่ยวกับเรื่องภาษีทรัมป์ ก็ขออนุญาต ชื่นชมทาง Team Thailan ที่ได้ใช้ความอดทนเป็นอย่างยิ่ง ในการเจรจาในเรื่องภาษีนำเข้ากับทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกา การที่พวกเราใช้เวลาเจรจามา เป็นระยะเวลานานก็เป็นตัวพิสูจน์เป็นอย่างดีว่า รัฐบาลพยายามที่จะรักษาผลประโยชน์ ของพ่อแม่พี่น้องประชาชน SMEs และเกษตรกรอย่างเต็มที่ เหตุผลที่ผมกล่าวเช่นนั้น ก็เพราะว่า ถ้าหากเรายอมตามที่สหรัฐอเมริกาต้องการ โดยทำเช่นเดียวกันกับประเทศอินโดนีเซีย หรือประเทศเวียดนาม การเจรจาก็คงจบไปก่อนหน้านี้หลายอาทิตย์แล้ว แต่สาเหตุที่ การเจรจายังคงยืดเยื้ออยู่จาก Deadline วันที่ ๑ กรกฎาคม ย้ายมาเป็น Deadline วันที่ ๑ สิงหาคม ก็เนื่องจากว่า ในการเจรจานั้นทางทีมเจรจาก็ยังพยายามที่จะรักษาอุตสาหกรรม สำคัญ ๆ ยังพยายามที่จะรักษา SMEs ยังพยายามที่จะรักษาในภาคส่วนเกษตรกรที่มี ผลกระทบอย่างใหญ่หลวง แล้วเราไม่อาจที่จะยอมเปิดได้ ทำให้การเจรจานั้นยืดเยื้อยาวนาน จนถึง Deadline วันนี้ แต่อย่างไรก็ดีครับ ในเรื่องของ Deadline นั้นมันเป็น Deadline ของประเทศไทย ขณะเดียวกันก็เป็น Deadline ของสหรัฐอเมริกาด้วย เพราะตัวอเมริกาเอง ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) เคยบอกว่า ๙๐ วัน จะมี ๙๐ Deal แต่ก็ปรากฏว่าผ่านมา ๑๐๐ กว่าวันแล้วนะครับ ปัจจุบันนี้ก็ยังได้ไม่ถึง ๑๕ Deal เลย เพราะฉะนั้นทางอเมริกา ก็ตกอยู่ภายใต้ความกดดันเช่นเดียวกัน ความกดดันอันหนึ่งก็จะมาจากในเรื่องของ กฎหมายที่ประธานาธิบดีสหรัฐใช้ในการประกาศภาษีตัวนี้ เนื่องจากการใช้อำนาจ ตาม IEEPA หรือที่เรียกกันว่า International Emergency Economic Powers Act หรือ เป็นการใช้อำนาจในสถานการณ์เศรษฐกิจฉุกเฉินนั้นมีเงื่อนไขการใช้ว่า จะต้องเป็น สถานการณ์ฉุกเฉินจะต้องเป็นเหตุการณ์ที่ Unusual ไม่ปกติ เป็นเหตุการณ์ที่จะต้อง Extraordinary พิเศษ เป็นภัยคุกคามพิเศษ จึงจะใช้อำนาจได้ ซึ่งการใช้อำนาจตัวนี้ก็มีการ โต้แย้งกันมากนะครับ ในสหรัฐอเมริกาเองก็มีการฟ้องร้องไปที่ ICJ แล้วก็ในศาลชั้นต้น ก็ได้บอกว่า การใช้อำนาจตัวนี้ยังไม่ถูกต้อง แต่ว่าอย่างไรก็ดีเรื่องนี้ก็ไปถึงศาลฎีกาของสหรัฐ ซึ่งก็คงจะมีการเริ่มพิจารณาตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคมเป็นต้นไป ซึ่งผลก็อาจจะออกมาก็ได้ว่า การใช้อำนาจนี้ของประธานาธิบดีสหรัฐอาจจะเกินเลยไปกว่าเงื่อนไขที่จะใช้ได้ ทำให้ทาง ประธานาธิบดีสหรัฐอาจจะต้องใช้อำนาจตามกฎหมายอื่น ไม่ว่าจะเป็น Section 122 ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาดุลชำระเงินที่ขาดดุลอย่างรุนแรง หรือจะเป็นการใช้อำนาจตาม Section หรือมาตรา ๒๓๒ ในเรื่องของภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ หรือจะเป็น การใช้อำนาจตาม Section 301 ในเรื่องของการได้รับการปฏิบัติในเรื่องของการค้าที่ไม่เป็นธรรม หรือเป็นเรื่องของการใช้อำนาจตามมาตรา ๗๓๑ ในเรื่อง Anti-dumping Duty หรือการ ตอบโต้การทุ่มตลาด ซึ่งทางประธานาธิบดีสหรัฐก็คงจะมีหลายเงื่อนไข และถ้าหากใช้จริง ๆ ด้วยเงื่อนเวลาที่จำกัดหากประธานาธิบดีสหรัฐจะใช้อำนาจจริง ๆ ก็คงต้องใช้อำนาจ ตามมาตรา ๑๒๒ เพราะว่าสามารถใช้ได้ทันทีโดยอำนาจของประธานาธิบดีเอง ก็คือใช้ อำนาจว่าดุลการชำระเงินได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แต่ว่าอำนาจตามมาตรานี้ให้อำนาจ ประธานาธิบดีเก็บภาษีได้เพียงไม่เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นถ้าหากว่าเราดูในเรื่องของ ข้อจำกัดในการพิจารณาในการเจรจาแล้วตัวประธานาธิบดีสหรัฐเองก็มีความกดดันจำนวน มากมายเช่นเดียวกันกับตัวประเทศไทย เราก็อาจจะกล่าวได้ว่าแม้เราจะเป็นประเทศเล็ก ๆ เสียเปรียบสหรัฐอเมริกาในเรื่องของอำนาจทางเศรษฐกิจ แต่ว่าในการเจรจาครั้งนี้เราก็ยังมี ข้อต่อรองที่พอจะต่อรองกับสหรัฐอเมริกาได้นะครับ ก็คงไม่จำเป็นจะต้องยอมสหรัฐอเมริกา ไปทั้งหมดในทุกเรื่อง ท่านประธานครับ ผมมีข้อเสนอว่าเราก็คงต้องพยายามเจรจาให้ได้ข้อตกลงกับทาง สหรัฐอเมริกาให้ได้โดยเร็วที่สุด แต่ถ้าหากว่าเลยวันที่ ๑ จริง ๆ ก็คงไม่ได้เสียหายถึงขั้นว่า คอขาดบาดตาย เพราะว่าในเรื่องของการเจรจานั้นในเรื่องรายละเอียดไม่มีทางจบเร็ว ต่อให้ เราเจรจาจบในวันที่ ๑ สิงหาคม แต่ว่าพอลงไปในรายละเอียด อย่างไรก็ต้องใช้เวลาอยู่ดี ดังนั้นการเจรจาขอให้ใช้ความรอบคอบ เจรจาโดยให้ไทยได้ประโยชน์ที่สุด พี่น้องประชาชน เสียหายน้อยที่สุด SMEs เสียหายน้อยที่สุด และถ้าหากว่ามีความจำเป็นต้องเปิดตลาด บางตลาด แล้วทำให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนเสียหาย อย่างเช่น ถ้ายอมเปิดตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำให้แต่เดิมเรามีกำแพงภาษีสูงถึง ๗๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ปรับเป็น ๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คงจะทำให้ พ่อแม่พี่น้องที่เป็นเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพด คงจะไม่สามารถที่จะปลูกข้าวโพดต่อไปได้ ก็ฝาก รัฐบาล ถ้าหากว่าเกิดเหตุการณ์อันนี้จริง ๆ ผมยังไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ถ้าหาก เกิดขึ้นจริง ๆ ก็ขอให้มีการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการขาดทุนในการปลูกข้าวโพดของ พี่น้องเกษตรกร แล้วให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในการหันไปปลูกพืชชนิดอื่น ไม่ว่าจะ เป็นอ้อยก็ดี มันสำปะหลังก็ดี ให้เหมาะกับพื้นที่ที่สามารถปลูกได้ให้เหมาะสม โดยการชดเชย อย่างรวดเร็วและเพียงพอ พี่น้อง SMEs ต่าง ๆ ก็เช่นเดียวกัน สุดท้ายนี้ผมก็ขออนุญาตเป็น กำลังใจให้กับ Team Thailand ที่จะเจรจากับสหรัฐอเมริกาต่อไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ ของประเทศไทย ขอบพระคุณครับ