ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ หารือเรื่องเตรียมการรับมือผลกระทบจากภาษีข้ามแดนของสหรัฐฯ และเสนอแผนการเจรจาเชิงรุกกับประเทศจีนและประเทศคู่ค้าอื่น ๆ เพื่อสร้างสถานการณ์แบบ Win Win โดยเน้นย้ำความสำคัญของผลประโยชน์ของประเทศ นอกจากนี้ยังเสนอการดำเนินการเพื่อจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และเปิดโต๊ะเจรจากับประเทศคู่ค้า
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑ พรรคประชาชน ผมขอใช้เวลาในการอภิปรายญัตติด่วนด้วยวาจา ในประเด็นเตรียมการรับมือผลกระทบ Reciprocal Tariff เพื่อให้ทุกท่านได้เห็นแรงสั่นสะเทือน ทางเศรษฐกิจที่อาจจะปะทุขึ้นในเวลาไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ขอสไลด์ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานครับ วันพรุ่งนี้รัฐบาลสหรัฐจะประกาศตัวเลขภาษีทรัมป์ที่ไทยต้องแบกรับ ซึ่งตัวเลขดังกล่าว จะกลายเป็นสัญญาณเตือนแรงที่สุดไปยังกลุ่มแรงงาน กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการ ทุกระดับ เพื่อไม่ให้เกมภาษีข้ามแดนของประเทศมหาอำนาจกลายเป็นบาดแผลในบ้านเรา ด้วยนโยบาย America First ที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม จากข้อมูลของสำนักงานผู้แทนการค้า สหรัฐหรือ USTR มีกำหนดบังคับใช้อัตราภาษีตอบโต้ต่อประเทศต่าง ๆ สูงสุดถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ในบางรายการนำเข้า ซึ่งประเทศไทยอยู่ในรายชื่อกลุ่มประเทศที่อาจได้รับ ผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม คำถามตรงไปตรงมาต่อรัฐบาลคือได้เตรียมรับมือ แต่ละฉากทัศน์ไว้อย่างไรสำหรับ Best Case Mid Case และ Worst Case ที่ผ่านมา เราเห็นเพียงการรับมือวันต่อวัน ไร้แผนเชิงรุก รอตั้งรับอย่างเดียว ผมต้องบอกว่าช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาทองที่ไทยควรเปิดโต๊ะเจรจากับประเทศต่าง ๆ ที่เป็น คู่ค้าสำหรับเรา อย่างเช่น ประเทศจีน โดยเฉพาะปีนี้ตรงกับวาระ ๕๐ ปีความสัมพันธ์ ไทย-จีน นี่คือวาระที่เหมาะสมที่สุดที่จะยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ แต่ผมยังไม่เห็น ว่ารัฐบาลมีการใช้วาระสำคัญนี้สำหรับความสัมพันธ์ไทย-จีน ๕๐ ปีให้เป็นประโยชน์เชิงรูปธรรม แทนที่รัฐบาลจะใช้โอกาสนี้ในการเจรจาเชิงรุกกับประเทศจีนและประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ซึ่งกำลัง เผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากสหรัฐอเมริกาและอาจเปิดพื้นที่ให้กับประเทศพันธมิตร ที่จริงใจกับเรา จีนกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกา ไทยจึงสามารถใช้จังหวะนี้ ในการสื่อสารเพื่อสร้างสถานการณ์แบบ Win Win ที่ยึดหลัก Principle based โดยยึด ๓ ข้อ ดังนี้
๑. การขยายตลาดสินค้าไทยไปยังประเทศจีน ประเทศไทยยังขาดดุลการค้า กับประเทศจีนอย่างมีนัยสำคัญ เราควรเปิดตลาดเพิ่มในอีกหลาย ๆ พื้นที่ในประเทศจีน รัฐบาลควรเร่งศึกษาข้อจำกัด เช่นมาตรฐานการนำเข้าสินค้า กฎ ระเบียบกักกันโรค ยกตัวอย่าง ปีที่แล้วเราก็เจอปัญหาการส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีน และสินค้าไทยอีกไม่น้อยยังติด อุปสรรคด้านพิธีการนำเข้าสู่ประเทศจีน โดยเฉพาะสินค้าด้านการเกษตรพืชสมุนไพร และผลิตภัณฑ์ด้านการแปรรูป
ข้อถัดไป การควบคุมการทะลักสินค้าจากประเทศจีน ปัจจุบันสินค้าจีน ราคาถูกทะลักเข้าสู่ตลาดไทยผ่านช่องทางออนไลน์สร้างแรงกดดันต่อ SMEs ของไทย พร้อมกันนั้นยังมีปัญหา Nominee ปัญหาการสวมสิทธิและกรณีที่สหรัฐอเมริกาเก็บภาษี ตอบโต้การสวมสิทธิจากเวียดนามถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไทยเองก็เสี่ยงที่จะถูกมาตรการ ทำนองเดียวกัน ขณะเดียวกันเราควรเพิ่มสัดส่วน Local Content โดยยึดหลัก Principle based โดยยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม โดยไม่ เลือกข้าง ไม่เลือกฝ่ายใดในการรักษาสมดุลระหว่างความสัมพันธ์กับทั้งจีนและสหรัฐอเมริกา ใช้จังหวะนี้ในการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดต่อพันธมิตร ที่ใกล้ชิดกับเราเสมอมา
ข้อ ๓ การฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวจากประเทศจีน ข้อมูลจาก ททท. เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๖๘ ระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนยังฟื้นกลับมาไม่ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับก่อนโควิด ทางออกหนึ่งที่เป็นไปได้คือการเจรจาเพื่อให้จีนสนับสนุนเที่ยวบิน เช่าเหมาลำ หรือ Charter Flight โดยเฉพาะจากเมืองรองเพื่อกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจ รวมถึงมาตรการการกำกับสื่อต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบ ต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งนอกจากนี้แล้วควรขยายการประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการท่องเที่ยวไปยังประเทศอื่น ๆ ด้วย เพื่อกระจายความเสี่ยงและไม่พึ่งพา ตลาดใดตลาดหนึ่งมากจนเกินไปจะช่วยให้การท่องเที่ยวไทยยั่งยืนได้ในระยะยาว ผมจึงขอ เสนอให้รัฐบาลพิจารณาวางแผนรับมือต่อสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้
๑. จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจระหว่างประเทศในลักษณะ War Room เพื่อใช้สำหรับการสื่อสารกับประเทศต่าง ๆ นอกเหนือจากสหรัฐอเมริกา
๒. เปิดโต๊ะเจรจากับประเทศคู่ค้าโดยเร็ว โดยเฉพาะประเทศจีน
๓. ยืนหยัดอยู่บนหลักผลประโยชน์ของประเทศ ไม่ใช่เพียงประคับประคอง สถานการณ์แบบรายวัน
ท่านประธานครับท้ายที่สุดแล้วในฐานะผู้แทนราษฎรผมขอเป็นกระบอกเสียง เป็นตัวแทนแรงงาน เกษตรกรและผู้ประกอบการทุกระดับที่รอความชัดเจนจากผู้นำประเทศ และผมขอย้ำว่า ประเทศไทยอาจจะไม่ได้ใหญ่พอที่จะกำหนดทิศทางโลก แต่เราเข้มแข็ง พอที่จะยืนหยัดเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ ขอบคุณครับ